ออล แม็กกาซีน

A Little Something เพราะเด็กเป็นได้มากกว่าที่คุณคิด


วรางคณา กาญจนชูศักดิ์ (แหม่ม)

ออลฯ ฉบับนี้ขอเชิญชวนทุกคนก้าวเข้าครัวด้วยมุมมองด้านใหม่ ที่มีคุณประโยชน์มากกว่าคำว่า ‘ทำกับข้าวเป็น’ ด้วยว่า A Little Something โรงเรียนสอนทำอาหารที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2009 กำลังตื่นตัวกับทักษะใหม่ ๆ ในยุคที่โลกหมุนไวไปกับดิจิตอล แต่พวกเขากำลังดึงคนในครอบครัวมาอยู่ร่วมกันด้วยการเปิดคลาสให้น้อง ๆ หนู ๆ ที่อายุ 1 ขวบครึ่งขึ้นไปได้เรียนทำอาหาร โดยมีผู้ปกครองเข้ามาเรียนด้วยได้ แค่ฟังก็น่าสนใจแล้ว นั้นเรามาพูดคุยกับ วรางคณา กาญจนชูศักดิ์ หรือ แหม่มผู้ก่อตั้งและเจ้าของไอเดียสุดเจ๋งนี้ พร้อมเชฟคนสวยดีกรีเลอ กอร์ดอง เบลอ เชฟพลอย - ฐาติกานต์ ตัณฑจินนะ ผู้ออกแบบสูตรให้กับโรงเรียนแห่งนี้

ก้าวออกจากมุมเดิม
     จากเอเจนซี่โฆษณาผู้แสนแอ็คทีฟ ชอบหาอะไรใหม่ ๆ ทำ แล้วมีโอกาสไปหาไอเดียจากงานแฟร์ที่ญี่ปุ่น เมื่อปี 2009 จึงเกิดเป็นโรงเรียน A Little Something สอนทำอาหาร 2 ภาษา ซึ่งตอนแรกเธอตั้งใจเพียงนำสินค้ามาขาย แต่ไป ๆ มา ๆ ได้เจอกับบริษัทขายอุปกรณ์ทำอาหารสำหรับเด็กที่เหมือนผู้ใหญ่ทุกประการ เพียงแต่เป็นขนาดเล็ก ไม่เหมือนกับเมืองไทยที่เป็นพลาสติก ใช้จริงไม่ได้ จึงกลับมาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
     “ตอนนั้นตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยเห็นในไทยมาก่อน เราก็คิดว่าจะสมัยไหนก็ตาม ปู่ย่าตายาย รุ่นเรา เด็กสมัยนี้ก็เล่นทำอาหารกันหมด แต่ว่าเล่นแบบใช้แป้งโดว์ ดินน้ำมัน ของเล่นกินไม่ได้จริง เลยมาศึกษาเพิ่มเติมว่าถ้าเด็กเรียนจริงจังจะได้อะไรจากการทำอาหารบ้าง แล้วข้อมูลที่ได้คือ มันมีข้อดีมากกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลย”
