ออล แม็กกาซีน

สองหนุ่มพุ่งชนความท้าทาย กตัญญู Stand Up Comedy และ ดร.ข้าวนักสื่อสารวิทยาศาสตร์


A KATANYU Stand Up Comedy

เป็นเพราะพลังของวัยหนุ่ม หรืออาจจะเพราะเสพติดความท้าทายดังที่ทั้งสองคนบอกไว้ ทำให้สองหนุ่มลุกขึ้นคว้าฝันทำสิ่งที่แม้แต่เจ้าตัวยังไม่รู้ว่าจะเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างไร แต่ด้วยความตั้งใจจริง ลงมือ ลงแรงจริง ก็ทำให้เขาทั้งสองสามารถก่อร่างสร้างความฝันที่ไร้รูปร่างให้สำเร็จขึ้นมาได้ Stand Up Comedy คือความฝันของคอลัมน์นิสต์หนุ่ม ยู - กตัญญู สว่างศรี ที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดอยากจะจัดโชว์ของตัวเองขึ้น และ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ คือก้าวย่างของ ดร.ข้าว ต้นสมบูรณ์ นักวิจัยรุ่นใหม่ไฟแรงที่อยากจะเปลี่ยนทัศนคติเชิงลบต่อวิทยาศาสตร์ของคนไทย ให้กลายเป็นเรื่องสนุก 

     ยู – กตัญญู สว่างศรี Comedian หนุ่มหน้าใหม่ที่กำลังค่อย ๆ เก็บชั่วโมงบินอยู่ขณะนี้ แม้ ‘การพูด’ จะเป็นทักษะที่ฉายแววโดดเด่นของเจ้าตัว แต่ ‘การเขียน’ กลับเป็นอาชีพหลักของหนุ่มคนนี้ ยูผ่านการเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสารมาหลากหลายเล่ม คลุกคลีกับการเป็นคนทำหนังสือมาโดยตลอด แต่ความเป็นคน ‘ขี้แซว’ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นพิธีกรตามงานอีเวนต์ประปราย ใช้ทักษะการสัมภาษณ์และการเอ็นเตอร์เทนที่มีอย่างผสมผสาน จนวันหนึ่งโอกาสก็พัดเข้ามา เมื่อยูได้รับข้อเสนอขึ้นไปพูดบนเวทีงานหนังสือ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ที่เจ้าตัวเต็มไปด้วยความประทับใจ ความหลงใหล และตามมาด้วยความสนุก ทำให้ยูเริ่มค้นพบความถนัดบางอย่างในตัว และเริ่มคิดถึงการลงมือทำและความเป็นไปได้ เขาวิเคราะห์และพบว่า ตัวเองชอบการพูดและพูดเป็น เล่าเรื่องได้ ทำบทเขียนสคริปต์ได้ และทำงานครีเอทีฟได้ เมื่อองค์ประกอบในตัวครบขนาดนี้ แล้วทำไมเขาจะจัด Stand Up Comedy ไม่ได้ล่ะ ! เรื่องราวการทำให้เต็มที่ของยูก็เริ่มต้นขึ้น   
     “พอได้ไอเดียผมก็ปักหมุดเลย โทรหาสถานที่จัดโชว์ ออกแบบโปสเตอร์กันวันนั้น งานจัดตรงกับวันเกิดเราแล้วกัน ตั้งชื่อเลยว่า ’A KATANYU 2016 : 30 ปี ชีวิตห่วยสัส’ มีเวลาหนึ่งเดือนครึ่งเตรียมตัวก่อนโชว์ ซึ่งมันน้อยมาก แต่ก็คิดว่าไม่เห็นต้องรออะไรนี่ ทำเลยแล้วกัน ถึงจะดูเหมือนบ้าบิ่นไม่กลัวอะไร แต่ที่จริงวันแสดงผมรู้สึกกลัวมาก กลัวแบบที่สุดในชีวิต เวทีแรกถึงจะมีคนดูแค่ 60 – 70 คน แต่เป็นเวทีใหญ่ที่สุดในชีวิต จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเท่าครั้งนั้นแล้ว เพราะไม่เคยเจอเลยยิ่งกลัวมาก แต่มีพี่นักร้องที่สนิท พี่ปอย Portrait แชทมาถามประมาณว่า ผมกลัวอยู่ใช่ไหม ผมเลิกกลัวไม่ได้หรอก แต่ให้รับความกลัวทั้งหมดแล้วออกไปเต้นรำกับมัน ฟังครั้งแรกงงนะ แต่พอสุดท้ายเราก็ออกไปเต้นรำกับความกลัวจริง ๆ เผชิญหน้ากับมัน หลังจากนั้นผมก็ศึกษามากขึ้น กลัวน้อยลง กลายเป็นความท้าทายแทน
