ออล แม็กกาซีน

รางวัลของความพยายาม แม็กซ์ เดี่ยวดวลไมค์ - เล้ง ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์


แม็กซ์ เดี่ยวดวลไมค์ : การเล่าเรื่องคือความสุข

แม็กซ์ – ตรัย นุ่มแก้ว หรือ แม็กซ์ เดี่ยวดวลไมค์ ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดเฟ้นหานักพูดหน้าใหม่จากรายการ เดี่ยวดวลไมค์ ทางช่อง Workpoint ซึ่งมีเสนาลิง – สมเกียรติ จันทร์พรามหณ์ เป็นพิธีกร หนุ่มใต้สำเนียงทองแดงผู้รักการเล่าเรื่องชนะใจผู้ชมด้วยเรื่องเล่าที่กระแทกใจ พร้อมชั้นเชิงการพูดที่คมคาย ลงท้ายอย่างให้ข้อคิด ชัยชนะของแมกซ์ไม่ได้มาจากโชคช่วยแต่มาจากการฝึกฝนอย่างหนัก แม้จะต้องดวลกับหนุ่มสาวหน้าตาดีแต่หนุ่มใต้บ้าน ๆ คนนี้ก็สามารถคว้าความสำเร็จได้ด้วยความสามารถที่มีอย่างแท้จริ

    “ผมเริ่มรู้สึกตัวว่าชอบการพูด สมัยเรียนมัธยมต้น พอเล่าเรื่องอะไรจะมีเพื่อน ๆ มาจับกลุ่มฟัง ไปไหนคนมักจะชอบฟังเรื่องที่เราพูด ตอน ม.ปลายมีเหตุการณ์ที่ได้ใช้ความสามารถด้านการพูดจริง ๆ จัง ๆ ครั้งแรกคือการลงสมัครเลือกตั้งประธานนักเรียน สมัยนั้นเด็กห้อง 1 สายวิทย์ ไม่เคยได้รับเลือกเพราะเพื่อนจะรู้สึกว่าเป็นเด็กเรียน หยิ่ง ๆ แต่พอผมลงสมัครแล้วได้จับไมค์พูดแนะนำตัว เพื่อนหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ในเวลา 5 นาทีสามารถโน้มน้าวใจให้เขาลงคะแนนเสียงได้ ยิ่งทำให้เรามั่นใจว่าพอจะมีศิลปะในการพูดอยู่บ้าง
    ความฝันในตอนนั้นคืออยากเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ผมชอบดูถ่ายทอดอภิปรายในสภา ซึ่งจะมีนักการเมืองที่พูดเก่งหลายคน เช่น คุณชวน หลีกภัย คุณสมัคร สุนทรเวช ผมสามารถนั่งดูเขาพูดกัน เถียงกันได้เป็นวัน ๆ นั่งดูจนจบยังไม่พอนะยังค้นหาในเว็บไซต์ยูทูบอีก เราได้เห็นวิธีที่เขาใช้เหตุผลมาหักล้าง และยังได้ทราบเรื่องราวเหตุบ้านการเมืองด้วย ซึ่งเป็นส่วนให้ผมเลือกเรียนกฎหมาย  เพราะ 1. อาชีพทนายหรืออัยการต้องพูดเก่ง 2. เรียนกฎหมายสามารถต่อยอดสู่การเป็นผู้แทนราษฎรได้ เลยตัดสินใจเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ภายหลังเบนเข็มอยากจะเป็นผู้พิพากษาแทนครับ”
มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตักศิลาแห่งการพูด