     แหม่มเริ่มจากศึกษาว่าเด็กเมืองนอกเริ่มทำอาหารกันตอนไหน และพบว่าที่อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น มีโรงเรียนสอนเด็กทำอาหารเปิดให้เรียนตั้งแต่อายุ 3 ขวบ “เรารู้สึกว่า ‘เจ๋ง’ เมืองไทยมันไม่มีอย่างนี้ ไอเดียแรกที่เห็นแล้วเกิดปุ๊บเลย ตอนนั้นคืออยากทำโรงเรียนแต่ทุกคนบอกว่า ‘หยุด ๆ ใจเย็น ๆ’เราเลยลงมือศึกษาจริง ๆ อ่านวิจัย ปรึกษาเพื่อนที่เป็นหมอ พยาบาล นักจิตวิทยา แล้วได้รู้ว่า ‘การทำอาหาร’ เนี่ยช่วยเรื่องพัฒนาการเด็กหลายอย่างนะ”
     นึกย้อนกลับไป ประเทศไทยยุคนั้นก็มีแต่โรงเรียนที่เน้นวิชาการเป็นกวดวิชาเยอะมากจนอ่อนเรื่องกิจกรรมไปเลย“แหม่มว่าถ้ามันมีอะไรสนุก ๆ ไม่ต้องเน้นท่องจำ แต่เน้นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เด็กจะรับได้เยอะกว่า เพราะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เขาได้เห็น แล้วเขาจะเข้าใจ จะทำได้ดีกว่าเหมือนกับการเข้าครัว สมมติเราสอนคำศัพท์เกี่ยวกับอาหาร เขาไม่เห็นภาพ แต่ถ้าเรียนแล้วได้ลงมือทำด้วย เขาจะรู้ว่าอันนี้เรียกว่า ‘dough’ (แป้งปั้นทำขนม) นะ อันนี้ ‘spatula’ (ที่ปาดแป้ง) ได้ภาษา ทำได้จริง แล้วก็จดจำได้ด้วย”
     และที่เป็นที่น่าประหลาดใจของคนรอบข้างคงเป็นเพราะแหม่มเคยทำอาหารไม่เป็น “จริง ๆ ก็ไม่ได้เป็นคนรักการทำอาหารมาก แต่รู้ว่ามันเป็นทักษะที่ถ้ามีแล้วจะติดตัวเราไปจนวันตาย อยากให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ก็เลยเป็นที่มาของโรงเรียน” เรียกว่าเธอมองเห็นประโยชน์ของมันแม้ตัวเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญแต่ก็ทำหน้าที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสอน ช่วยสร้าง แล้วส่งต่อให้เด็ก ๆ นี่เอง