    การศึกษาของผมคือการหัดด้วยตัวเอง ต้องเข้าใจว่า Stand Up Comedy มันไม่เคยมีการรวมกลุ่ม ไม่ใช่วันหนึ่งเราอยากดีดกีตาร์เพลงของวงพาราด็อกซ์ แล้วเดินไปสีลมซอย 4 เห้ยพี่ช่วยสอนหน่อย มันไม่มีโน้ตเพลงให้ซื้อหน้าปากซอยไว้หัดตาม มีแต่พี่โน้ส– อุดม แต้พานิช ซึ่งเราไม่มีทางเข้าถึง แล้วเราจะไปเรียนจากไหน โชคดีมีเว็บไซต์ Netflix เป็นช่องทางให้ได้ดูคลิปวีดีโอของ Comedian ต่างประเทศ ทั้งนี้ทั้งนั้น Stand Up Comedy คือการพูดเรื่องตลกซึ่งอ้างอิงจากบริบทช่วงเวลาและสถานที่ ดังนั้นคนที่เล่นตลกที่ลอสแอนเจลิสกับนครนายกก็ต่างกัน แต่สิ่งที่เราพอจะศึกษาได้คือโครงสร้าง สำนวนเสียง บรรยากาศ แต่ก็ต้องเอามาปรับใช้
    ทำไมถึงผมต้องทำอะไรที่มันยากขนาดนี้ อาจจะเพราะเสพติดความท้าทายมั้ง ผมชอบทำงานที่ท้าทายตื่นเต้น จบแล้วมีบรรยากาศชูถ้วยรางวัล บางทีอาจจะชอบความโกลาหล ไม่ชอบการเข้าไปออฟฟิศแล้วทำงานให้มันจบไป ถามว่าการพูดบนเวทีสนุกกว่างานทุกอย่างที่ทำรึเปล่า ผมว่ามันเป็นธรรมชาติที่สุด มากกว่าการเขียนหนังสือ อะไรที่เป็นธรรมชาติมันปล่อยได้เลย ความกวน ความชอบเล่าเรื่อง คือทักษะที่เป็นธรรมชาติของเรา”
ล่าฝันอย่างมีแผน
     จากเวทีแจ้งเกิดเล็ก ๆ  อย่าง A KATANYU 2016 : 30 ปี ชีวิตห่วยสัส ที่แสดงในร้านหนังสือเล็ก ๆ คนดูไม่ถึง 100 คน สู่การขยับขยายและก้าวหน้าขึ้นในเวทีที่สอง A KATANYU and friends : ONE NIGHT STAND UP และล่าสุดกับ A KATANYU The man who stand up จัดขึ้นที่ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์วัน กับการแสดง 2 รอบ และคนดูนับพัน ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจากการวางแผนและลงมือทำ
    “คนอาจจะคิดว่าผมบ้าบิ่น มุทะลุ ล่าฝันแบบบ้าคลั่ง แต่จริง ๆ คือเราไม่ได้เป็นเด็กอายุ 20 ต้น ๆ ล่าฝันแบบไม่วางแผนอะไร ผมเตรียมกลยุทธ์ทุกอย่าง ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ การเข้าไปหาลูกค้า หาสปอนเซอร์ เราไม่ใช่ศิลปินที่ขึ้นไปแสดงบนเวทีอย่างเดียว แต่เราเป็นคนจัดการ ทำทั้งหมดตั้งแต่ขายงานให้ลูกค้า คิดครีเอทีฟ เขียนบท ทำพรีเซนเทชั่น มันคือป้ายที่คนไม่เห็น ซึ่งไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ ตัวเองไม่เคยรู้สึกว่าจะเป็นเรือเล็กออกจากฝั่งไปในทะเลใหญ่ที่มองไม่เห็นปลายทาง คือผมต้องเห็นว่ามีเกาะอยู่ตรงโน้นแล้ว จากนั้นค่อยต่อเรือ เรืออาจจะเล็กเพราะมีไม้ไม่เยอะ ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นทำให้แข็งแรง ดูสภาพอากาศให้ดีก่อนออกเรือ ต้องมีเสบียงเตรียมพร้อมไว้ ดูเส้นทางให้ดี ผมต้องเห็นความเป็นไปได้ก่อนลงมือทำ ผมไม่ได้จัดโชว์ขึ้นแบบเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนะ แต่ผมทำได้ ผมถึงลงมือทำ จะดีจะเลวมาลองดูกัน
