ออล แม็กกาซีน

ทายาทช่างศิลป์ ความหวังของวงการหัตถกรรม


พงษ์พันธุ์ ไชยนิล : บ้านดินมอญ

ทายาทรุ่นที่ 4 ของครอบครัวครูช่างที่ทำ ‘เครื่องปั้นดินมอญ’ บนเกาะเกร็ดมานานกว่า 200 ปี หัตถกรรมที่เคยเฟื่องฟูจนมีผู้ทำอาชีพนี้บนเกาะเกร็ดมากถึง 40 - 50 ครอบครัว แต่ปัจจุบันลดลงเหลือไม่เกิน 10 ครอบครัว พงษ์พันธุ์พัฒนาสินค้าจนสามารถนำเข้าไปขายในร้านค้าของโรงแรมโอเรียลเต็ล และทำรายได้มากถึงเดือนละแสนบาท พร้อมได้รับการเชิดชูจากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. (SACICT) ให้เป็น ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี พ.ศ. 2560 ผู้อนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมทั้งยังสามารถพัฒนาเพิ่มมูลค่าจนเป็นที่ยอมรับในตลาดอีกด้ว

     พงษ์พันธุ์เปิดบ้านซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงงานทำเครื่องปั้นดินมอญที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะเกร็ด พร้อมเล่าถึงเรื่องราวที่แสนภาคภูมิใจว่า ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8) เสด็จพระราชดำเนินเกาะเกร็ด พร้อม สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ภายหลังเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทั้งสองพระองค์เสด็จยังโรงงานเครื่องปั้นดินมอญ และทอดพระเนตรการปั้นดินมอญ สาธิตโดย ทำเนียบ ไชยนิล และ อุริสา ไชยนิล ปู่และย่าของพงษ์พันธุ์
    จุดเริ่มต้นของการอาชีพช่างปั้นดินมอญ มาจากบรรพบุรุษของพงษ์พันธุ์ซึ่งเป็นคนมอญอพยพและได้นำวิชาความรู้นี้ติดตัวมา จนเกิดเป็นอาชีพประจำตระกูล “คุณย่าเล่าให้ฟังว่า ในอดีตบรรพบุรุษชาวมอญถูกตีเมืองแตกจนชาวบ้านอพยพกระจัดกระจายไปยังแผ่นดินต่าง ๆ รวมทั้งหนีมายังฝั่งไทย และได้มาตั้งรกรากที่เกาะเกร็ดซึ่งเป็นแหล่งที่มีดินเหมาะสำหรับการทำเครื่องปั้นดินเผา ระยะแรกบรรพบุรุษไม่ได้ยึดเป็นอาชีพเพียงแค่ปั้นภาชนะเพื่อแลกกับอาหารและข้าวของจากคนมอญในท้องถิ่นอื่น ส่วนที่เหลือจึงนำมาขาย ต่อมาครอบครัวได้ยึดเป็นอาชีพและตั้งโรงงานซึ่งค่อนข้างใหญ่ที่สุดในเกาะ ช่วงต้นเน้นการปั้นเป็นโอ่งขนาดใหญ่ไว้สำหรับใส่น้ำ จนมาถึงรุ่นคุณปู่ ‘ทำเนียบ ไชยนิล’ ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 เกิดการเข้ามีตีตลาดของโอ่งราชบุรี ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่า ราคาถูกกว่า และสวยงามมีลวดลาย หลายเจ้าบนเกาะต้องปิดตัวลง แต่คุณปู่ยังทำต่อโดยเปลี่ยนจากทำโอ่งมาเป็นทำครก ซึ่งทำมาได้ระยะหนึ่งก็โดนครกจากอ่างศิลาเข้ามาตีตลาด ช่วงที่ย่า ‘อุริสา ไชยนิล’ ซึ่งเป็นน้องของปู่มารับช่วงต่อเป็นรุ่นที่ 3 ตอนนั้นบ้านผมเน้นทำของสวยงามชิ้นเล็ก ๆ เป็นสินค้าของที่ระลึกส่งขายในเมืองตามห้างสรรพสินค้า เพราะย่าเป็นผู้หญิงปั้นโอ่งขนาดใหญ่ไม่ไหว ด้วยความที่ย่าเห็นว่าอาชีพนี้มันเหนื่อย รายได้น้อย ก็พยายามส่งลูกหลานเรียนเพื่อไปประกอบอาชีพอื่น ดังนั้นรุ่นพ่อของผมจึงไม่มีใครทำเลย กระโดดข้ามมาเป็นผมที่รับช่วงต่อเป็นรุ่นที่ 4 ครับ”
