ออล แม็กกาซีน

เตรียมให้พร้อมสำหรับ 2 วัย สอนลูกอย่างไรให้คิดบวก / เกษียณแล้วทำอะไร


อาจารย์ แพทย์หญิง จิราภรณ์ อรุณากูร

    จากบทเรียนที่ผ่านมา การเลี้ยงดูด้วยวิธีการและความเชื่อดั้งเดิมของสังคมไทย อาจจะไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมของการเลี้ยงเด็กที่จะเติบโตไปอย่างมีความคิดและจิตใจที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะภายใต้สภาพสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วในยุคนี้ ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาอันหลากหลายเพิ่มมากขึ้น วิธีเลี้ยงที่เชื่อกันมานั้นกลับกลายมีส่วนในการสร้างบาดแผลในใจอย่างไม่รู้ตัว อีกทั้งยังมีผลต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาวอีกด้วย ‘การเลี้ยงลูกเชิงบวก’ จึงเป็นแนวทางการเลี้ยงดูที่เชื่อว่าจะช่วยสร้างสุขภาวะจิตที่ดี ด้วยวิธีอันเป็นบวก อาจารย์ แพทย์หญิง จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์ เวชศาสตร์วัยรุ่น หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘คุณหมอโอ๋’ แห่งเพจชื่อดังบนเฟซบุ๊ก ‘เลี้ยงลูกนอกบ้าน’ ผู้ที่คอยแนะนำและเผยแพร่ความรู้ในด้านการนี้แก่คุณแม่สมัยใหม่ที่หวังจะให้ลูกน้อยเติบโตขึ้นเป็นอนาคตของชาติที่เข้มแข็ง

     “เพจเลี้ยงลูกนอกบ้านมาจากการที่ตัวหมอเองก็มีลูก เรามีเป้าหมายอยากเลี้ยงเขาให้เป็นเด็กดี คิดเป็น มีความนับถือตัวเอง และมีสัมพันธภาพที่ดีในชีวิต หมอจึงมองหาว่าอะไรตอบโจทย์และพบว่าการที่เด็กได้เจอประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ปรับตัว จะทำให้เขาได้ฝึกคิด มีความอดทน และมีความยืดหยุ่นทางความคิด เราอาจจะหาประสบการณ์ในบ้านก็ได้แต่โดยมากบ้านคือ Comfort Zone หมอจึงพาลูกไปในพื้นที่ที่เขาไม่คุ้นชิน ไปเจอและเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ นำไปสู่การพัฒนา Self – esteem หรือการนับถือตนเอง ตัวอย่างเช่น เขาจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ใช้ได้เพราะสามารถอดทนต่อการนั่งเครื่องบินเป็นเวลานาน ๆ เป็นต้น จึงเป็นที่มาของเพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน รวมถึงการแบ่งปันแนวทางการเลี้ยงลูกในเชิงบวกค่ะ
     การเลี้ยงลูกเชิงบวก คือแนวทางการเลี้ยงดูที่ช่วยพัฒนาสมองส่วนหน้าของเด็กซึ่งยังเติบโตไม่เต็มที่ โดยสมองส่วนนี้เป็นส่วนที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ และหากอยู่ในสภาวะมีความสุข เข้าใจอารมณ์ สมองส่วนนี้จะพัฒนาได้ดี แนวทางนี้จะเน้นการแสดงความรัก ให้คำชม ให้กำลังใจ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กเกิดการพัฒนาตัวเองโดยไม่มีบาดแผลในจิตใจ รวมไปถึงการเรียนรู้การกระทำของตนเองจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เช่น ถ้าไม่กินข้าว โวยวาย ก็ต้องหิว ให้เด็กเรียนรู้กติกาและฝึกวินัย และเมื่อทำผิดกติกาจะได้รับผลลัพธ์อะไร แต่ผลนั้นไม่ใช่การถูกตำหนิ การถูกด่า หรือคำเปรียบเทียบ เพราะไม่เชื่อว่าการลงโทษจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี เป้าหมายของแนวทางนี้คือ เด็กจะเติบโตไปเป็นคนที่มีสุขภาพจิตที่ดี มีสุขภาวะที่ดี ผ่านการใช้วิธีดี ๆ หรือวิธีในเชิงบวกในการเลี้ยงดู