    “พอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เข้าร่วมกิจกรรมชมรม 2 ชมรมคือ ปากฐกถาและการโต้วาที และศูนย์พัฒนาการพูดรามคำแหง มีนักพูดชื่อดังหลายท่านเคยเป็นสมาชิกที่นี่ ผมขอเรียกว่าเป็นดั่งตักศิลาแห่งการพูดสำหรับผม ได้เรียนวิธีการพูดอย่างเป็นหลักการ เช่น ขึ้นต้นต้องตื่นเต้น กลางกลมกลืน จบจับใจ แล้วใส่ความเป็นตัวเองอย่างไร แต่ผมไม่เคยไปแข่งขันประกวดประชันที่ไหนนะ มีแต่แข่งในรุ่นด้วยกันเองครับ ซึ่งได้รางวัลบทพูดประทับใจ จากจุดนี้ก็ได้ฝึกฝนเก็บประสบการณ์เรื่อยมาตลอด เช่น การเป็นพิธีกรในงานอีเว้นต์ต่าง ๆ ไปพูดในกรมราชทัณฑ์ เป็นวิทยากรในงานอบรม
ฝึกพูดตลอดเวลาเหมือนคนบ้า พูดในห้องน้ำคนเดียวทุกวัน ซ้อมพูดเสมือนเราอยู่ต่อหน้าคนเป็นพัน เวลามีโอกาสเมื่อไหร่ต้องขึ้นไปจับไมค์ทันที เพราะการพูดเหมือนกับการว่ายน้ำ ถ้ารู้ทฤษฎีแต่ไม่หัดปฏิบัติเลยก็เหมือนเรากระโดดลงไปจมน้ำตาย บนเวทีก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องฝึกฝนตลอด ทั้งตะโกนแหกปากพูดในตลาดกกท. หรือหน้าลานพ่อขุนที่คนเยอะ ๆ เพื่อให้หมดอาการตื่นเต้น อาการประหม่า บางคนตกใจเหมือนกันนะว่ามาตะโกนอะไร ถ้าผมอยู่คนเดียวจะนึกหัวข้อที่จะพูด เช่น เรื่องรถไฟ เราก็พูดไปสิในห้องน้ำ ระหว่างแปรงฟัน อาบน้ำ หรือขับมอเตอร์ไซต์ใส่หมวกกันน็อกคลุมไว้ก็พูด บางวันลองสมมติตัวเองเป็น ส.ส. พูดอภิปรายในสภา มีโจทย์อะไรจะซ้อมไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ความคิดกับปากไปด้วยกัน นอกจากนั้นจะมีหัดเรื่องการเขียนบทความสำหรับทำสคริปต์ด้วย ถามว่าเวลาฝึกพูดคนเดียวนี่อายไหม กลัวคนจะคิดว่าบ้ารึเปล่า คือมันเลยจุดนั้นมาแล้วครับ (หัวเราะ) ไม่มีอารมณ์เขินอายนั้นแล้ว เราซ้อมอย่างนี้มาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังซ้อมอยู่”
ขึ้นสังเวียนดวลไมค์ครั้งแรก
    “ผมเห็นประกาศรับสมัครผู้เข้าแข่งขันรายการเดี่ยวดวลไมค์ เลยชวนกันกับสมาชิกชมรมประมาณ 7 – 8 คน ลองไปสมัครดู ไปไม่ได้หวังเลยคิดแค่จะไปหาประสบการณ์ แถมผู้เข้าแข่งขันเรียกว่าจัดเต็มกันทั้งนั้น เราเป็นแค่ฝุ่นเล็ก ๆ ของประเทศนี้ แต่แล้วก็สามารถผ่านเข้ารอบ 70 คนสุดท้าย แล้วเข้ารอบไปเรื่อย ๆ จนไปถึงแชมป์
 เรื่องที่เล่าในรายการเป็นเหตุการณ์จริงหมดเลย อย่างเรื่องที่เล่าถึงชีวิตวัยเด็กก็เป็นเรื่องจริง ฐานะครอบครัวผมค่อนข้างยากจนถึงขั้นติดลบเลย ถ้าถามว่าแนวถนัดของผมคืออะไร คงจะตอบว่าเป็นการเล่าเรื่อง ผมชอบนำเรื่องในชีวิตจริงมาเล่ามาถ่ายทอด ส่วนแนวที่ไม่ถนัดคงเป็นการพูดเชิงวิชาการ ไม่ชอบบรรยากาศเคร่งขรึม ชอบเล่าเรื่องตลกมากกว่า ไอดอลของผมคงจะเป็น พี่โน๊ส – อุดม แต้พานิช อาจารย์เชน – จตุพล ชมพูนิช และครูเงาะ – รสสุคนธ์ กรองเกตุ
