ออล แม็กกาซีน

ปรับเปลี่ยนเรียนรู้ อยู่ยั้งยั่งยืน : สันติสุข พรหมศิริ


สันติสุข พรหมศิริ

เมื่อเอ่ยชื่อ ‘สันติสุข พรหมศิริ’ ภาพพระเอกไทยแท้หน้าตาคมเข้มก็ลอยมาแต่ไกล แม้ว่าวันนี้ ‘หนุ่ม สันติสุข’ จะพลิกบทบาทจากพระเอกไปรับบทพ่อ บทตัวร้าย หมุนจากจอเงิน (ภาพยนตร์) ไปสู่จอแก้ว (โทรทัศน์) จากดารานักแสดงไปเป็นพิธีกร จากรับจ้างแสดงกลายเป็นผู้จัดละคร ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน แฟนหนังไทยก็ยังจดจำและยอมรับ ‘หนุ่ม สันติสุข’ ในทุกบทบาทได้ดี และไม่ว่าโลกบันเทิงจะหมุนไปทางใด ‘สันติสุข พรหมศิริ’ ก็ยังคงยืนหยัดท้าทายความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างเต็มภาคภูมิ แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ ‘สันติสุข พรหมศิริ’ สามารถโลดแล่นอยู่ในโลกบันเทิงแห่งนี้มากว่า 30 ปี เรามารับรู้ไปพร้อม ๆ กัน...

วงการบันเทิงไทยอ้าแขนรับ ‘สันติสุข พรหมศิริ’ ตั้งแต่เมื่อไหร่
สันติสุข :  จริง ๆ แล้ว ผมเริ่มเล่นละครมาตั้งแต่อยู่ชมรมการแสดง ช่วงเรียนปี 3 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็ราว ๆ ปี 2527 แต่ก่อนหน้านั้นก็เล่นดนตรีมาก่อนนะ ชอบร้องเพลง ชอบทำกิจกรรม พอมาเรียนที่รามคำแหงปี 1 เพื่อนก็ชวนไปอยู่ชมรมการแสดง ผมก็ไป ไปช่วยทำฉาก ทำอะไรต่อมิอะไร แล้วที่นี่เขาจัดละครเวทีทุกปี ไม่ได้ขายบัตรเข้าชม แต่เขาขายดอกกุหลาบเพื่อเอาเงินมาบริจาคเข้าชมรมฯ ถือเป็นกิจกรรมขององค์การนักศึกษา ผมชอบทำกิจกรรมอยู่แล้วก็เลยมาช่วย ก็ได้เจอกับรุ่นพี่รามคำแหงที่จบไปแล้ว อย่างพี่อุทุมพร ศิลาพันธ์ และพี่ยิ่งใหญ่ อายะนันท์ พี่ ๆ เขาเริ่มเป็นดารามีชื่อเสียง เขาเลยชวนรุ่นน้องไปเล่นเป็นตัวประกอบ ผมก็ไปเล่นแบบสนุก ๆ ได้เงินครั้งละ 50 บาท 100 บาท จนกระทั่งมาเล่นจริงจังในเล่นละครเวทีเรื่อง ‘ฉันผู้ชายนะยะ’ ของ ดร.เสรี วงษ์มณฑา จากนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียง เพราะละครเวทีเรื่องนี้ดังมาก เล่นมาครึ่งปี คนดูเต็มทุกรอบทุกวัน

มารับบท ‘สาริน’ ใน ‘คำมั่นสัญญา’ ได้อย่างไร
สันติสุข :  ช่วงนั้นทางไฟว์สตาร์โปรดักชั่น กำลังหาพระเอกใหม่เรื่อง ’คำมั่นสัญญา’ พระเอกต้องเป็นนายร้อยและต้องตัดผมเกรียน ตอนแรกเขาจะให้หนุ่ย - อำพล ลำพูน รับบทนี้ แต่หนุ่ยเขาไม่อยากตัดผม เพราะเขาเพิ่งตัดผมมาจากเรื่อง ‘น้ำพุ’ เขาอยากเป็นนักร้องร็อค ๆ เลยไม่รับเล่น ตอนแรกผมไม่รู้ แต่พอรู้ก็... เออ ต้องขอบคุณคุณอำพลมา ณ โอกาสนี้ด้วย (หัวเราะขำ) เมื่อหนุ่ยไม่เล่น ไฟว์สตาร์ก็ต้องหาพระเอกใหม่ เขาส่งคนมาดูผมเล่นละครเวที แล้วก็ชวนผมไปเซ็นสัญญากับบริษัทไฟว์สตาร์โปรดักชั่น เพื่อเล่นเป็นพระเอกใน ‘คำมั่นสัญญา’ ของพี่คมสันต์ พงษ์สุธรรม เป็นเรื่องแรก ถ่ายทำช่วงปี 2529 ออกฉายปี 2530 แล้วก็ได้เล่นภาพยนตร์ของไฟว์สตาร์ฯ เรื่อยมา

