ออล แม็กกาซีน

วันที่ ‘ลุก’ ของคนที่ ‘ล้ม’


แต๊ก The Voice

ตราบใดที่ปลายท้องฟ้ามีแสงรำไร จะไปจนถึงแสงสุดท้าย” ผู้ชมที่ได้ดูการแข่งขันร้องเพลง The Voice season 5 รอบชิงชนะเลิศต่างรับรู้ถึงพลังที่ปะทุออกมาอย่างท่วมท้นจากบทเพลงแสงสุดท้าย ของศิลปิน Bodyslamซึ่งถูกนำมาขับร้องใหม่ เพราะทุกคำที่เปล่งออกมานั้นส่งมาจากจิตวิญญาณที่เข้าถึงบทเพลงของ อานนท์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา หรือที่รู้จักกันในนาม แต๊ก The Voiceชายหนุ่มผู้ครั้งหนึ่งเคยล้มเหลวเพราะขวากหนามชีวิตจากยาเสพติด แต่วันนี้เสียงเพลงคือสิ่งนำทางให้เขาลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

     ทุกคนย่อมมีวันที่หลงทาง และเลือกหนทางผิด
    “มันเกิดจากทัศนคติผิด ๆ ที่คิดว่าการทำแบบนั้นจะทำให้เราได้รับการยอมรับ เป็นความไม่เข้าใจคิดว่าสิ่งนั้นคือคำตอบ” แต๊กเล่าถึงจุดเริ่มต้นความบิดเบี้ยวจนกลายเป็นความผิดพลาดครั้งสำคัญของชีวิตว่า เมื่อแรกเข้ามัธยมต้นเขาถูกกลั่นแกล้งอย่างไร้ซึ่งสาเหตุ อาจจะเพราะภาพลักษณ์เด็กชายใส่แว่นตาทำให้กลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มเด็กหัวโจก แต๊กซึ่งอาศัยอยู่กับคุณยายและไม่ต้องการสร้างภาระให้ทางบ้านจึงเก็บงำปัญหาไว้ และคิดหาหนทางแก้ไขด้วยตัวเอง เด็กชายแต๊กเลือกที่จะเลียนแบบพฤติกรรมเพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากแก๊งหัวโจก “ไม่มีอะไรยากครับแค่ใส่รองเท้าเหยียบส้น ไม่กินข้าวโรงอาหาร กินเสร็จไม่เอาจานไปเก็บ โยนจาน เลิกเรียนไม่กลับบ้านไปอยู่ตามห้าง เล่นเกม สูบบุหรี่ กลับบ้านดึก ทำเรื่องที่คิดว่าเก๋าแบบที่เขาทำ จนเริ่มรู้สึกว่ามีตัวตนอะไรบางอย่างในตัวเรา จากเด็กโดนแกล้งเปลี่ยนเป็นหัวโจกเลยคับ พอขึ้น ม.2 ก็โดนทางโรงเรียนเชิญออก คราวนี้เกเรเต็มขั้นเลย มีเรื่องอะไรผมนำหน้าตลอด จนวันหนึ่งไปมีเรื่องกับคนกลุ่มหนึ่งเพราะเพื่อนโดนทำร้ายแล้วจะไปช่วย แต่ด้วยความไม่ตั้งใจทำให้ทางนั้นได้รับบาดเจ็บ คมมีดไปเฉือนโดนเขา และด้วยความกลัวผมจึงหนีไปอยู่แฟลตคลองเตยกับคุณพ่อคุณแม่คราวนี้ชีวิตดิ่งเลยครับ”
    แต๊กได้สัมผัสกับการใช้ยาเสพติด และเฮโรอีนคือที่สุดในขณะนั้น เขาปลอบใจตัวเองตลอดว่ายังไม่ติดยังควบคุมได้ จนวันหนึ่งเมื่อราคายาเสพติดพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาถูกโกงจากผู้ค้าโดยหลอกเงินไปเกือบสองหมื่นบาทแต่ไม่ให้ของ เมื่อนั้นแต๊กได้รับรู้ว่าตนเองติดจนไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้แล้ว