    ซึ่งสิ่งที่ผมทำ ผมไม่เห็นความล้มเหลวที่ปลายทางนะ ขออุปมาอุปมัยคือ เราไม่เห็นว่าเรือของเราจะล่ม แต่มันอาจจะรั่ว ซึ่งเราก็ปะได้ หยุดซ่อมเรือได้ พอถึงตรงนี้พักดูก่อน แปลว่าเราไม่เห็นความล่มในงานเราเลย เราเห็นแต่ความสำเร็จ งานเสร็จแล้วพัฒนาปรับปรุงงานต่อไป ถ้ากลัวจะล่มแต่แรก ผมคงทำอะไรไม่สำเร็จหรอก”
เลิกหมกมุ่นกับการเป็นอะไร แล้วมาหมกมุ่นกับการทำอะไรให้มันเสร็จ
    “ถ้าให้แนะนำ หากมีใครสักคนที่ผ่านมาเห็นผมแล้วเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา คือมันจะมีความฝันแบบเป็นไปไม่ได้เลย กับแบบประเภทที่ได้ลุ้น เราต้องประเมินตัวเอง เอาศักยภาพเราไปแมชกับความฝัน ถ้ามันใหญ่เกินไป เอาไว้ก่อน ทำสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวก่อน ทำให้เห็นโครงสร้าง เลิกหมกมุ่นกับการเป็นอะไร แล้วมาหมกมุ่นกับการทำอะไรให้มันเสร็จ แล้วสิ่งนั้นจะค่อย ๆ เติมภาพที่ฝันไว้ให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายเราก็จะไปถึงความฝันใหญ่ ๆ อันนั้น ซึ่งท้ายสุดมันจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา แล้วเราจะอยู่กับการทำงาน อยู่กับการทำอะไรให้เสร็จ นั่นแหละชีวิต”
ชีวิตทำเต็มที่ต่อจากนี้
    “ตอนนี้อยากทำโชว์ให้ออกมาต่อเนื่อง ไม่หายหน้าไป ส่วนความฝันที่อยากไปนิวยอร์ก ไปโชว์เมืองนอก ผมจบมันที่สุขุมวิทแล้ว เพราะตอนนี้ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Comedy Club Bangkok ซึ่งได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนที่ทำงานลักษณะนี้อย่างจริงจัง ใกล้เคียงกับความตั้งใจที่อยากเปิดประสบการณ์พบเจอ Comedian ต่าง ๆ ทั่วโลก
    ส่วนการใช้ชีวิตให้เต็มที่ ให้ดีที่สุดของผม คือการใช้ชีวิตโดยดูแลกันและกันแก่คนที่เป็นโลกของเรา ประกอบด้วยเพื่อน ครอบครัว และคนที่ซัพพอร์ตเรา การทำอะไรอย่างที่สุดอาจจะไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่เพื่อโลกของเราด้วย


ดร.ข้าว ต้นสมบูรณ์ : นักสื่อสารวิทยาศาสตร์

ดร.ข้าว ต้นสมบูรณ์ เป็นเหมือนเด็กไทยที่เรียนเก่งคนอื่น ๆ ที่เพื่อนร่วมห้องต่างมุ่งตรงสู่การเข้าคณะแพทยศาสตร์กันหมด แม้ใจลึก ๆ จะแอบแวบคิดถึงคณะนิเทศศาสตร์ แต่ด้วยสภาพสังคมรอบข้างทำให้เขาเกือบจะได้เป็นนายแพทย์อีกคนเช่นกัน จนเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อการตัดสินใจ เมื่ออาม่าของเขาไม่สบายและต้องผ่าตัดใส่เข่าเทียม ซึ่งเป็นฉนวนที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าคนที่ประดิษฐ์คิดค้นเจ้าเข่าเทียมขึ้นมา ‘เจ๋ง’ เขาค้นหาข้อมูลว่าใครคือคนที่ประดิษฐ์เครื่องมือเหล่านี้ และพบกับอาชีพนักวิจัย ดร.