    ในวัยเด็กแม้พงษ์พันธุ์จะเป็นลูกมือคุณย่าทำงานปั้นมาตั้งแต่อายุ 12 แต่เขายอมรับว่าทำเพราะได้รับคำชม ทำเพราะเป็นหน้าที่ แต่ยังไม่ใช่ความรัก จนสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยช่างศิลป ลาดกระบัง ทำงานประจำได้สักพักก็ลาออกมารับช่วงกิจการเต็มตัว
    “ตอนเด็กเราช่วยย่าก็จริงแต่ไม่ได้ช่วยปั้น แค่ช่วยตกแต่ง จนมาเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องลงมือปั้นด้วยตัวเองเพราะย่าทำไม่ไหว ทำให้รู้ว่าการสังเกตเวลาย่าปั้นมาตลอดทำให้เราพอจะทำได้ รู้หลักในการปั้น จากนั้นจึงตัดสินใจมาทำเองเต็มตัว ตอนนั้นคิดนะทำไมมันลำบากแสนเข็ญอย่างนี้กว่าจะได้ทีละใบ ต้องปั้นตัว ปั้นฐาน ปั้นฝา 3 ชิ้นมาประกบกัน ยังไม่รวมต้องมาแต่งมาขูดมาขัด ด้วยความขี้เกียจผมจึงคิดใหม่หาวิธีทำง่าย ๆ ดีกว่า จะมาปั้นทำไมทีละ 3 ชิ้นก็ปั้นให้เป็นชิ้นเดียวกันไปเลย ผมจึงปั้นเป็นทรงดอกบัว ทีนี้งานเข้าเลยครับ จะเปิดยังไงละเพราะปกติมีฝา ผมนึกถึงการแกะสลักละมุด ที่มักแกะเป็นฟันปลาเพื่อแบ่งละมุดออกเป็นสองซีก และยังสามารถนำมาประกบเข้ากันได้ ผมเลยดำเนินการเจาะชิ้นงานเป็นร่องฟันปลา ทำให้กลายเป็นฝาเปิดในตัว แต่ปัญหาคือพอเราประกบไม่ถูกร่องก็จะปิดไม่ได้ เพราะแต่ละร่องก็ขนาดไม่เท่ากัน เป็นงานแฮนด์เมดเจาะแต่ละครั้งก็ไม่ได้ขนาดเท่ากันเป๊ะ ผมจึงต้องหาวิธีทำสัญลักษณ์ให้รู้ว่าต้องประกบร่องไหน
    โดยปกติแล้ว หลังจากทำชิ้นงานเสร็จดินจะยุบลงไปอีกเล็กน้อย เพราะการระเหยของน้ำในดิน จึงต้องมาหาวิธีทำให้ชิ้นงานแม้จะยุบตัวก็ยังคงรูปทรงอยู่ เพราะถ้าเกิดฝาปิดยุบไปมากตัวภาชนะก็จะปิดไม่พอดี ส่วนตัวก้นของภาชนะ ปกติจะต่อขึ้นมาใหม่ แต่ผมใช้วิธีจิกดินให้เป็นก้น ซึ่งต้องคอยมาขูดทุกวันให้เรียบเสมอกัน ส่วนลวดลาย วิธีการของบ้านผมใช้เทคนิคแกะไม้แล้วจิ้มแทนการใช้มีด เน้นทำลวดลายให้ละเอียด มีการเขียนลายไทยให้เหมือนลายรดน้ำด้วย ทั้งหมดนี้กว่าจะทำสำเร็จใช้เวลาเป็นปีเลยครับ ทำแล้วแตกไปหลายชิ้น ทุกอย่างเริ่มจากความขี้เกียจที่อยากจะหาวิธีการง่ายกว่าของเดิมซึ่งใช้เวลา 2 อาทิตย์เสร็จ กลายเป็นว่าผมใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะเสร็จ (หัวเราะ)”
    แม้ว่าราคาชิ้นงานของพงษ์พันธุ์จะสูงกว่าตลาดทั่วไป ที่แตะถึงหลักพัน แต่เมื่อเดินดูทุกเจ้าจะพบว่าชิ้นงานลักษณะนี้มีที่นี่ที่เดียว และยิ่งทราบถึงกระบวนการทำลูกค้าต่างยอมรับกับราคานี้อย่างเห็นพ้อง ต่อมาพงษ์พันธุ์ได้เริ่มขยับขยายสู่การวางขายนอกเกาะเกร็ด มีการไปออกบูธ และเปิดร้านที่พัทยา จนวันหนึ่งได้ไปออกบูธจำหน่ายสินค้าที่งานเพลินจิตแฟร์ และได้รับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต คือการได้เข้าไปจำหน่ายสินค้าในโรงแรมโอเรียลเต็ลจากการชักชวนของผู้จัดการ เมื่อสินค้ามีความสวยงามประณีต แตกต่างและมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังวางจำหน่ายถูกที่ ถูกกลุ่มลูกค้า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะขายไม่ได้ งานของพงษ์พันธุ์ได้รับความสนใจ ขายหมดและนำรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