และเป็นครั้งแรกของการเลิกยาเสพติดอย่างจริงจังโดยได้ความช่วยเหลือจากครอบครัว ความทรมานของการลงแดงฝังใจจนเชื่อว่าคงไม่มีทางหวนกลับไปหาสิ่งผิดนั้นอีก แต่ใจที่ไม่เข้มแข็งพอก็พาตัวเข้าไปสู่วังวน จนนำไปสู่การติดคุกในข้อหาครอบครองยาบ้า แต๊กเข้าเรือนจำด้วยยาเสพติดครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี และวนเวียนเข้าออกเรือนจำถึง 5 ครั้งในชีวิต รวมเวลาในเรือนใจทั้งหมด 12 ปี 6 เดือน ด้วยข้อหายาเสพติดทั้งหมด
    “ตอนที่ออกจากเรือนจำในครั้งที่ ๔ เป็นครั้งที่เป้าหมายในชีวิตผมชัด ครูโฉมฉาย อรุณฉาน มาสอนร้องเพลงในเรือนจำและชักชวนให้ผมไปร่วมวง เพื่อนในเรือนจำคิดว่าเราพุ่งแล้วแน่นอน ผมถึงกับพูดเลยว่าถ้ากลับไปอีกหมาแน่นอน สุดท้ายก็หมา (หัวเราะแห้ง ๆ ) พอได้ไปเจอกับเพื่อนร่วมงานซึ่งเขาเคยผ่านเรือนจำด้วยข้อหาเดียวกัน แค่มองตาก็พากันไปหามาเสพ ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน เราโทษสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นเหตุแต่จริง ๆ ตัวเราเองแหละที่ยอมปล่อยให้มันกลับมา”
ค้นหาจุดกลับรถ
    การกลับเข้าเรือนจำครั้งที่ 5 ทำให้เขาได้เจอกับศิลปิน ตูน Bodyslam ซึ่งไปเล่นคอนเสิร์ตในเรือนจำ และแต๊กได้มีโอกาสขึ้นไปร่วมร้องเพลงบนเวที พร้อมกับได้รับข้อความซึ่งจุดประกายชีวิตจากตูนว่า “ร้องเพลงเพราะมากครับแต๊ก หวังว่าคงได้ร้องเพลงด้วยกันอีก” ประกอบกับการได้ดูการประกวด The Voice ซึ่งไม่จำกัดเพศ อายุ และหน้าตาผู้เข้าแข่งขัน เป้าหมายของเขาจึงเกิดขึ้น หากได้ออกจากเรือนจำ การเข้าประกวด The Voice คือสิ่งที่จะทำให้สำเร็จและขึ้นไปยืนบนเวทีให้ได้สักครั้ง ซึ่งแต๊กใช้เวลาที่อยู่ในเรือนจำออกกำลังกายและฝึกร้องเพลง เขากล่าวว่า จะเรียกว่าโชคดีก็ไม่เชิง แต่เขามีเวลาเต็มที่โดยไม่มีภาระหน้าที่อะไร ทำให้สามารถจดจ่อกับการฝึกฝนการร้องเพลงอย่างเดียวตลอดได้ เมื่อครบกำหนดออกจากเรือนจำ ระหว่างรอเปิดรับสมัคร แต๊กรับจ้างร้องเพลงตามร้านเป็นเวลา 1  ปี และในที่สุดเก้าอี้ของโค้ชก้อง - สหรัถ ก็หันมาที่เขาและความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำได้พาเขาไปถึงรอบชิงชนะเลิศ
การหลงทางจะเป็นบทเรียนและเปิดโอกาสให้พบเส้นทางใหม่