     ในการแข่งขันต้องเจอกับพี่อุล - ภาคภูมิ จงมั่นวัฒนา ซึ่งแกหน้าตาดี แค่ขึ้นเวทีไม่ต้องอ้าปากคนกรี๊ดแล้ว แล้วเราไม่ได้ขาว ไม่ได้ตี๋แบบพี่อุล มีรอบหนึ่งที่ต้องแข่งเล่าเรื่องให้เด็กมัธยมปลายฟัง สิ่งแรกเลยพี่อุลสามารถขายได้อยู่แล้ว ขึ้นต้นเด็กผู้หญิงก็กดโหวตให้เขา ประมาณ 7 ใน 10 คนแล้ว ตอนนั้นเราคิดนะหน้าตาสู้ไม่ได้ หน้าตาไม่ขาย เพราะฉะนั้นจะหาเรื่องอะไรไปพูดโดยที่ไม่ต้องใช้หน้าตา เรื่องที่เด็กชอบแล้วใส่สิ่งที่มีในตัว สิ่งที่เป็นพรสวรรค์ในแบบของเรา ซึ่งครูเงาะ บอกว่า เสน่ห์ในแบบของแม็กซ์คือความถ่อมตน ไม่ต้องเปิดตัวยิ่งใหญ่มั่นใจ ขึ้นมาเงียบ ๆ แล้วค่อย ๆ ปล่อยของทีละนิด บวกกับหมั่นฝึกซ้อมทุกวันด้วยความตั้งใจ ความพยายาม เพราะความสำเร็จเกิดจากคนที่ไม่ท้อเท่านั้น ซึ่งสุดท้ายก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้ครับ
     “คนเราเกิดมาเลือกไม่ได้ว่าจะให้หน้าตาดีพร้อม หรือเกิดมาในตระกูลดีเด่น แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือความสำเร็จ”
     และวันนี้แม็กซ์ ได้สร้างความสำเร็จให้กับตัวเองสร้างชื่อในฐานะนักพูดหน้าใหม่ของวงการ และบทบาทผู้ประกาศข่าวทางช่อง Workpoint รวมทั้งงานพิธีกร งานบรรยาย และงานราชการที่ศาลปกครอง ซึ่งทุกบทบาทแม็กซ์สามารถเป็นได้ทุกอย่างตามที่ตั้งใจ



เล้ง ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ : ปีนผ้า...ปีนฝัน

เล้ง – ราชนิกร แก้วดี หรือ เล้ง ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดหาสุดยอดผู้มีความสามารถไม่จำกัดสาขา จากรายการ ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ (Thailand’s Got Talent) ทางช่อง 3 เล้งชนะใจกรรมการและผู้ชมทางบ้านด้วยการแสดงกายกรรมปีนผ้า (Aerial) แม้ต่างประเทศการแสดงเช่นนี้จะมีมานานแต่ในประเทศไทยขณะนั้นยังไม่มีใครที่ทำการแสดงอย่างจริงจัง เล้งต้องนำเสนอศิลปะที่ยังไม่แพร่หลายให้ชนะใจผู้ชม แถมยังต้องแข่งขันกับผู้เข้าประกวดมากความสามารถหลากหลายทักษะอื่น ๆ อีก ซึ่งที่สุดแล้วเล้งก็สามารถทำได้สำเร็จ