แต่บทที่ทำให้ ‘สันติสุข พรหมศิริ’ โด่งดังเป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศคือบท ‘บุญชู บ้านโข้ง’ ในเรื่อง ‘บุญชูผู้น่ารัก’ ในฐานะนักแสดงใหม่ รู้สึกอย่างไรที่แฟนหนังไทยให้การต้อนรับขนาดนี้
สันติสุข :  ตอนแรกผู้กำกับ (บัณฑิต ฤทธิ์กล) ก็ไม่ได้คิดว่า ‘บุญชูผู้น่ารัก’ จะเป็นหนังตลกนะครับ เขาวางไว้ให้เป็นหนังชีวิต เป็นชีวิตเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่เข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนหนังสือ แม่ก็เตือนว่าให้ตั้งใจเรียนหนังสือ อย่าไปยุ่งกับผู้หญิง แต่ในที่สุดบุญชูหลงระเริงแสงสี น้ำตาเช็ดหัวเข่าจนได้ จากหนังชีวิตเด็กบ้านนอก กลายเป็นถูกใจคนดูหนังไทยทั้งประเทศ ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ เรียกว่าไปที่ไหน โรงภาพยนตร์แตก เข้าใจใช่ไหมกับคำว่าโรงแตก (หัวเราะ) คนดูนั่งกันเต็มทางเดิน เลยเถิดมาถึงเวที แล้วด้วยระบบเสียงของโรงหนังสมัยก่อนมันก็ไม่ค่อยดี เวลาคนหัวเราะหรือถูกใจเขาก็จะกระทืบเท้า เขย่าเก้าอี้ กลบเสียงหนังหมด ผมได้ยินนี่ขนลุกเลยนะ มันสนุกมาก เป็นความสนุกแบบธรรมชาติ จากหนังชีวิตกลับกลายเป็นหนังตลก แถมยังประสบความสำเร็จ ทางไฟว์สตาร์ฯ ก็อยากให้พี่บัณฑิตทำต่อ จริง ๆ พี่เขาก็ไม่อยากทำ เพราะมันประสบความสำเร็จแล้ว แต่สุดท้ายก็ทำมาเรื่อย ๆ แถมยังได้เงินเยอะขึ้นทุกภาค ภาคแรกฉายอยู่ 3 เดือน ได้ 14 ล้าน ทั้ง ๆ ที่ค่าดูสมัยก่อนแค่ 20 – 30 บาทเองนะ ภาคสองได้ 17 ล้าน ภาคสาม 25 ล้าน ภาคถัดไป 30 ล้าน ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร รู้แค่ว่าทำหน้าที่ของตัวเองไป แต่ก็ดีใจและมีความสุขที่ได้รับการตอบรับที่ดีตลอด

ยุคนั้น ‘สันติสุข - จินตหรา’ น่าจะเป็น ‘คู่ขวัญ’ คู่สุดท้ายของวงการภาพยนตร์ไทย เพราะเล่นหนังคู่กันเยอะมาก การทำงานในช่วงนั้นเป็นอย่างไร
สันติสุข : สมัยนั้นเราสองคนอยู่ในช่วงกึ่ง ๆ กึ่งเป็นนักแสดง กึ่งเป็นทูตสันถวไมตรี (หัวเราะ) กว่าที่คนดูจะชอบพระเอกนางเอกคู่กันได้ใช้เวลานานมาก มันต้องมีทั้งเรื่องความรับผิดชอบ เรื่องความประพฤติ เรื่องอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ ถ้าเราไปทำสิ่งไม่ดี ความเป็นขวัญใจคนดูก็จะค้ำคอเรา เหมือนกับเขายกเราให้เป็นบุคคลตัวอย่าง เป็นไอดอลของเขา เราต้องทำตัวให้ดี ไม่ทำอะไรเสียหาย เราทำโดยที่ไม่ต้องมีใครมาบอก เวลาไปไหนมาไหน จะมีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่มารอ มาขอลายเซ็น แม้ว่าบางครั้งเราจะเหนื่อยหรืออยากนอน แต่เราก็ต้องยิ้ม เพราะเขาอุตส่าห์มารอ ซึ่งน่าจะแตกต่างกับยุคนี้พอสมควร นักแสดงสมัยนี้เขาคิดว่าจะแต่งตัวหรือทำอย่างไรก็ได้เป็นเรื่องส่วนตัว เขาไม่ได้ขอใครกิน ผมว่าต้องระวังนิดหนึ่งนะ เพราะมันส่งผลกระทบต่อวัยรุ่น โดยเฉพาะเรื่องเพศ อย่าให้มันโจ๋งครึ่มเกินไป