    “ตลอดมาปัญหาที่คนทำงานหัตถกรรมไทย อย่างเช่นงานปั้นดินมอญแบบผมต้องประสบคือ เราทำสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ รุ่นพ่อทำอย่างไร รุ่นลูกก็ทำซ้ำแบบเดิมไม่มีการพัฒนา สมมติร้านนี้ทำโคมไฟแล้วขายดี อีกร้านก็ทำบ้างไม่เกิดความแตกต่าง ลูกค้ามากี่ครั้งสินค้าก็เหมือนเดิมผมมองว่าสิ่งที่จะแก้ปัญหาและพัฒนางานหัตถกรรมไทยให้ไปต่อได้ อันดับแรกและสำคัญที่สุด ‘คนทำต้องมีใจรักก่อน’ เพราะถ้าทำด้วยความรักเขาจะอยากเรียนรู้เพิ่มพูนทักษะ พัฒนาสินค้าหัตถกรรมของเขาให้โดดเด่น หานวัตกรรม สร้างคุณค่า ไม่ซ้ำกับเจ้าอื่น สมัยนี้ผู้ซื้อมีความรู้และดูของเป็นชิ้นไหนทำยากง่ายอย่างไร เหมาะสมกับราคารึเปล่า และต้องอย่าลืมว่าไม่ได้มีคุณแค่เจ้าเดียวในตลาดที่ทำผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ แต่ถ้าคุณมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครลูกค้าจะนึกถึงคุณเพียงเจ้าเดียว อย่างสินค้าของผมน่าจะมีผมเป็นเจ้าเดียวที่ทำ อีกทั้งการวางให้ถูกตลาดก็สำคัญ ของบางอย่างไม่สามารถวางได้ตามตลาดทั่วไป หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้าก็ไม่สามารถวางได้ทุกแห่ง ต้องรู้ว่าสินค้าของเราอยู่ระดับไหน ควรวางขายที่ใด”
    ไม่เพียงแค่นั้นทายาทช่างศิลป์ประจำปี 2560 สนับสนุนให้เหล่าคนทำงานหัตถกรรมขยายตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งรูปแบบและเกรดของสินค้าอย่ายึดติดแต่สินค้าในรูปแบบเดียว เพื่อเปิดโอกาสในการขายมากยิ่งขึ้น สำหรับในส่วนของการอนุรักษ์ เขามองว่าควรทำควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรม “คนที่ซื้อหางานอนุรักษ์เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง เพราะเป็นงานค่อนข้างมีราคา แต่เศรษฐีจะมีสักกี่คนที่มาซื้อได้ตลอด เพราะฉะนั้นถ้าทำงานสมัยใหม่ควบคู่เราจะได้ลูกค้าทั้งสองฝั่ง เพียงแต่อย่าทิ้งงานเก่าและไม่อีโก้ว่าจะทำแค่แบบนี้เท่านั้น เราจำเป็นต้องมีงานที่ขายง่ายขายเร็วขับเคลื่อนไปด้วย ถัวเฉลี่ยกันเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้”
    ในฐานะคนทำงานศิลปหัตถกรรม พงษ์พันธุ์ฝากไว้ว่าสิ่งที่มากกว่ารายได้คือกำลังใจ เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้เขายังคงเดินหน้าผลิตงาน ไม่ท้อไม่ถอยแม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคใด ๆ “ในฐานะคนทำงานเราดีใจที่มีคนมาชื่นชม ยิ่งซื้อด้วยก็ยิ่งดีใจ แต่ถ้าไม่ซื้อแค่ชื่นชมก็เป็นการสร้างกำลังใจให้เรามีไฟในการทำงานชิ้นต่อไป เป็นยาชูกำลังให้พวกเราอยู่ต่อไปได้ครับ”


 มนัทพงค์ เซ่งฮวด : กระจูดวรรณี