     ด้วยแนวทางการเลี้ยงลูกเชิงบวกจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ‘ตรงข้ามกับการเลี้ยงดูตามแบบอย่างของคนไทย’ ที่มีความเชื่อว่า รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี อย่าชมเดี๋ยวเหลิง ซึ่งเหล่านี้คือการเลี้ยงดูในวัฒนธรรมเชิงอำนาจ ถ้าเข้าใจว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มนุษย์อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเครียด ไม่เกิดความรู้สึกปลอดภัย การทำงานของสมองจะไปกระตุ้นส่วนอารมณ์ และสมองส่วนสัญชาตญาณ ดังนั้นแล้วมนุษย์คนนั้นจะใช้ชีวิตอย่างเอาตัวรอด เมื่อสมองส่วนนี้ถูกกระตุ้นจะตอบสนอง 3 รูปแบบ คือ สู้ ถอย หรือยอม เด็กที่เลือกจะสู้จะแสดงออกด้วยการกระทำก้าวร้าวรุนแรง หรือการทำตัวแย่ ๆ เหมือนประชดประชันโดยเด็กไม่รู้ตัวเพียงรู้สึกว่าสะใจดี เช่น เวลาที่เรารู้สึกไม่ชอบใจใครก็อยากทำให้คนนั้นรู้สึกไม่มีความสุข ด้วยการทำตัวไม่ดีไม่เหมาะสม เพื่อคนคนนั้นจะได้รู้สึกแย่ เคสนี้พบมากในช่วงวัยรุ่น หรือการเลือกที่จะหนี ทำผิดต้องปกปิดหลบซ่อน เด็กกลุ่มนี้จะพัฒนาเป็นเด็กที่วิตกกังวล ซึมเศร้า ส่วนกลุ่มที่เลือกยอม เช่น การใช้ไม้เรียวขู่ให้เด็กยอมทำตาม ซึ่งในความเป็นจริงมันส่งผลกระทบต่อเด็กในระยะยาว เมื่อเขายอมแพ้บ่อย ๆ จะเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีศักยภาพ อ่อนด้อยต่ำต้อย และเด็กกลุ่มนี้จะเติบโตไปเป็นคนที่รักตัวเองไม่เป็น รู้สึกตัวเองไม่มีอะไรดี เพราะฉะนั้นการเลี้ยงลูกเชิงลบในแบบที่เชื่อต่อ ๆ กันมา ล้วนส่งผลต่อการพัฒนาเด็กในระยะยาว
    หลายครั้งที่ผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านกล่าวว่า ถูกตีก็ดีมาได้ เลี้ยงมาได้ดิบได้ดีกันทุกคน หมออยากให้เราลองมองว่าคำว่า ‘ได้ดี’ คืออะไร คือมีอาชีพการงานที่ดีอย่างนั้นหรือ หรือแค่สร้างเด็กที่ไม่มีปากเสียง ต้องมาเรียนอาชีพที่ไม่อยากเรียนเพราะไม่กล้าแสดงความคิดเห็น หรืออาจจะพัฒนาเป็นคนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวหงุดหงิดง่ายเพราะต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อมนี้มาโดยตลอด”
    คุณหมอโอ๋กล่าวว่าการเลี้ยงลูกเชิงบวกนั้น เริ่มต้นเมื่อไหร่ก็ได้ เริ่มวันนี้ดีกว่าพรุ่งนี้ แต่กระนั้นต้องยอมรับว่า หากมาฝึกในเด็กที่โตแล้วย่อมยากที่จะได้ประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เด็กย่อมไม่ได้เจอแค่สภาพแวดล้อมภายในบ้าน ต้องมีสังคมภายนอก ต้องพบเจอผู้คนหลากหลาย ซึ่งเขาเหล่านั้นอาจจะไม่ได้เป็นแบบอย่างหรือมีแนวทางการใช้ชีวิตที่เกื้อหนุนต่อการพัฒนาเชิงบวก คุณหมอโอ๋กล่าวว่า อย่างน้อยให้เด็กได้เจอสิ่งดี ๆ จากที่บ้าน