ข้าวสละสิทธิ์การเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ และขอรับทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อไปศึกษาต่อด้านวิศวกรรมการแพทย์ที่ประเทศอังกฤษ จนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี – โท – เอก จากการที่ได้ไปใช้ชีวิตต่างแดนเป็นเวลานาน ทำให้ชายหนุ่มได้เห็นการเรียนการสอนของต่างประเทศ และเห็นทัศนคติที่แตกต่างกันสุดขั้วระหว่างเด็กไทยกับเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์ จึงจุดประกายให้เขาอยากที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยให้เป็นบวกมากขึ้น

     “ผมไปอยู่เมืองนอกมากนานเห็นประเทศเขาพัฒนา พอมองดูประเทศไทยเราช้ากว่าเขาเป็นสิบปีในทุก ๆ ด้าน แล้วพื้นฐานของทุกด้านเกิดขึ้นจากคน จากระบบการศึกษา เด็กไทยเรียนหนักมาก แต่เรียนแล้วไม่ได้ใช้ แถมยังไม่เหลือเวลาไปเรียนรู้ทักษะอื่น ๆ ของชีวิตเลย เลิกเรียนก็ต้องเรียนพิเศษต่อ เพื่อสอบเข้าคณะที่ไม่แน่ใจว่าชอบรึเปล่า ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าชอบอะไร พอดีผมได้ไปเรียนมัธยมปลายซ้ำอีกรอบที่อังกฤษ ทำให้เราได้เห็นระบบการศึกษาในชั้นมัธยมของเขา ที่อังกฤษเขาเรียนกันง่ายกว่ามาก แต่ว่าสิ่งที่ง่ายนั้นสำคัญมาก เพราะเขาจะเน้นให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง รู้ว่าจริง ๆ แล้วชอบอะไร พอรู้ตัวแล้วเมื่อไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยจะยิ่งสนุก ซึ่งต่างกับประเทศไทยที่เรียนตามค่านิยมสังคม ซึ่งถ้าจบมาแล้วไม่ชอบก็กลายเป็นเสียเวลากันทุกคน ผมจึงรู้สึกว่าการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ และประเทศไทยมีค่านิยมที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหลายอย่าง อย่างน้อยที่สุดผมอยากจะมาแชร์ มาเล่าสิ่งที่เห็น สร้างค่านิยมใหม่ให้เด็กไทยกล้าคิดนอกกรอบ
    พอกลับมาเมืองไทย ผมก็ทำงานในฐานะนักวิจัย ที่ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ที่นี่จะมีจัดค่ายกิจกรรมให้เด็ก ๆ โรงเรียนต่าง ๆ สามารถติดต่อเข้าร่วม เด็กจะได้เรียนรู้ว่านักวิทยาศาสตร์ตัวจริงชีวิตเขาเป็นยังไง เขาทำอะไร เพื่ออะไรบ้าง ซึ่งภาพนักวิทยาศาสตร์ในการรับรู้ของเด็ก ๆ และคนไทยส่วนใหญ่คือ เก็บตัว คงแก่เรียน ไม่ค่อยชอบสื่อสาร ซึ่งต่างจากนักวิทยาศาสตร์ของต่างประเทศที่ใช้ชีวิตสนุกสนานปกติทั่วไป ชอบเข้าสังคม ไม่เครียด ไม่ซีเรียส ซึ่งผมจะเข้าร่วมค่ายเหล่านี้เพื่อสื่อสารพูดคุยกับเด็ก