มองเห็นมุมใหม่
     “พอตัวเองมีลูกก็เลยรู้ว่าเด็กน่ะ เขาเรียนได้ตั้งแต่เด็กมาก ๆ เลยนะ แต่ผู้ใหญ่ต่างหากที่ไปรู้สึกว่ามันอันตราย เลอะเทอะ” โรงเรียนตอนเริ่มแรกรับเด็กอายุต่ำสุดอยู่ที่ 3 ขวบ แต่ปัจจุบันมีเด็กอายุขวบครึ่งที่เรียนกับแม่ได้แล้ว ไอเดียนี้ก็มาจากการที่แหม่มลองให้ลูกสาวตัวน้อย ๆ ลองทำไข่เจียวด้วยตัวเอง ตั้งแต่ตอกไข่ ทอด ใส่จาน และเธอก็ทำได้จริง ๆ การเรียนทำอาหารจึงมีคุณประโยชน์อีกหลายประการ อาทิ
     ความกล้า “เราให้เขาจับอุปกรณ์เอง แล้วดูแลใกล้ชิด ระวังแก๊ส ระวังของมีคม ก็เลยรู้ว่าจริง ๆ แล้วเด็กทำได้ แต่ว่าเราเองที่ไม่ปล่อยให้ลูกทำ เพราะรู้สึกว่าลูกทำไม่ได้หรอก แหม่มเห็นมาตั้งแต่ผู้ปกครองรุ่นแรก ๆ ที่ตกใจตอนเห็นลูกตอกไข่ได้ คือเขาทำได้นะ เพียงแต่ปกติพอเขาทำไข่แตกปุ๊บ ผู้ใหญ่จะรู้สึกว่าเลอะ กรี๊ด วิ่งเข้ามาพุ่งไปเช็ดแต่ที่นี่เราจะไม่ตกใจ ถ้าเปื้อนก็พาไปล้างมือ แค่นั้นเราจะไม่ตกใจ ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะเขายังกะน้ำหนักไม่ถูก การห้ามหรือไม่ให้ทำอะไรหลังจากที่เขาผิดพลาด จะทำให้เด็กไม่กล้าทำอะไรเลย นี่เป็นการสร้างความกล้าให้เขาค่ะ”
การเข้าสังคม แม้อาหารจะเป็นการทำคนเดียว แต่การเรียนเป็นกลุ่มในคลาสเดียวกันต้องมีการรอในขั้นตอนที่แบ่งงานกันทำ หรือรออาหารเสร็จทำให้พวกเขารู้จักการแบ่งปัน และรอคอย “จะมีบ้างเด็กบางคนที่ไม่อยากรอ จะเอาก่อนก็ต้องบอกว่าทีละคนนะ มันเป็นอีกทักษะในการอยู่ร่วมกับคนอื่น ก็ต้องรอ ต้องแบ่งของกัน”
     สมาธิ “จริง ๆ แหม่มว่าทำครัว ทำเองที่บ้านได้นะ ทำได้หมดแหละ เพียงแต่ขอให้มีเวลาร่วมกับเขามากกว่า ทำแค่ไข่ง่าย ๆ ก็ทำเถอะ เน้นการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ให้เขามาช่วย ถ้าพ่อแม่รู้จักธรรมชาติของลูก เขาจะรู้ว่าลูกสนใจหรือไม่สนใจอะไร ขอเพียงพ่อแม่ผู้ปกครองมีเวลามากพอที่จะทำกิจกรรมกับลูก ให้เขาไม่เบื่อและทำร่วมกันตลอดก็จะช่วยสร้างสมาธิให้เขาได้”
พัฒนาการ การสอนของที่นี่จะนำวัตถุดิบสด ๆ จริง ๆ มาสอนเด็ก เช่น ข้าวโพด ก็จะยกมาตั้งแต่ยังมีเปลือกทำให้เขาเรียนรู้วิธีการแกะ การดึง จนรู้ที่มาของอาหารที่กินเข้าไป ช่วยในเรื่องสุขภาพ เพราะรู้จักกินของที่มีประโยชน์ และแม้ผลงานจากการเข้าครัวอาจไม่ได้ชัดเจนว่าเด็กจะต้องทำอร่อย หรือเห็นเป็นชิ้นงานเหมือนเรียนศิลปะ แต่ในระยะยาวนั้นเด็กยังได้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่ฝึกจากการจับมีด จับกระทะอีกด้วย“มันคือ Real Hand on Experience นะ พอได้ลงมือได้สัมผัสอาหาร ได้สร้างสรรค์จริง ๆ เด็กเขาจะภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำเด็กบางคนที่ไม่กินผัก แต่เมื่อมาเรียนแล้วต้องใช้ผักทำอาหาร เขาก็จะยอมกินผักที่เขาทำ เพราะเขารู้ว่ามันมาจากไหน ทำยังไง วิธีการ ตั้งแต่ต้นจนจบ”