ยังดีกว่าไม่เจอเลย ถึงแม้จะออกไปข้างนอกแล้วต้องเจอกับคนไม่มีวินัย เราก็จำเป็นต้องฝึกวินัยเพราะมันคือสิ่งที่ถูกต้อง การเลี้ยงดูเชิงบวกไม่เพียงแค่การดูผลลัพธ์ของพฤติกรรมเด็ก แต่มันสร้างความแข็งแกร่งภายในจิตใจให้เติบโตขึ้นมา และรู้สึกเห็นคุณค่าของตัวเอง เมื่อมีสุขภาพจิตที่ดีเวลาต้องพบกับเรื่องแย่ ๆ จะรับมือได้ดีกว่าเด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเท่า เพราะเขาจะมีภูมิคุ้มกันในจิตใจที่มากกว่า
    คุณหมอโอ๋ได้ฝากหลักใหญ่ ๆ สำหรับการสอนให้ลูกเป็นเด็กบวกด้วยวิธีการดังนี้ 1. ให้การความรัก ให้เวลาคุณภาพกับลูก คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นความสุขของลูกให้ได้ 2. ฝึกวินัยโดยไม่ใช้ความรุนแรง 3. ฝึกให้ลูกคิดด้วยการตั้งคำถามแทนการสั่ง ให้เขาได้เลือกและเรียนรู้จากผลของการกระทำ 4. ชีวิตเป็นของลูก ปล่อยให้เขาเติบโตในแนวทางของตัวเอง 5. ผู้ปกครองต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และให้เด็กเรียนรู้จากความผิดพลาด เพราะหลายครั้งความผิดพลาดได้ผลดีกว่าการสอน
    สำหรับปัญหาของเด็กในศตวรรษที่ 21 ที่คุณหมอพบเห็นอยู่บ่อยนั้น หลักใหญ่ใจความมักเกิดขึ้นจากคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลา “เพราะต้องทำงานนอกบ้าน จึงต้องให้คนอื่นเลี้ยงในขณะที่เป็นเด็กเล็ก ซึ่งทำให้เด็กไม่มีความผูกพันกับผู้เป็นพ่อแม่ หลายคนไม่ไว้ใจ เชื่อใจ แม้เด็กจะรู้ว่าใครคือพ่อแม่แต่ไม่มีสายสัมพันธ์ด้วย ไม่รู้สึกว่าคนคนนี้คือความสุข อีกกรณีที่หมอเจอบ่อยครั้งคือ คุณพ่อคุณแม่ที่ทำงานเยอะ เมื่อกลับบ้านยังคงก้มหน้าอยู่กับโทรศัพท์ ไม่มีเวลาคุณภาพให้ลูก หรือเมื่อมีเวลาน้อย มักจะเลี้ยงลูกอย่างตามใจจนเป็นปัญหาในภายหลัง จุดอ่อนอย่างหนึ่งของเด็กศตวรรษใหม่ คือรอไม่เป็นอดทนไม่ได้ ทั้งนี้พ่อและแม่รุ่นใหม่เองที่เป็นคนรุ่น Gen X และ Gen Y ซึ่งก็มีจุดอ่อนในด้านความอดทนเช่นกัน
ดังนั้นแล้วการจะสอนลูกให้ได้ผล คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องพร้อมพัฒนาตัวเองไปด้วยกัน


ครูรัตน์ เกษียณสุข

สำหรับบางคนอาจจะรอคอยวันเวลาที่จะได้เกษียณอายุจากงานที่รับภาระมาเนิ่นนานหลายปี เพื่อที่จะไปใช้เวลาในช่วงพักผ่อนนี้ทำในสิ่งที่ไม่ได้ทำมาตลอดชีวิต จึงเห็นผู้สูงอายุบางคนทำกิจกรรมที่ตนไม่ได้ทำในวัยทำงานอย่างสนุกสนาน แต่ในทางกลับกับบางคนกลับรู้สึกว่างเปล่าและรู้สึกไม่มีคุณค่า เมื่อต้องหยุดพักจากภารกิจที่แบกรับไว้มาตลอด ‘เกษียณแล้วทำอะไรดีวะ?’ คือชื่อเพจบนเฟซบุ๊ก ซึ่งถือกำเนิดโดย ครูรัตน์ เกษียณสุข หรือ วิรัตน์ สมัครพงศ์ ผู้ที่ริเริ่มการทำเพจบนเฟซบุ๊กขึ้นจากความต้องการหาคำตอบในใจนี้ จนกลายมาเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนวัยเกษียณทั้งหลาย