พอหมดยุคภาพยนตร์ คุณก็ก้าวมาสู่พระเอกละครโทรทัศน์ เล่าบรรยากาศในช่วงนั้นให้ฟังหน่อย
สันติสุข :  ตอนเล่นเรื่อง ‘บุญชู 8 เพื่อเธอ’ เป็นช่วงที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ สวรรคต ทำให้คนไทยเศร้าทั้งประเทศ ไว้ทุกข์แต่งชุดดำกันเป็นปี ๆ วงการหนังก็ซบเซาไปด้วย ผมเลยหันมาเล่นละครโทรทัศน์ สมัยก่อนภาพยนตร์จะเรียกว่า ‘จอเงิน’ เพราะจอมันฉาบด้วยสารปรอทสีเงิน ๆ ส่วนโทรทัศน์นี่เรียกว่า ‘จอแก้ว’ เพราะเป็นจอโค้ง ๆ ทำจากแก้ว สมัยนั้นถ้าพระเอกนางเอกหนังลงมาเล่นละครทีวี คนส่วนมากเขามองว่าคนคนนั้นตกแล้ว เคยเล่นอยู่จอใหญ่ดี ๆ แล้วลงมาเล่นที่จอเล็ก เขาเรียกว่าคนละดิวิชั่น (หัวเราะ) แต่ผมกลับมองว่ามันอยู่ที่ดวงของแต่ละคนด้วย อย่างพี่หนิง – นิรุตติ์ ศิริจรรยา เล่นหนังไม่ค่อยดัง แต่มาเล่นละครดังระเบิดระเบ้อ ช่วงที่ผมลงมาเล่นละคร ผมหมดสัญญากับทางไฟว์สตาร์พอดี ตอนลงมาเล่นใหม่ ๆ ก็ต้องปรับตัวพอสมควร เพราะอายุเริ่มมากขึ้น เริ่มหาบทลงยาก กลายเป็นช่วงสุญญากาศที่ไม่รู้จะไปเล่นบทไหน เป็นพระเอกก็ไม่ได้ เป็นพ่อก็อายุไม่ถึง เป็นตัวน้าก็ไม่ใช่ เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณ 2 – 3 ปี ช่วงนั้นก็เลยรับงานพิธีกรบ้าง งานพากย์หนังบ้าง ได้พากย์แอนิเมชั่น พากย์หนังการ์ตูน พากย์สารคดี โชคดีที่ผมใช้เสียงตัวเองพากย์หนังมาโดยตลอด ก็สนุกสนานกันไป กระทั่งวัยได้ เลยมาเล่นละครเต็มตัว ช่วงนั้นละครก็เริ่มบูมด้วย ผมเล่นละครเยอะมากเกือบ ๆ 200 เรื่อง เฉลี่ยปีละ10 เรื่อง เล่นเยอะกว่าพระเอกอีก (หัวเราะ) ถ้าเล่นเป็นตัวพ่อ จะเล่นได้ทุกเรื่อง และด้วยความที่ผมเล่นได้หลายบท ไม่ว่าจะเป็นตลก โหด กุ๊กกิ๊ก ร้าย เล่นได้หมด งานก็เลยเข้ามาเยอะ ถ้านับจริง ๆ ผมเป็นมาหมดแล้วตั้งแต่พ่อพระเอก พ่อนางเอก พระ มาเฟีย ตำรวจ ทหาร หมอ (หัวเราะ)