มุมที่เป็นทั้งบ้านและความรัก
      “ถ้ามีคนถามว่าทำโรงเรียนนี้แล้วได้อะไร คือจริง ๆ ไม่ได้ทำแล้วรวยนะ แต่ยิ่งทำไป ยิ่งผูกพัน เป็นที่ที่รวมคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นคนสอนพ่อแม่ ผู้ปกครอง เด็กที่มาเรียน เขาไม่เหมือนลูกค้า แต่เป็นพี่น้องที่มาทำครัวกัน ผ่านไปกี่ปีก็ยังติดต่อ ยังอยากกลับมาเรียน กลับมาเจอกันอีกครั้ง อุปกรณ์และวัตถุดิบแต่ละอย่างของที่นี่จึงเหมือนบ้านของแหม่มเอง คล้ายจะบอกกับพ่อแม่ทุกคนที่พาลูกเข้ามาเรียนว่าใช้เวลากับลูกให้มาก ๆ เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญกับพัฒนาการที่จะติดตัวไปตลอดชีวิตของพวกเขา เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่ทำด้วยหัวใจ มอบให้กับเด็กเล็ก ๆ อย่างแท้จริง”



ฐาติกานต์ ตัณฑจินนะ (เชฟพลอย)

ใช้ใจ

     “จิตวิทยานี่ไม่มีเลยนะ พลอยแค่ใช้ความชอบแล้วเข้าหาเด็ก จริง ๆ แล้วคิดว่าทุกอย่างถ้ามันมาจากความชอบ มันก็น่าจะทำได้ดีที่สุด เราไปเรียนมาก็จริง แต่ถ้าใจเราไม่ได้ชอบ ไม่ได้รัก มันก็ทำไม่ได้ดีเท่าคนที่ทำจากใจ เพราะสิ่งที่มาจากตำรากับความเป็นธรรมชาติมันต่างกัน” หนึ่งในเชฟรุ่นบุกเบิกของ A Little Something ที่ปัจจุบันเป็นผู้คิดค้นสูตรให้กับโรงเรียนแห่งนี้บอกกับเราว่าเธอเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ และชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก พอเรียนจบก็ไปเรียนทำอาหารต่อกับเลอ กอร์ดอง เบลอ แต่ไม่เคยรู้ว่ารักเด็กจนได้มาทำงานที่นี่ จึงกลับมามองตัวเองอีกครั้งว่าตั้งแต่อดีตก็ชอบทำงาน ชอบเล่น ชอบสอนเด็ก ๆ จนปัจจุบันรู้ใจและผูกพันกับเด็กน้อยไปแล้วเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอน ตั้งแต่การวางแผนคลาส เมนู วัตถุดิบ อุปกรณ์ที่เลือกจึงมาจากใจ และขอแบ่งปันให้นักอ่านได้รู้จักเด็ก ๆ มากขึ้นอีกนิด “เด็กเขาใสมากจริง ๆ แค่เราเล่นมุกอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเขาก็ขำแล้วเวลาแสดงออกถึงความรู้สึกเขาไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด รู้สึกยังไงแสดงออกมา  อย่างนั้นเลย ขณะที่ผู้ใหญ่ยิ่งโตก็ยิ่งเกรงใจกันมากขึ้น การพูดก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง”
    ความท้าทายจึงอยู่ตรงที่เด็กแต่ละคนมีนิสัยที่ไม่เหมือนกัน การจะทำให้เด็กชอบหรืออยากเรียนด้วยนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เธอก็ทำได้ “น้องบางคนที่มาคลาสครั้งแรกเขาจะอยู่ในคอมฟอร์ทโซนของเขา เราต้องทำให้เขารู้สึกว่าเราก็เป็นคอมฟอร์ทโซนของเขา ให้เรารู้สึกปลอดภัย สนุก มีความสุขที่จะอยู่กับเราด้วยการพูดคุย การสังเกตหยอกล้อขอเพียงเขามีปฏิกิริยาตอบกลับเพียงเล็กน้อยก็จะสามารถดึงดูดเขาได้แล้ว เช่น ชอบสีอะไร แล้วโยงมาให้ถึงผักที่เราจะทำในวันนี้ แค่นี้ เขาก็จะอยู่กับเราได้ทั้งคลาส เราเองที่ต้องจัดคลาสให้น่าสนใจ ถ้าทำได้ ทั้ง 2 ชั่วโมงเต็ม ใจน้องจะอยู่กับเรา สนุกแบบที่ได้ใช้สมาธิ และได้รับความรู้ไปเต็ม ๆ” ถือเป็นอีกเคล็ดลับที่ครอบครัวหรืออาจารย์ยุคปัจจุบันอาจต้องศึกษา นำไปปรับใช้กับเด็ก ๆ ทุกวัย เพราะการพูดคุยเป็นวิธีที่ทำให้เข้าใจอีกฝ่ายที่มีประสิทธิภาพจริง ๆ