     “ก่อนหน้าจะเกษียณผมทำธุรกิจส่วนตัว ต้องอธิบายก่อนที่เรียกว่า ครูรัตน์ นั้น เพราะผมเคยรับราชการเป็นครูมาก่อน แต่ด้วยสถานการณ์การปะทะกันระหว่างผู้บริหารประเทศกับนิสิตนักศึกษาในสมัยโน้น ทำให้ผมต้องยุติอาชีพครู ออกจากราชการแล้วหลบหนีเข้าป่า หลังจากออกจากป่าได้หันมาประกอบธุรกิจแทน ดังนั้นแล้วอาชีพก่อนเกษียณของผมไม่ใช่ครูแต่เป็นนักธุรกิจมีกิจการของตัวเอง แต่ด้วยใจรักความเป็นครู ทำให้ใครหลายคนยังติดปากเรียกนำหน้าชื่อด้วยคำว่า ‘ครู’ ครับ
    ผมยุติการทำงานบริษัทอย่างเป็นทางการในวัย 60 ปี ถึงแม้จะทำธุรกิจส่วนตัวไม่จำเป็นต้องเกษียณตามเวลาเป๊ะ แต่เพื่อนฝูงที่รับราชการเขาเกษียณกัน ผมเองก็อยากจะพักบ้าง รู้สึกเบื่อชีวิตการทำงาน อยากจะไปทำสิ่งอื่นที่มีคุณค่ามากกว่า ตอนนั้นวาดภาพชีวิตเกษียณต้องมีความสุข จะไปเที่ยว ไปปลูกต้นไม้ พักผ่อน ซึ่งผมทำสิ่งเหล่านั้นทุกอย่าง ในช่วง 3 ปีแรก ผมเรียกว่าช่วง Honeymoon ของวัยเกษียณ เราจะสนุกกับมันอย่างเต็มที่ ทำทุกสิ่งที่อยากทำ แต่หลังจากนั้นจะเริ่มรู้สึกเบื่อ เริ่มตั้งคำถามชีวิตที่จินตนาการไว้มีแค่นี้เองหรือ ผมเคยคิดว่าชีวิตสะดวกสบายอยากทำอะไรก็ได้ทำ ไม่ต้องนั่งทำงานคือความสุข แต่แท้จริงไม่ใช่ ชีวิตของเราน่าจะทำสิ่งที่มีคุณค่าได้มากกว่านั้น ความรู้สึกแสวงหาคุณค่าจึงเข้ามาแทนที่
    เมื่อเกิดความรู้สึกดังกล่าว ผมพยายามหาคำตอบว่าแล้วต่อไปจะทำอะไรดี สมมติว่าถ้ามีชีวิตถึง 90 ปี แล้วอีก 30 ปีต่อจากนี้ล่ะจะทำอะไร ก็เริ่มตระเวนหากิจกรรมทำ ทั้งการเข้าคอร์สอบรมเรื่องต่าง ๆ ทั้งด้านธุรกิจ ด้านเทคโนโลยี หรือการสร้างแรงบันดาลใจ จากวิทยากรชื่อดังหลากหลายท่าน หนึ่งในกิจกรรมที่ทดลองทำเหล่านั้นคือการหัดทำเพจเฟซบุ๊ก ผมไปเข้าคอร์สเรียนมา ผมสร้างเพจนี้ตอนที่เรียนเพื่อถามตัวเองว่า จะทำอะไรต่อไปดีวะจากนี้ ผมนั่งคิดไป แชร์เรื่องต่าง ๆ ลงเฟซบุ๊กไป จนตกผลึกได้ว่า ต้องตั้งคำถามและค้นหาสิ่งที่อยากทำ ค้นหาตัวเองโดย 1. หาในสิ่งที่ตัวเองรัก 2. หาสิ่งที่ตัวเองถนัด 3. หาสิ่งที่โลกต้องการ สำหรับผมนั้น การได้ทำเพจ ได้เผยแพร่แลกเปลี่ยนคำแนะนำให้แก่กัน แลกเปลี่ยนความคิด และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น คือคำตอบที่ได้จากการตกผลึกนั้น”
    ครูรัตน์ยังแนะนำหลักการ 9 ข้อ สำหรับเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้เกษียณอย่างมีความสุข สำหรับเป็นแนวทางนำไปปรับใช้
    1. เตรียมพร้อมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การออมเงินเป็นสิ่งที่ต้องทำกันอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่เพื่อเกษียณแต่การออมคือวินัย และนอกจากเงินออมแล้ว หลายคนมองว่าเกษียณอายุคือหยุดทำงาน หยุดหารายได้ ซึ่งครูรัตน์นั้นแม้จะยุติการเป็นกำลังหลักในกิจการของตน แต่ยังไม่หยุดที่จะหารายได้ให้ตนเอง โดยใช้งานอดิเรกมาก่อให้เกิดรายได้ คือการปลูกต้นมะเดื่อฝรั่ง ซึ่งมาจากความต้องการอยากทำสวน อยากปลูกต้นไม้ หนึ่งในสิ่งที่อยากทำเมื่อเกษียณอายุ แต่ไม่ใช่เพียงแค่ปลูกไว้เฉย ๆ ยังจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และจัดส่งผ่านบริการขนส่งสินค้า เช่น