   “เรียกได้ว่าเป็นความฟลุคที่ได้เข้าไปฝึกงานในภัทราวดีเธียเตอร์ ตอนนั้นไม่มีที่ฝึกงาน เราเป็นเด็กต่างจังหวัดด้วย พอดีเพื่อนของพี่สาวเขาทำงานอยู่ที่นั่นพอดีเลยได้เข้าไปฝึกงานในสาขาการตลาด ทำหน้าที่รับโทรศัพท์ เดินเอกสาร ช่วยทำบัญชี ไม่เกี่ยวข้องกับการแสดงเลยแม้แต่นิดเดียว ด้วยความที่เราอยากฝึกให้จบไว ๆ จึงเก็บชั่วโมงเพิ่ม เลิกช้ากว่าปกติสักสองชั่วโมงก็ได้ (หัวเราะ) ช่วงนั้นออฟฟิศปิดแล้ว ไม่มีอะไรทำ เลยเข้าไปเรียนการแสดง เราเรียนทั้งคลาสเต้น คลาสร้องเพลง คลาสการแสดง ส่วนตัวผมเป็นนักกีฬาบอลรูมแดนซ์ พอจะมีพื้นฐานเต้นอยู่บ้าง เคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์ด้วย แรก ๆ เรียนอยู่หลังห้อง ไป ๆ มา ๆ เรามาเต้นอยู่ด้านหน้าแล้ว จากนั้นได้รับโอกาสมีคนชวนให้ไปเล่นละครเรื่อง ‘ธรรมะวันอาทิตย์’ เล่นไปเล่นมาจนเป็นพระเอก (หัวเราะ) จากนั้นครูเล็ก (ภัทราวดี มีชูธน) เรียกเราไปพบและคุยว่าถ้าหากอยากเป็นนักแสดงต้องเรียนนะ ทำให้ต้องเลือกว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยต่อ หรือจะออกมาเรียนการแสดงจริงจัง
    ผมเลือกการแสดงเพราะคิดว่าเป็นโอกาสหาเงินได้ทันที แถมเป็นเส้นทางที่ไม่มีใครรู้ว่าต่อไปจะเจออะไร มันแหวกจากสังคมที่ผมอยู่ ไม่รู้สึกกลัวแต่เป็นความท้าทาย จากนั้นได้เข้าเป็นศิลปินฝึกหัดของภัทราวดีเธียเตอร์ ทำให้ผมได้เรียนศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงหลากหลายรูปแบบทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังจากไดเรคเตอร์ (Director) ต่างประเทศ รวมไปถึงกายกรรมปีนผ้าด้วย หลังจากนั้นผมได้ทุนไปเรียนศิลปะการแสดงที่ประเทศโปแลนด์ และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เดินทางออกนอกประเทศ”
โกอินเตอร์สั่งสมประสบการณ์
     “พอกลับมาก็ได้รับโอกาสทำงานร่วมกับไดเรคเตอร์หลายท่าน ตอนนั้นลังเลว่าจะเป็นอะไรดี ผู้กำกับหรือแดนเซอร์ดี แต่ใจลึก ๆ เราอยู่กับกายกรรม เรายังชอบกายกรรมแต่สงสัยว่า ทำไมคนไม่รู้จัก ยิ่งพอเราบอกว่าเป็น Aerial Artist คนยังไม่เข้าใจ ผมเลยคิดว่าต้องทำให้ดีขึ้น สำหรับบางคนพอเล่าอะไรแล้วคนทั่วไปไม่รู้จัก อาจจะรู้สึกท้อ แต่สำหรับผมมองว่า คุณไม่รู้จักใช่ไหม เดี๋ยวผมจะทำให้คุณรู้จักเอง ผมเลยฝึกกายกรรมเพิ่ม ประจวบกับมีไดเรคเตอร์จากประเทศแคนาดามาสอน เขาเห็นเราแล้วประหลาดใจ เฮ้ย! คุณทำได้ดีนี่นา จากนั้นจึงเชิญเราไปเล่นร่วมกับคณะของเขา