ภาคใต้ของไทยขึ้นชื่อเรื่องการเป็นแหล่งวัตถุดิบทำเครื่องจักสาน ไม่ว่าจะเป็น ย่านลิเภา ปาหนัน และ ‘กระจูด’โดย ‘งานจักสานกระจูด’ เป็นงานหัตถกรรมแขนงหนึ่งที่นิยมทำกันในชาวบ้านแถบพื้นที่ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง และ มนัทพงค์ เซ่งฮวด คือทายาทรุ่นที่ 5 ที่รับช่วงต่อวิชาช่างศิลป์แขนงนี้พร้อมพัฒนา สร้างความแตกต่าง และเพิ่มมูลค่าทำให้แบรนด์ ‘หัตถกรรมกระจูดวรรณี (VARNI)’ ติดตลาดจนทำรายได้สูงสุดถึงปีละ 7 ล้านบาท สามารถส่งออกไปขายยังประเทศญี่ปุ่น จีน และอินเดีย รวมทั้งสามารถสร้างศูนย์การเรียนรู้เผยแพร่ภูมิปัญญาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มนัทพงค์ได้รับการเชิดชูจาก ศ.ศ.ป. (SACICT) ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ให้เป็นทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี พ.ศ. 2557

     บริเวณตำบลทะเลน้อย ตำบลพนางตุง จังหวัดพัทลุง เป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับทะเลน้อยซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดในจังหวัดพัทลุง ภูมิประเทศแถบนี้มีลักษณะเป็นป่าพรุ และเป็นแหล่งเติบโตของต้นกระจูด ชาวบ้านในสมัยโบราณรู้จักนำกระจูดมาทอเป็นเสื่อ เป็นภาชนะไว้ใส่ของในครัวเรือน ทว่ายังไม่นิยมทำขึ้นเพื่อจำหน่ายเป็นของใช้ จนพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว และจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพให้ความรู้การสานกระจูดให้มีรูปทรงและลวดลายสวยงามมากขึ้น แต่การสานกระจูดยังคงเป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้ไม่มาก เพราะไม่ได้รับความนิยมในวงกว้าง เมื่อมนัทพงค์ทายาทรุ่นที่ 5 ได้มาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ได้เห็นตลาดหัตถกรรมภายนอกจึงเกิดความคิดที่จะพัฒนางานจักสานกระจูด และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก
     “สมัยก่อนขายเสื่อผืนละ 100 – 150 บาท ต้นทุนกระจูดมัดละ 50 บาท ยังไม่รวมค่าแรง ค่าพื้นที่ในการขาย วันหนึ่งสร้างรายได้ไม่เท่าไหร่ ผมเห็นแล้วสงสารแม่ต้องทนเหนื่อยส่งเสียลูกเรียน พอผมได้มาเรียนที่กรุงเทพฯ ได้เรียนรู้สินค้าได้เห็นตลาดมากขึ้น ก็อยากกลับไปพัฒนาที่บ้านไม่อยากให้ทำงานแล้วไม่คุ้มทุน ถามว่าใจจริงเคยอยากไปทำอาชีพอื่นรึเปล่า มีคิดจะไปรับราชการเหมือนกัน แต่ถ้ากลับมาพัฒนาตรงนี้ไม่ได้ช่วยแค่ครอบครัวเรา แต่ได้ช่วยชาวบ้านในท้องถิ่นด้วย แม่เคยสอนว่าเราเรียนจบปริญญามีความรู้น่าจะกลับมาช่วยคนส่วนใหญ่มากกว่าที่จะเลือกให้ตัวเองรอด หรือครอบครัวตัวเองรอดฝ่ายเดียว ไหน ๆ เราก็อยู่ชุมชนเดียวกันแล้วก็ต้องพาไปด้วยกัน
จากนั้น จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมและเข้าร่วมโครงการกับ ศ.ศ.ป. (ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ) ได้อบรมและศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น จากที่คนไม่ค่อยรู้จัก เราพยายามสร้างข้อมูลให้คนรับรู้ว่ากระจูดคืออะไร มีการวางแผนปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้า ปรับให้เข้ากับไลฟสไตล์คนสมัยใหม่ ศึกษากลุ่มลูกค้าว่าเป็นอย่างไร ควรวางสินค้าที่ไหน ผมใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ชิ้นแรก”