    “ผมไม่คิดว่าจะมาถึงรอบไฟนอล สำหรับผมส่งสาส์นถึงพี่น้องในเรือนจำสำเร็จตั้งแต่วินาทีที่พี่ก้องหันมา ผมอยากบอกพวกเขาว่าชีวิตเราถ้าตั้งใจจะทำมันทำได้ เราเปลี่ยนตัวเองได้ ทุกคนกลับมามีชีวิตที่ดีอย่างคนทั่วไปได้ ตอนนั้นพี่ก้องถามอะไรผมจำไม่ได้ มันอื้อไปหมด เห็นแต่ภาพพี่น้องในเรือนจำเวลาเขาดีใจจะกระทืบเท้า มันดังสนั่นในความคิด วันที่ร้องเพลงในรอบชิงชนะเลิศ สำหรับผมมันยิ่งกว่าได้แชมป์ ผมไม่ได้ร้องด้วยสมองแต่ร้องด้วยชีวิต มันคือแสงสุดท้ายจริง ๆ แล้ววันนี้ก็มาถึงแล้ว”
    ทุกวันนี้นอกจากจะเดินสายร้องเพลงตามร้านและเล่นคอนเสิร์ตต่าง ๆ แล้ว แต๊กยังทำงานจิตอาสาด้วยการพูดสร้างแรงบันดาลใจแก่นักโทษ เพราะเชื่อว่าคนที่จะคุยรู้เรื่องคือคนที่ผ่านอะไรมาเหมือนกัน “ชีวิตผมยืนยันได้ ผ่านเรือนจำมา 5 ครั้ง ตั้งแต่ 19 จนตอนนี้ 39 ปี บางคนบอกว่าสายไปแล้วเกินครึ่งชีวิต แต่ผมก็กลับมามีชีวิตใหม่ได้นะเมื่อก่อนผมเป็นคนขี้เหงาต้องมีสังคมมีทุกสิ่ง แต่เดี๋ยวนี้ผมแค่ตื่นมาออกกำลังกาย ซ้อมดนตรี ได้มีช่วงเวลาดี ๆ กับครอบครัวก็พอ  ในขณะที่เราโหยหาต้องการสิ่งต่าง ๆ แต่ไม่ได้มองให้ดีว่ามีคนพร้อมจะรักเราอีกเยอะมาก ผมเชื่อว่าพี่น้องในเรือนจำมีหลุมในใจแบบเดียวกับผม หลุมนั้นคือไม่เชื่อในตัวเอง ไม่เห็นคุณค่า หมดศรัทธา เมื่อไหร่ที่เรากู้คืนศรัทธาได้ กลับมารักตัวเอง เราจะได้คนที่เป็นคนกลับมา
ณ เวลานี้ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ว่า The Voice หรือพี่ตูน ทำให้ผมได้มีชีวิตดี ๆ อีกครั้ง พูดเลยว่ายาเสพติดจะกลับเข้ามาในชีวิตผมอีกนั้น ไม่มีทาง!”
    ความฝันไม่มีคำว่า ‘เพ้อ’ แม้ในวันที่สิ้นหวัง ถ้าลงมือทำจริง


ปุ๋ย วิจิตรา นักกีฬาปิงปองคนพิการ

ช้าวันที่ 4 มิถุนายน 2545 รถสองแถวซึ่งกำลังขับพานักเรียน จำนวน 15 คน ไปส่งยังโรงเรียนบ้านคาวิทยา จังหวัดราชบุรี เด็ก ๆ ที่กำลังสนุกสนานกับการเปิดเทอมใหม่ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเพียง 1 สัปดาห์ ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นกับตัวในชั่วพริบตา เมื่อคนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิงไล่หลังรถ ทำให้มีเด็กนักเรียนเสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 12 ราย ปุ๋ย - วิจิตรา ใจอ่อน คือหนึ่งใน 12 รายของผู้บาดเจ็บ ทว่าเธอเกือบได้อยู่ในรายชื่อผู้เสียชีวิตเมื่อลูกกระสุนพุ่งตรงเข้าใต้สะดือทะลุไขสันหลัง ทำลายกระดูกสันหลังไป 2 ข้อ เป็นผลให้เธอไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป ในวันนั้นเธอถูกหลายคนฟันธงว่าคงจะไม่รอด แต่ในวันนี้เธอกลายเป็นนักกีฬาปิงปองคนพิการมือวางอันดับ 6 ของโลก

    วันนั้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เมื่อทุกสิ่งไม่อาจกลับเป็นดังเดิม