Kerry และ Lalamove ซึ่งทั้งหมดผู้อาวุโสคนนี้เรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านการอบรมที่ไปเข้าร่วมต่าง ๆ 2. เตรียมความพร้อมหรือสร้างครอบครัว วางแผนว่าจะอยู่กับใครเมื่อวัยเกษียณ หากอยากอยู่กับลูกก็ต้องสร้างครอบครัว หากไม่มีลูกก็ต้องสร้างครอบครัวในแนวทางอื่น เช่น อยู่กับเพื่อน หรือญาติ 3. สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น หากเรามีความสัมพันธ์อันดีจะไม่เหงาหรืออ้างว้างเหี่ยวเฉา 4. เตรียมร่างกายให้พร้อม หาวิธีออกกำลังกายที่ถูกกับจริตของแต่ละคน ตัวอย่างของครูรัตน์คือการทำสวน เป็นการที่ออกทั้งแรงและได้ความสุขทางใจร่วมด้วย 5. จัดสรรเวลาท่องเที่ยวและพักผ่อน 6. พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เช่น เปิดใจรับโลกดิจิตอล ครูรัตน์เน้นย้ำว่าผู้สูงวัยต้องพยายามศึกษา อย่าปฏิเสธ ถ้าไม่เข้าใจให้ไปลงเรียนเลย เพราะหากสามารถเข้าสู่โลกดิจิตอลได้ความสนุกในชีวิตของวัยเกษียณจะยิ่งเพิ่มพูนขึ้น 7. หาเวลาทำงานด้านจิตสาธารณะ 8. หาวิธีเติมเต็มจิตวิญญาณ เช่น ปฏิบัติธรรม เข้าวัดทำบุญ 9. จัดสรรมรดกให้ลูกหลานให้เรียบร้อย เพื่อจะไม่เป็นปัญหาทะเลาะเบาะแว้งภายหลังเมื่อเราจากโลกนี้ไป
    “หลายคนมาปรึกษาผมว่า ทำอะไรดีต่อจากนี้ ผมแนะแนวทางหาคำตอบให้ได้ แต่ผมหาคำตอบให้คุณไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ต้องทำเอง หาสิ่งที่อยากทำให้เจอ และอย่าไปคิดว่าการถามหาความฝันเป็นเรื่องของเด็ก ๆ ทุกวัยแม้แต่วัยเกษียณสามารถมีความฝันได้
หลายคนที่เผชิญภาวะหดหู่ซึมเศร้า ผมมองว่า เพราะพวกเขาไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน และฝากความสุขไว้กับสิ่งรอบตัว เช่น ลูกหลาน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ลูกหลานในวัยกำลังก่อร่างสร้างตัวจะมีเวลาให้ ไหนจะต้องมีครอบครัวของตัวเองที่ดูแล นอกจากนั้น การมีทัศนะต่อความสูงวัยที่เป็นลบก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างความเศร้าหมอง อย่าไปมองว่าสูงวัยแล้วด้อยค่า มนุษย์ล้วนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหน แม้แต่คนที่นอนอยู่กับเตียง เพียงแต่ว่าในวัยเด็กหรือวัยทำงานอาจจะมีมูลค่า แต่ในด้านคุณค่า มนุษย์ทุกวัยล้วนมีเท่ากัน ไม่อย่างนั้นทำไมหลายคนเลือกจะยื้อชีวิตญาติพี่น้องไว้แม้จะต้องนอนอยู่กับเตียงเฉย ๆ ก็ตาม เพราะเขาเหล่านั้นมีคุณค่าทางจิตใจต่อลูกหลาน
    สุดท้ายนี้คนที่ขยาดวัยเกษียณ อยากให้มองว่าวัยเกษียณไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด สนุกไปกับทุกช่วงวัยของชีวิต ผมอยากให้คนไทยวัยเกษียณเป็นช่วงวัยที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ความสุขนี้จะพานพบได้เมื่อท่านใช้ศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่ วัยเกษียณไม่ใช่วัยถดถอย แต่เป็นวัยขาขึ้น และเป็นวัยแห่งการเริ่มต้นครั้งใหม่”
    มาร่วมสร้างอนาคตครั้งใหม่ในวัยเกษียณด้วยทัศคติที่ดีกัน