ใส่สิ่งสำคัญ
     แต่การเรียนการสอนจะเอาแต่สนุกก็ไม่ได้ เพราะเชฟเองก็ต้องโฟกัสที่สิ่งที่เด็กจะได้รับในแต่ละคลาสกลับไปบ้านเช่นกัน ไม่น่าเชื่อว่าการคุมเด็กให้อยู่หมัดก็นับเป็นอีกศิลปะอีกแขนงเช่นกัน เรามาดูกันว่าเชฟพลอยใช้ท่าไม้ตายอะไร ดึงเด็กขวบสองขวบให้นั่งนิ่งไม่ซนป่วนในคลาส
     มีเหตุผล “ในการสอนเด็ก ทั้งเราและเขาต่างต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกันไปพร้อม ๆ กัน เขาชอบ ไม่ชอบอะไร เช่น ไม่ชอบกินผัก เราก็ต้องบอก ทำไมต้องทานผัก ไม่ใช่บอกว่าเพราะผักมีประโยชน์นะ เพราะเด็กไม่รู้หรอกว่าประโยชน์คืออะไร เราต้องบอกว่า ‘ถ้าทานผักนะเราก็จะยกของได้เยอะขึ้น’ คือ เวลาเราพูดต้องให้เขาเห็นภาพ ใช้อะไรที่มันใกล้ตัวเขาใช้ภาษาให้เหมาะสมกับเด็กสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องไปเรียนเพิ่มนะ แค่ตั้งใจพูดคุยกับพวกเขา แล้วเราจะเข้าใจเขาเอง”
     ชื่นชม “เด็กน่ะจริง ๆ เขาอยากมีความภูมิใจ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรได้ แล้วเราให้คำชมที่มาจากใจจริง ๆ ไม่ใช่ชมแบบสุ่ม ๆ ว่า ‘เก่งมาก ๆ ๆ’ ไปซะทุกครั้ง แต่เป็นเราที่ต้องสังเกตด้วยว่าครั้งที่แล้วเขาทำอันนี้ได้ ครั้งนี้เขาหั่นเก่งขึ้นนะ เราถึงชม เขาจึงจะมีความภูมิใจ แล้วครั้งหน้าเขาก็จะตั้งใจทำมากขึ้นไปอีกเราต้องใส่ใจเด็กทุกคน”
     ทำเป็นตัวอย่าง มีมาตรฐาน “เวลาสาธิตการทำอาหาร เราก็ต้องทำให้ดูอย่างนั้นตลอดน้องจะเรียนรู้จากตัวอย่างมากกว่าคำพูด ตัวเราต้องเป็นมาตรฐาน เพราะอะไรที่ทำแล้วคิดว่าดี แล้วมันดีจริง ๆ ก็จะทำตลอด พอน้องเห็นเราเก็บของบนโต๊ะ เช็ดโต๊ะก่อน ล้างมือทุกครั้งหลังจากจับเนื้อสัตว์สด ๆ เพราะจะได้สะอาด ไม่มีเชื้อโรค เราก็ต้องบอก ถึงมันจะค่อนข้างละเอียด แต่ถ้าเเราทำแบบนี้ตลอด มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นปกติที่ปลอดภัย มีสติ น้องเขาก็จะรู้และทำตาม สอนทุกคนเหมือนเราสอนลูกหลาน ทำทุกคลาสของเขาและเราให้เป็นคลาสแรกที่ดีที่สุดเสมอนะ”
    ภายใต้กฎระเบียบ“ในคลาสไม่มีอะไรผิดเลย ทำอะไรก็ได้ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในกฎระเบียบ เพื่อป้องกันพวกเรื่องอันตรายนี่ละ ห้ามวิ่งในคลาส เพราะจะสะดุดสายไฟ เป็นแผล ก็ต้องบอกเขาเป็นลำดับขั้นตอน ไม่ใช่ทุกอย่างห้ามจับ ห้ามนู่นห้ามนี่ เพราะถ้ายิ่งห้ามน้องก็จะยิ่งไม่ได้เรียนรู้ เราต้องบอกให้เขาเข้าใจถึงจะถูก

    สิ่งเหล่านี้ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไม ‘แหม่ม’ และ ‘เชฟพลอย’ ถึง ‘เอาอยู่’ กับน้อง ๆ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กขวบสองขวบจนถึงสิบกว่าปี เพราะฉะนั้นยิ่งเป็นพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก ๆ อย่าเสียเวลาไปกับไอแพด ไอโฟนเลย พาลูก ๆ เข้าครัว จับตะหลิว กระทะกันดีกว่า