เปลี่ยนทัศนคติของเขาว่านักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เข้าถึงยาก วิทยาศาสตร์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ผมอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น มีการตั้งคำถาม ใช้ความคิดกับทุกประเด็น ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ความเชื่อ ซึ่งนอกจากการเปลี่ยนทัศนคติของเด็กและผู้ปกครองแล้ว ผมอยากจะคุยกับสาธารณชนมากขึ้น ขยับไปสู่การพูดคุยกับผู้ใหญ่ พอมีกิจกรรมอะไรที่จะนำไปสู่การเผยแพร่ก็จะทำหมด โดยกิจกรรมที่สร้างความสนใจและทำให้สังคมรู้จักเรา สนใจเราขึ้นมา คือการชนะการประกวดการแข่งขัน ‘เล่าเรื่องวิทยาศาสตร์
    โครงการนี้จัดโดย British Council เป็นการแข่งขันนำเสนอโครงการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ในชื่อ FameLab Thailand ผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำเสนอโครงการวิทยาศาสตร์ให้น่าสนใจและดึงดูดใจผู้ฟังในเวลา 3 นาที โดยใช้ภาษาอังกฤษในการเล่าเรื่อง พูดง่าย ๆ คือสื่อสารเรื่องยากอย่างวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจง่ายและสนุกด้วย ซึ่งการแข่งขันนี้มีจัดขึ้นที่ต่างประเทศแล้วหลายปีแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งผมไปแข่งและได้นำเสนอชุด ‘ยาลบความทรงจำ’ พูดถึงกระบวนการออกฤทธิ์ของยาและสารเคมีในสมอง พอดีชนะ และได้รางวัลป๊อบปูลาร์โหวตด้วย จึงได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันที่ประเทศอังกฤษ”
ปรับทัศนคติ
    “หลังจากเกิดเวทีนี้ขึ้นมา สังคมได้รับรู้และเริ่มเห็นว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้ยากเกินการรับรู้ กระแสตอบรับที่ได้กลับมาอย่างเห็นได้ชัดคือ เด็ก ๆ ได้แรงบันดาลใจค่อนข้างเยอะ น้อง ๆ ที่ยังติดต่อกันอยู่ หรือผู้ปกครองจะเข้ามาพูดคุย ทัศนคติเขาเริ่มเปลี่ยน รู้สึกว่าเขารักวิทยาศาสตร์มากขึ้น เบื้องต้นเด็กส่วนใหญ่สนใจวิทยาศาสตร์นะ มันมีอะไรให้เล่นให้ทดลองแต่ระบบโรงเรียนที่ต้องสอบได้ฆ่าความอยากรู้อยากเห็นตรงนี้ เราจึงเหมือนไปปลุกความชอบ ความสนใจให้คืนชีพอีกครั้ง
    ก้าวต่อจากนี้ ผมกำลังขยับขยายไปสู่การทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา การศึกษาในโรงเรียนสอนแต่เนื้อหาวิชาการ แต่ขาดการสอนทักษะในการใช้ชีวิต เพราะฉะนั้นธุรกิจที่เริ่มทำคือการเสริมทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิต เช่น การคิดอย่างเป็นระบบ การทำงานร่วมกับคนอื่น สิ่งเหล่านี้โรงเรียนไม่ได้สอนแต่มีความจำเป็น อย่างน้อยที่สุดคือใช้ในการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย รายได้จากธุรกิจนี้จะนำไปทำ CSR ให้เด็กที่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอได้มีโอกาสด้วย