ไปเป็นสมาชิกของคณะแสดงที่ประเทศต่าง ๆ เช่น แคนาดา ไต้หวัน ตุรกี ยุโรป ทว่าพอทำโชว์ไปได้ไม่เท่าไหร่คณะเลิกกิจการ พอดีว่าโรงเรียนที่แคนาดาเปิดรับสมัครออดิชั่น ผมก็ไปปรากฏว่าผ่านได้รับทุนการศึกษา หลังจากนั้นชีวิตยังคงวนเวียนกับการเดินทางไปแสดงประเทศต่าง ๆ เช่นเกาหลีไปที 3 – 4 เดือน ยุโรปบ้าง เล่นให้กับคณะที่เยอรมันบ้าง
    ตอนที่อยู่เกาหลี เพื่อนคนไทยพูดถึงรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลเลนต์ ให้เราไปสมัคร ผมไม่ค่อยได้ดูทีวีอยู่แล้ว จึงไม่รู้จัก แต่ด้วยความท้าทายกันในกลุ่ม ไม่ไปเลิกคบนะ เลยลองไปสมัครขำ ๆ ไม่ได้หวังอะไรเลย ประจวบกับเบื่อเดินทางแล้ว อยากจะอยู่นิ่ง ๆ บ้าง”
ศิลปินกายกรรมผ้าที่ทุกคนรู้จัก
    “พอผ่านออดิชั่นของรายการ ผมเริ่มมีความหวังว่าคนจะเข้าใจศิลปะการแสดงแบบนี้ ตอนแรกผมกังวลพอสมควรว่าคนไทยจะเข้าใจสิ่งที่เราทำรึเปล่า พอผลลัพธ์ออกมาชนะเลิศ สิ่งที่เราทำสื่อไปถึงกรรมการและผู้ชมได้ เป็นความยินดีและภาคภูมิใจที่สุดครับ
เหตุผลที่ผมมาเล่นกายกรรม เพราะหน้าตา เราไม่หล่อ หุ่นไม่ดี ตัวไม่สูงไม่ขาวตี๋อย่างที่ฮิตในสมัยนั้น ไม่ใช่ลูกครึ่ง สิ่งที่เราสามารถสู้ได้คือความสามารถ เป็นสิ่งที่จะทำให้เราโดดเด่นขึ้นมา และคนหน้า  ตาหล่อสวยเขามีงานเยอะไม่มีเวลามาหัดกายกรรมหรอก เพราะฉะนั้นนี่แหละทางของเรา ถ้าหน้าตาไม่ดีแล้วมีอะไรดีล่ะ ความแข็งแรงเราดีไหม ใจเราเข้มแข็งไหม เราอดทนหรือเปล่า เราจะเอาอาวุธไหนไปสู้ ก็ต้องใจของเรา ความอดทน ความฝึกฝนที่มันจะสู้ได้ทุกอย่าง
     ผมไม่เคยคิดที่จะเลิกเดินบนเส้นทางนี้เลย แม้ว่าตอนนั้นกายกรรมผ้ายังไม่เป็นที่รู้จัก เป็นสิ่งใหม่ซึ่งเข้าใจได้ว่าต้องใช้เวลา เราแค่รอวันที่จะเป็นวันของเรา วันที่ทุกคนจะรู้จักสิ่งนี้ ผมเริ่มคนแรกนะจะให้ทิ้งสิ่งนี้ได้ยังไง ถึงแม้จะต้องรอจนวันที่อายุ 40 หรือ 50 ปีก็ไม่เป็นไร ยังไงวันของเราต้องมา ผมเชื่อมั่น
     ด้วยความพยายามอย่างเอาจริงเอาจัง และใจที่ไม่ยอมหมดหวัง ทำให้ความฝันของเล้งเป็นจริงได้ คนไทยได้รู้จักกับ ‘กายกรรมปีนผ้า’ และรู้จักกับ ‘นักกายกรรมปีนผ้า’ ชาวไทยที่ได้รับยกย่องฝีมือจากต่างชาติ รวมทั้งการสานฝันสร้างสตูดิโอถ่ายทอดวิชาที่เขามีให้ผลิดอกออกผลต่อไป ดังที่เล้งได้บอกว่า ความฝันอีกสิ่งหนึ่งที่อยากทำให้สำเร็จคือการเป็นคุณครู ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ของตน