     มนัทพงค์พัฒนาสินค้าจนมีจำนวนถึง 100 ชนิด โดยแบ่งออกเป็น 2 หมวดคือ ของใช้ในบ้าน อาทิ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ตะกร้า และหมวดสินค้าแฟชั่น อย่างกระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะพัฒนารูปแบบสินค้าให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น การตกแต่งให้สวยงามก็ได้มีการพัฒนาปรับปรุงด้วย ซึ่งแต่เดิมผลิตภัณฑ์จากกระจูดจะเป็นสีธรรมชาติ คือ สีน้ำตาล หากนำมาย้อมจะได้สีที่หมองไม่สดใส มนัทพงค์จึงค้นหาวัสดุอย่างอื่นมาย้อมสีแล้วสานผสมลงไปกับกระจูด โดยทดลองทั้งวัสดุจากผ้า หนัง จนมาลงตัวที่ ‘ใบลาน’ เมื่อสามารถย้อมสีสำเร็จจึงเกิดคอลเล็คชั่นสีสดใส มีการใช้เทคนิคไล่สี รวมถึงทำเป็นสีขาวและดำที่กลายเป็นสินค้าขายดีอันดับหนึ่ง ลูกค้าชื่นชอบดีไซน์ที่แตกต่าง สวยงาม ทันสมัย และไม่ซ้ำกับใครมาก่อน จนสามารถส่งขายยังต่างประเทศ
     “ปัจจุบันโลกของเราหมุนไวมากถ้าเรายังอยู่ที่เดิม ทำแบบเดิมทุก ๆ วัน โอกาสที่จะเติบโตมีน้อย โอกาสที่คนจะซื้อแล้วซื้ออีกก็ยาก ดังนั้นถ้าเราปรับตัวเอง เปลี่ยนตามโลกตามกระแส เช่น เทรนด์สินค้าบรรจุภัณฑ์ตอนนี้นิยมสีขาวกับดำ เราปรับตัวเองด้วยการออกสินค้าสีขาวกับดำ พอปีหน้าเทรนด์เปลี่ยนเป็นสีชมพู เราจะต้องออกแบบเป็นสีชมพูเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ต้องดูเรื่องแฟชั่นแล้วปรับตัวให้เข้ากับยุคให้ได้ถึงจะอยู่รอดต่อไปได้ครับ”
     หัตถกรรมกระจูดวรรณี ยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ รวมทั้ง Homestay เผยแพร่องค์ความรู้แก่บุคคลภายนอกที่สนใจ ชาวบ้านจากที่เคยมีรายได้จากการสานกระจูดไม่ถึงพันบาท ได้เพิ่มขึ้นถึงหลักหมื่น มีเครือข่ายผลิตสินค้าจากจังหวัดนครศรีธรรมราชและตรัง รวมกว่า 200 คน มนัทพงค์ตั้งเป้าไว้ว่าอยากจะเป็นแบรนด์รายใหญ่ของสินค้าจักสานภาคใต้ ซึ่งนอกจากจำหน่ายกระจูดแล้ว ยังรวมถึงเตยปาหนัง ย่านลิเภา และพืชอื่น ๆ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถทำงานหัตถกรรมต่อไปและยึดเป็นอาชีพหลักได้ด้วย
     ก่อนจะประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้ มนัทพงค์ยอมรับว่าเคยรู้สึกท้ออยู่เหมือนกัน “พอเราตั้งราคา 500 – 1,000 บาท ซึ่งสูงกว่างานกระจูดทั่วไป คนไม่ซื้อเลยครับ แต่เราลดราคาไปกว่านี้ไม่ได้เพราะนี่คือราคาที่ชาวบ้านเขาตั้งกัน พอได้ออร์เดอร์มาผมจะให้ชาวบ้านคำนวณเลยว่างานลักษณะนี้คิดค่าแรงเท่าไหร่ ผมไม่อยากไปกดราคา ถ้าคนทำมีความสุขเขาก็อยากที่จะทำงาน จนในที่สุดเราได้เจอกับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ ดังนั้นจึงอยากฝากถึงคนที่ทำงานหัตถกรรม อย่าท้อครับ ทำงานด้วยใจรัก วันหนึ่งจะเจอคนที่ซื้อสินค้าของเราครับ”
เริ่มต้นด้วยความรักและความตั้งใจ พร้อมเปิดรับเปิดใจก้าวเดินไปพร้อมความเปลี่ยนแปลง คือหนทางแห่งการประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ดังเช่นสองทายาทหัตถศิลป์ ความหวังใหม่ที่จะนำพาหัตถกรรมไทยให้ดำรงอยู่บนผืนแผ่นดินไทยสืบต่อไป