    “หนูรู้ว่าตัวเองจะเดินไม่ได้ตอนที่อยู่ห้องไอซียูแล้วได้ยินคุณหมอ นักการเมือง ผู้ใหญ่ ให้ข้อมูลนักข่าวว่ามีคนตายไปแล้ว 3 คน เหลือหนู ซึ่งอาจจะเดินไม่ได้ และอาจเป็นรายที่ 4 ที่เสียชีวิต คือเลือดไหลไม่หยุดจากรูที่โดนยิง ให้เลือดไปก็ไหลออกหมด คุณหมอบอกให้พ่อกับแม่ทำใจ” แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดเมื่อเธอสามารถรอดชีวิตมาได้แม้จะต้องรักษาตัวและกายภาพบำบัดนานถึง 5 เดือน ในขณะที่ร่างกายไม่สามารถกลับไปสมบูรณ์ได้ดังเดิมแต่ก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวตามสภาพทีละนิด ทว่าจิตใจกลับสวนทางกับร่างกาย ปุ๋ยพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกลั้นใจ แม้เครื่องช่วยหายใจจะไม่อนุญาตให้เธอทำสำเร็จแต่ความพยายามแบบเด็ก ๆ ของปุ๋ยได้สะท้อนสภาพจิตใจที่บอบช้ำแสนสาหัส “คุณพ่อคุณแม่ให้กำลังใจ ญาติพี่น้องช่วยกันดูแล ช่วยกายภาพ ตอนหนูออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่บ้าน หนูไม่ออกไปไหนเลย ปิดกั้นตัวเอง พ่อจะปะเหลาะชวนไปร้านขายขนม ไปตลาด แรก ๆ ปฏิเสธ พ่อชวนทุกวันจนยอม” ต่อมาคุณครูที่โรงเรียนได้ชักชวนให้ปุ๋ยกลับไปเรียนเพื่อจะได้เจอเพื่อน ๆ มีสังคม ซึ่งแรก ๆ เธอคิดลบและไม่ชินกับการเป็นภาระคนอื่น แต่แล้วทั้งเธอและเพื่อนสามารถปรับตัวเข้าหากัน เริ่มสนุกกับการไปโรงเรียนอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ได้ชักชวนให้เธอย้ายมาเรียนโรงเรียนศรีสังวาลย์ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับผู้พิการ แม้ปุ๋ยจะไม่อยากจากครอบครัว แต่เพื่อการกายภาพที่ต่อเนื่องจึงตัดสินใจย้ายมาเข้าโรงเรียนแห่งนี้
‘ปิงปอง’ รักแรกพบที่เปลี่ยนทุกสิ่ง
    “พอมาที่นี่ได้เห็นคนพิการเล่นกีฬา ผู้ชายเอามือเตะบอลในสนามหญ้า เห็นเพื่อนตีปิงปองดูน่าสนุกเลยขอลองตีบ้าง ก่อนจะเสียขาหนูเป็นนักกีฬาตะกร้อและวอลเลย์บอล แต่จริงจังกับตะกร้อหวังจะไปแข่งระดับอำเภอ พอมาเล่นปิงปองครูพละเห็นแววจับไปเป็นตัวแทนแข่งกีฬาเยาวชนทีมชาติ แข่งที่ประเทศออสเตรเลีย ได้เหรียญทองกลับมา พ่อแม่ดีใจได้ไปต่างประเทศครั้งแรก ได้เหรียญอีกด้วย ถัดจากนั้นอีกปีหนูติดทีมชาติชุดใหญ่ พอดีมีอาจารย์เรียกไปคัดตัว ก็เอาสิ มีกำลังใจแล้ว แมตช์แรกในฐานะทีมชาติรุ่นใหญ่คือพาราเกม ที่ฟิลิปปินส์ ตอนนั้นเราโนเนมมากไม่มีใครคิดว่าทำได้ สุดท้ายก็กวาดเหรียญมา” ปุ๋ยยังสามารถคว้าเหรียญทองแดงจากพาราเอเชียนเกมส์ ปี 2014 และเข้าร่วมแข่งขันพาราลิมปิก ที่ประเทศบราซิล เป้าหมายของเธอคือคว้าเหรียญในพาราลิมปิก 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น
วันนี้เมื่อ 15 ปีผ่านมา รอยยิ้มที่ไม่มีวันเลือนหาย
    เป็นเวลา 15 ปีแล้วที่ปุ๋ยใช้ชีวิตบนรถเข็น เธอยอมรับว่ายังมีบางครั้งที่รู้สึกท้อใจเมื่อเกิดความยากลำบากในชีวิตประจำวัน เช่น เจอฟุตปาธที่ไม่มีทางลาดทำให้ไม่สามารถเข็นรถไปได้ เวลาต้องการหยิบของที่อยู่สูงแต่หาคนช่วยไม่ได้ หรือเวลาเรียกรถแท็กซี่แล้วเขาไม่รับเพราะกลัวรถเข็นไปทำเบาะขาด สิ่งเหล่านี้ยิ่งกระตุ้นปมด้อยในใจ ซึ่งเธอกล่าวว่าบางครั้งสิ่งแวดล้อมทำให้เธอพิการยิ่งกว่าที่ควรเป็น ทั้งนี้สภาพจิตใจของเธอที่โตขึ้นแม้จะเหนื่อยจะท้อแต่พยายามคิดทุกสิ่งในทางบวก ทุกวันนี้เธอทุ่มเทให้กับการซ้อมเต็มที่มากกว่าที่เคย โดยได้การสนับสนุนจากธนาคารเกียรตินาคิน องค์กรที่เธอทำงาน ซึ่งสนับสนุนการเก็บ Ranking และทำผลงานของเธอ
    “ตอนนี้หนูไม่แค้นแล้วค่ะ ถามว่าเคยแค้นคนร้ายไหม เคย แต่ตอนนี้แทบจะไม่คิดถึงแล้ว เริ่มชินและมีความสุขกับการใช้ชีวิต ชีวิตเริ่มมีสีสัน ได้เจอเพื่อนนักกีฬาต่างประเทศ ไปต่างประเทศ เจอหิมะ ถ้าเราไม่เป็นแบบนี้คงไม่ได้มาเจอ เราอาจจะยังเป็นชาวสวน เผลอ ๆ คงเรียนไม่จบปริญญาด้วยซ้ำ อยู่กับบ้านช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำสวน การได้มาเป็นทีมชาติ มีธงชาติติดหน้าอกคือความภูมิใจที่สุดของชีวิต ไม่ง่ายนะแลกมาทั้งน้ำตา แต่ว่าผลที่ได้คือพ่อแม่มีความสุข มีคนชื่นชมลูก จากที่แม่ร้องไห้ตลอดเห็นลูกนั่งรถเข็นไปไหนไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้แกยิ้ม แกไม่เห็นเราพิการแล้ว ใคร ๆ มาบ้านก็มีแต่คนชมลูกสาว พ่อกับพี่ชายที่เคยแค้น เห็นเราทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้ ส่งเงินให้ครอบครัว มีรถขับ มีงาน เขาก็หายแค้นเพราะเห็นหนูอยู่ดีมีสุข
    หนูอยากจะฝากถึงทุกคนไม่ใช่แค่ผู้พิการแต่รวมถึงคนที่พบเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตด้วยว่า ของที่เสียไปแล้ว มันเกิดขึ้นแล้ว เราแก้ไขอะไรไม่ได้ เราต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส จะไปตอกย้ำตัวเองทำไมไม่มีอะไรดีขึ้น และไม่ใช่ว่าเสียแล้วจะไม่เหลืออะไร แม้จะไม่ดีเท่าเดิมแต่ในทางหนึ่งความไม่สมบูรณ์นั้นก็สามารถสร้างสิ่งใหม่ได้ หันมาทำสิ่งที่เราทำได้ให้ดีที่สุดดีกว่า”
    เรียนรู้และยอมรับสิ่งที่เป็น เพื่อที่จะค้นพบความสุขในทุกวันของชีวิต