ผมอยากจะให้มี Khan Academy ในประเทศไทย อยากให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมในด้านการศึกษา เพราะมองว่าระบบการศึกษาของไทยไม่ตอบโจทย์ในการสร้างคน ส่วนการทำรายการวิทยาศาสตร์นั้น ตอนนี้พักไว้ก่อน แต่เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จ แต่ต้องดูจังหวะและโอกาสอีกที เพราะขึ้นชื่อว่ารายการวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ขายได้ง่าย ๆ แบบรายการประกวดร้องเพลงที่คนไทยนิยมชมชอบกว่า”
ปัญหาที่ยังไม่หมดง่าย ๆ
    “หลายคนอาจจะคิดว่าสิ่งที่ผมทำ มันไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ยิ่งพูดถึงเรื่องการศึกษาในสังคมไทยด้วยยิ่งยากจะเปลี่ยนแปลง ผมกลับมองว่าสังคมไทยเปลี่ยนไปเยอะนะ แม้ว่าระบบอาวุโสเราจะแข็งแกร่ง ระบบโรงเรียนยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ในความเห็นผมปัญหาใหญ่ที่สุดปัญหาเดียวคือ คนไทยไม่กล้าตั้งคำถาม ขาดการคิดวิเคราะห์ สาเหตุมาจาก หนึ่ง ระบบอาวุโสที่สอนให้เชื่อโดยไม่ต้องคิด และเด็กไทยถูกสอนให้ทำข้อสอบ ตอบคำถามอย่างเดียว ไม่เคยถูกสอนให้คิดคำถาม หากพูดแล้วคุณไม่เชื่อ คุณถาม คุณเถียง คุณไม่น่ารักแล้ว เหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ซึมซับจนเติบโต ทว่าเด็กรุ่นใหม่เท่าที่สัมผัส เขากล้าคิดกล้าทำมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี การเปลี่ยนแปลงสังคมอาจจะต้องใช้เวลา แต่เชื่อว่ามันจะค่อย ๆ ดีขึ้น
    แน่นอนว่าสิ่งที่ผมทำ สิ่งที่คาดหวังไว้ ย่อมมีคนวิพากษ์วิจารณ์เป็นธรรมดา เช่น ไอเดียดีแต่เกิดขึ้นไม่ได้หรอก ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคอมเมนต์เข้ามาเยอะ แม้แต่ตัวผมเองก็ถามตัวเองเสมอว่าจะรอดรึเปล่า แต่พอนึกถึงปลายทางที่จะเกิดขึ้น มันก็คุ้มค่าที่จะเหนื่อย รู้สึกว่ายังต้องทำ ยังไม่อยากเลิก เมื่อนึกถึงผลประโยชน์ที่เด็กจะได้ในที่สุดก็ทำให้มีกำลังใจ และตัวเองเป็นคนชอบความท้าทาย เสพติดความท้าทาย ยิ่งบอกว่าทำไม่ได้จะยิ่งอยากทำให้ได้
    ผมมองว่าเมื่อเราเกิดมาครั้งหนึ่ง อะไรคือสิ่งที่เราจะเหลือทิ้งไว้ต่อโลกใบนี้ ผมอยากจะทำอะไรสักอย่างที่เป็นผลงานของเรา ให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น ให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น สตีฟ จ็อบส์ แม้เขาจะเสียชีวิตไปแล้ว โลกจะลืมเขา แต่สิ่งประดิษฐ์ที่เขาทำจะเป็นที่จดจำของคนทั้งโลกต่อไป มันยิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจ และผมว่าโลกต้องการคนแบบนี้เยอะ ๆ คนที่คิดอะไรไกล ๆ และกัดไม่ปล่อยกับความฝัน
    เพราะเวลาในชีวิตมีอย่างจำกัด ดังนั้นทุกความฝันจึงต้องทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด