ออล แม็กกาซีน

รองเท้า ‘Shuberry’ จากแฟชั่นสู่นวัตกรรม


ป้อ - กรกนก สว่างรวมโชค

ชีวิตของ ‘ป้อ - กรกนก สว่างรวมโชค’ เริ่มต้นจากความกล้าที่จะแสวงหาโอกาส กล้าที่จะก้าวสู่การทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย จนเกิดเป็นแบรนด์รองเท้าชื่อดังขวัญใจสาว ๆ ‘Shuberry’ (ชูเบอรี่) ด้วยดีไซน์ที่โดนใจและคุณภาพที่คับแก้วทำให้รองเท้าของป้อได้รับความนิยมไม่แพ้รองเท้านำเข้าจากเมืองนอก Shuberry ไม่หยุดแค่การเป็นรองเท้าแฟชั่น แต่ยังก้าวสู่การเป็นรองเท้าแห่งนวัตกรรมที่ช่วยรักษาโรค ‘รองช้ำ’ และได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่น ประจำปี 2556 จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอีกด้วย

     เราเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำถามที่ว่า อะไรคือสิ่งที่ผลักดันหรือกระตุ้นให้ป้อเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่ยังเป็นวัยเรียน นักธุรกิจสาวกล่าวว่า คำตอบของเธอไม่ได้สวยหรูอย่างที่ใครคิด ทุกสิ่งเกิดขึ้นจากสภาวะบีบคั้นของชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องดิ้นรน “ตอนเด็กสภาพครอบครัวถือว่าลำบากเลยก็ว่าได้ค่ะ ฐานะทางบ้านเหมือนคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป ไม่มีบ้านของตัวเองต้องอาศัยอยู่บ้านเช่า คุณพ่อทำงานอยู่สะพานปลา เป็นหลงจู๊ขายปลา ส่วนคุณแม่รับซ่อมขากางเกงอยู่หน้าบ้าน คุณแม่เป็นคนขยันเก็บเงินจึงไปเรียนทำขนมปังเพื่อเป็นอาชีพเสริม ประจวบกับคุณพ่อตกงาน ทำให้หันมาขายขนมปังจริงจัง ลูก ๆ ทุกคนก็ช่วยกันทำงาน ตอนเช้าตื่นมาช่วยกันทำขนมปังแล้วจึงไปโรงเรียน เสาร์อาทิตย์ก็เอาขนมปังใส่ตระกร้าเดินขายตามท้องถนน ตอนนั้นเรียนอยู่ชั้น ป.4 เราอยากช่วยขาย ถ้าขายไม่หมดก็ไม่กลับบ้าน ขายจนหมดทุกครั้ง ชีวิตวัยเด็กป้อจะทำงานหาเงินช่วยทางบ้านตลอด”   
     ด้วยฐานะทางบ้าน ทำให้เธอเกือบจะไม่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความใฝ่รู้และรักดีของป้อ ทำให้เธอสามารถขวนขวายจนสอบติดคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “ป้อเรียนสายพาณิชย์มา คุณแม่กะว่าถ้าเรียนจบจะให้ทำงานเลย แต่เราอยากเรียนต่อเลยไปลงเรียนพิเศษ ทว่าไม่ได้มีสตางค์จะเรียนได้หลายคอร์ส พอดีเพื่อน ๆ ช่วยพาเราแอบเข้าไปเรียน (หัวเราะ) ส่วนเราก็ช่วยติวให้เพื่อน ๆ ป้อชอบสอนหนังสือนะ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราก็รับจ๊อบสอนพิเศษ ถ้าถามว่าตอนเด็กเคยฝันว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร อยากเป็นครูค่ะ แต่ว่าต้องช่วยครอบครัวทำงานเลยทำให้มาทางค้าขายแทน พอดีคุณพ่อเสียตอนเรียนอยู่ ม. 1 คุณแม่กลายเป็นเสาหลักของครอบครัว คุณแม่จะไปรับของจากตลาดโรงเกลือมาขาย ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบจริง ๆ ตัวเราได้ติดตามคุณแม่ไปด้วย คิดว่าจากการบ่มเพาะตรงนี้ทำให้เรามีหัวการค้า ชอบมองว่าอะไรน่าจะเอามาขายได้ในเวลานั้น ๆ จะซื้อมาขายกัน
    พอขึ้นมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 4 เรียกว่าเป็นยุคเซ็นเตอร์พอยต์สยามสแควร์บูม วัยรุ่นเริ่มชอบสินค้าดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ด้วยความที่ฐานะทางบ้านเราไม่ได้ร่ำรวยจะแต่งกายด้วยแบรนด์เนมเหมือนเพื่อนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่เรารักการแต่งตัว ป้อจะใช้วิธีดัดแปลงของที่มี เอามาเย็บตรงนั้นเพิ่ม ติดโบว์ตรงนี้หน่อย ทำขึ้นเองทดแทนที่เราไม่สามารถใช้ของมียี่ห้อแบบเพื่อนได้ กลายเป็นว่าในสายตาเพื่อนเราเป็นเจ้าแม่แฟชั่นเสียอย่างนั้น (หัวเราะ) ด้วยพื้นฐานตรงนี้ทำให้ป้อมองเห็นโอกาส เห็นเทรนด์ จุดประกายให้คิดทำกระเป๋าแฟชั่นขึ้นมาขาย
    ป้อเปิดสมุดหน้าเหลืองแล้วโทรติดต่อทีละโรงงาน ตอนนั้นโทรจากตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญเลย ส่วนมากโรงงานใหญ่ ๆ เขาจะไม่รับ จนได้มาเจอโรงงานทำกระเป๋าพรีเมี่ยม ตั้งไม่ไกลจากจุฬาฯ ป้อแต่งชุดนิสิตหอบดีไซน์ที่คิดขึ้นเองไปคุยกับเขา อาซ้อเจ้าของโรงงานมีน้ำใจกับเรามาก เขาตกลงรับทำ ให้เราคุยกับช่าง ต้องบอกว่าป้อใช้วิธีชี้แล้วอธิบาย ตรงนี้อยากได้แบบนี้ หารูปจากนิตยสารมาใช้อ้างอิง กระเป๋าใบแรกเขาทำให้ฟรี ให้เราเอาไปเสนอขายก่อนค่อยมาจ่ายเงิน ซึ่งตอนนั้นอุปสงค์มันมีอยู่แล้ว เราก็ขายได้ จำได้เลยว่าเงินก้อนแรกที่ได้จำนวนสองแสนบาท เป็นเงินก้อนที่มากที่สุดในชีวิตที่เคยสัมผัสเลย ตัดสินใจทุ่มทุกอย่างกับการทำธุรกิจนี้เลยค่ะ จากฝากขายก็เปิดเป็นร้านของตัวเองที่สยาม มีขายทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า และรองเท้า พร้อมกับเปิดกิจการขายส่งรองเท้าไปพร้อมกันด้วย”
    สินค้าแฟชั่นมักเป็นสินค้าที่เมื่อเจอภาวะเศรษฐกิจผันผวนจะได้รับผลกระทบเป็นลำดับต้น ๆ ปี พ.ศ.2550 ป้อพบกับวิกฤติเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อยอดขายและรายได้ ทำให้เธอตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อรับมือสถานการณ์ “ถ้าร้านเรากระจุกตัวแค่สยามย่านเดียว เป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก เราต้องกระจายตัว เกิดแนวคิดเรื่องการเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้า พอดีทางห้างเขารู้จักแบรนด์เราที่ขายในสยามทำให้การติดต่อเจราจาง่ายขึ้น แต่ว่ารสนิยมลูกค้าที่เดินสยามกับที่เดินห้างฯ ย่อมต่างกัน เราก็ต้องปรับตัวให้รองเท้าลดความแฟชั่นจ๋าลง สามารถใส่ได้ทุกโอกาสมากขึ้น และราคาจับต้องได้ จึงเกิดเป็นร้าน ‘Shuberry’ ขึ้นมา
    กระแสตอบรับของ Shuberry เป็นที่น่าพอใจเรื่อยมา จนมาเจอวิกฤติเศรษฐกิจ อีกทั้งวิกฤติการเมือง “เมื่อ 5 ปีที่แล้วเราเจอวิกฤติต่อเนื่อง ตอนนั้นเราระดมเงินกู้จากทุกช่องทางจนไม่รู้จะไปกู้จากไหนแล้ว ถ้าไม่มีเงินเข้า ร้านต้องเจ๊งแน่ ๆ คำนวณแล้วว่าอยู่ได้ไม่เกิน 7 เดือน ตอนนั้นสมองทุกส่วนทุ่มให้กับ Shuberry อย่างเดียว”

กล้า... ที่จะก้าวสู่การเปลี่ยนแปลง
     เจ้าของแบรนด์รองเท้าชื่อดังกล่าวว่า สิ่งที่ทำให้รอดพ้นจากวิกฤตินั้นมี 2 อย่าง คือ การขายออนไลน์ และรองเท้านวัตกรรม Sofa Shoes (โซฟาชู) “ป้อเป็นคนไม่เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คเลย รู้สึกเสียเวลาทำงาน แต่ปรากฏว่าช่องทางนี้ทำให้เราได้ใกล้ชิดลูกค้า ได้รับฟังความเห็นและปรับปรุงสินค้าให้โดนใจ ที่ผ่านมาเราทำงานเหมือนอยู่บนหอคอยงาช้าง ทำงานในสำนักงานใหญ่ ไม่ได้รับรู้ผลตอบรับจากลูกค้าโดยตรง แต่โซเชียลมีเดียช่วยให้เราติดต่อลูกค้าได้ใกล้ชิดมากขึ้น พร้อมนำเสนอสินค้าได้ตรงใจ อีกอย่างคือรองเท้านวัตกรรม Sofa Shoes เป็นรองเท้าที่ช่วยบรรเทาโรครองช้ำ ช่วงที่ Shuberry เจอวิกฤติ ป้อประสบอุบัติเหตุให้ข้อเท้าหัก ทุกอย่างประดังเข้ามาจากเป็นคนไม่ร้องไห้เลยนะ ครั้งนั้นเราถึงกับร้องไห้ออกมา พอเอาเข้าเฝือกออกก็มีปัญหาเดินแล้วเจ็บส้นเท้าที่เรียกว่า ‘โรครองช้ำ’ ป้อหารองเท้าเพื่อสุขภาพหลายยี่ห้อมาลองสวม ก็ไม่ดีขึ้น จนวันหนึ่งเรานอนที่เตียงแล้วได้ไอเดียว่า เตียงนอนรับสรีระเราทั้งตัว แต่ก็นอนแล้วนุ่มสบาย ถ้าทำรองเท้าที่รับน้ำหนักเรา แต่สวมเดินแล้วยังนุ่มสบายล่ะ จึงออกแบบเป็นรองเท้ารุ่น Sofa Shoes ที่เหมาะสำหรับคนที่เดินแล้วเจ็บส้นเท้า โดยพื้นรองเท้ามีลักษณะนุ่มเหมือนโซฟา และมีปุ่มนวดเท้าซึ่งถูกออกแบบให้เหมาะสำหรับตำแหน่งของฝ่าเท้า ทว่าในตอนแรกไม่คิดว่าจะทำมาขาย เราแค่มีความรู้ด้านรองเท้า จึงพอจะจินตนาการได้ว่ามันควรจะเป็นอย่างไรถึงจะแก้ปวดเท้า แล้วทำออกมาใส่เอง พอดีญาติผู้ใหญ่มาลองสวมแล้วชอบ อยากให้ทำออกมาขาย เลยนำสินค้าตัวนี้เข้าโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีที่ปรึกษามาช่วยพัฒนา จนได้รับรางวัล นวัตกรรมดีเด่น ประจำปี 2556
     สินค้าตัวนี้เรียกได้ว่าเป็นตัวกู้ชีวิต Shuberry เลย ตัวเดียวทำยอดขายร้อยล้าน ถามว่าเราคิดไหมจะได้รับผลตอบรับขนาดนี้ ไม่คิดเลยค่ะ แรกเริ่มป้อมีความกังวลนะ ลูกค้าร้านเราเป็นกลุ่มที่ใส่รองเท้าแฟชั่นสวย ๆ แล้วรองเท้าหน้าตาแบบนี้เขาจะมองว่าตลกรึเปล่า ถ้าวางขายในร้านจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของร้านรึเปล่า ทั้งนี้จะให้แตกเป็นอีกแบรนด์ก็ไม่มีเงินทุนพอจะทำ จึงตัดสินใจลองชิมลางวางขายดู ปรากฏว่ามันขายได้นะ คนที่สนใจ Sofa Shoe จะมีสองกลุ่ม 1.คนที่ใส่รองเท้าสุขภาพ แต่ยังให้ความสำคัญกับดีไซน์ เราถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เขา 2.คนที่ชอบแฟชั่น แต่อยากใส่รองเท้าที่รู้สึกสบาย เหมือนเป็นรองเท้าสำหรับวันพักเท้า ถ้ามีกิจธุระก็ใส่ส้นสูง แต่วันธรรมดาก็มองหารองเท้าสำหรับพักที่ดีไซน์สวย Sofa Shoes จะจับได้สองกลุ่มนี้”
     จากความสำเร็จของรองเท้านวัตกรรมแก้ปัญหารองช้ำอันเป็นปัญหาใหญ่ของผู้หญิงหลายคน นำไปสู่รองเท้าที่เน้นสวมใส่สบาย และมีดีไซน์เก๋ไก๋รุ่นอื่น ๆ ต่อมา จนกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ Shuberry แบรนด์รองเท้าดังกล่าวยังตั้งเป้าว่าจะขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยดำเนินการ Rebranding พร้อมเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังตั้งเป้าหมายจะเป็นแบรนด์รองเท้าที่นำเสนอ Everyday Life Style มีสินค้าครอบคลุมทุกประเภท ทั้งต่อยอดสู่ลูกค้ากลุ่มอื่นนอกจากผู้หญิงด้วย
    “ป้อว่าตัวเองบ้าบิ่นมากกว่า” นักธุรกิจสาวเจ้าของแบรนด์รองเท้าชื่อดังตอบคำถามที่ว่า คิดว่าเพราะความกล้าได้กล้าเสียของตนเองรึเปล่า จึงทำให้สามารถพลิกชีวิตจนสำเร็จเช่นวันนี้ “เราบ้าพลัง เวลาทำอะไรเลยไม่ได้นึกถึงความล้มเหลว ไม่ได้กลัวว่าจะเจออุปสรรคไหม แต่จะนึกถึงว่าทำยังไงต่อไปมากกว่า ป้อเรียนรู้มาตลอดชีวิตว่าทุกครั้งที่เราเจออุปสรรค ทางแก้ไขไม่ได้มีทางเดียว ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ก็แค่ลองหนทางอื่น วันนี้เราอาจจะเหนื่อย แค่นอนให้เต็มอิ่ม พักผ่อนสักวัน แล้วค่อยกลับมาคิดใหม่ ไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้”
     ด้วยหัวใจกล้าที่จะก้าว ทำให้วันนี้เธอกลายเป็นนักธุรกิจสาวที่ไม่เพียงพลิกฟื้นชีวิต แต่ยังสร้างสรรค์นวัตกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม ประสบความสำเร็จบนหนทางที่เธอก้าวเดิน