เล่นมาทุกบทบาทขนาดนี้ เทคนิคที่ใช้ในการแสดงคืออะไร
สันติสุข :  เทคนิคของผมคือการท่องจำ จำบทจำตัวละครที่เราแสดง ตอนช่วงปี 2531 ผมถ่ายหนัง 3 เรื่องพร้อมกัน มีเรื่องคนทรงเจ้า เล่นเป็นหมอผี เรื่องบุญชูสองน้องใหม่ เล่นเป็นนักศึกษา เรื่องเรือนแพ เล่นเป็นนักมวย ตอนนั้นก็งง ๆ อยู่เหมือนกัน ตอนเล่นคนทรงเจ้า ผมกับอาแจ๊สสยาม ปลอมตัวไปดูพวกร่างทรง เขาก็ทายมาว่า สองคนนี้มีดวงจะได้ไปเมืองนอก เราก็แอบขำว่า จะไปยังไง คิวถ่ายหนังแน่นทั้งเดือนขนาดนี้ ไม่ได้ไปไหนแน่นอน (หัวเราะ) แต่เราก็ต้องไปดู ว่าเขาทำท่าทางยังไงบ้าง เพราะเราไม่เคยเห็น แล้วเอาท่าทางบุคลิกของเขามาใช้ในการแสดง สวมวิญญาณเล่นไปตามบทที่เขาให้มา โดยใส่ความคิดของเราเข้าไปว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เราจะทำยังไง จากนั้นก็แสดงออกมาตามบทบาทนั้น ผมไม่เคยไปเรียนการแสดงที่ไหน แล้วก็คิดว่าคนที่แสดงเก่ง ๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้เรียนหรอก เขาจะช่างสังเกต และแสดงมาจากอินเนอร์ข้างใน บางคนก็เกิดจากพรสวรรค์ด้วย ทำงานมานาน ๆ เข้า มีประสบการณ์มากขึ้น ตรงนี้ก็ช่วยได้




งานพิธีกรก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ชอบด้วยใช่ไหม
สันติสุข : 
ครับ (ยิ้ม) พิธีกรเป็นอีกงานที่ชอบทำ เพราะเป็นเหมือนการแสดงอย่างหนึ่ง รายการที่ทำนานที่สุดก็คือ ‘ศูนย์ 7 โชว์’ ทำอยู่นานถึง 15 ปี อย่างงานพิธีกรนี่ พอทำไปนาน ๆ เราจะสามารถควบคุมคำพูดของได้ สมองจะประมวลผลเร็วขึ้นเหมือนคอมพิวเตอร์ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ล้วน ๆ รายการนี้สนุกเพราะเป็นรายการสด ต้องมีสมาธิ มีปฏิภาณไหวพริบ ต้องพูดให้เป็น พิธีกรเป็นงานที่คนเขาให้ความเชื่อถือมาก เวลาจะพูดหรือทำอะไร ก็ดูน่าเชื่อถือ

วงการบันเทิงสมัยก่อนแตกต่างกับสมัยนี้อย่างไรบ้าง
สันติสุข : 
สมัยก่อนถ้าอยากเป็นดาราต้องไปนั่งที่บันไดด้านหน้าของศูนย์การค้าสยาม ไปนั่งรอแมวมอง เผื่อมีใครมาทาบทาม (หัวเราะ) อาชีพดารานักแสดงในสมัยก่อนถือเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน ไม่ค่อยมีใครส่งเสริมให้ลูกหลานเข้ามาเท่าไหร่ เพราะว่ามันไม่มั่นคงเหมือนหมอหรือทหาร แต่ผมกลับมองว่า อาชีพนักแสดงเป็นการขายเงา ถ้าจะขายเงาได้ก็ต้องมีตัวตนของเราก่อน นั่นคือคุณต้องแสดงได้จริง จะยากลำบาก จะเหนื่อยแค่ไหนยังไงก็ต้องทำให้ได้ แต่สมัยนี้เป็นยุคที่แม่จูงมือลูกมาแล้วบอกว่า “เอาลูกฉันไปเลยเอาไปเลย จะเอาไปทำอะไรก็เอาไปเลย ช่วยปั้นให้มันเป็นดาราหน่อย” รายการโทรทัศน์เดี๋ยวนี้ มีแต่รายการประกวดให้คนเข้ามาเป็นดารา เป็นนักร้อง สมัยก่อนเป็นดาราก่อนแล้วค่อยไปค้นหาว่า คนคนนี้เป็นใครมาจากไหน มีความสามารถอะไร ทำไมถึงมาเป็นดารา แต่ทุกวันนี้ เรารู้ทุกอย่างหมดแล้ว ไม่ต้องไปค้นหาอะไรเลย ก็เลยอยู่กันได้ไม่นาน เพราะมันไม่ต้องค้นหาอะไรแล้ว ทุกคนรู้เรื่องดาราหมดผ่านไอจี ผ่านเฟซบุ๊ก กินอะไรก็รู้ ทะเลาะกับแฟนก็รู้ บางครั้งคนดูรู้ก่อนแฟนเขาอีก ตัวแฟนเองยังไม่รู้เลย (หัวเราะ) ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว

ตลอดเวลาที่ทำงานในวงการบันเทิงมากว่า 30 ปี คุณยึดหลักอะไรในการทำงาน
สันติสุข : 
ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้ผมอยู่มาได้ในทุกวันนี้คือการรักษาเวลา ต้องเป็นคนตรงต่อเวลา ถ้านัดเวลาไหน เราต้องปรากฏร่างเป๊ะในเวลานั้น เพราะเราต้องทำงานกับคนหลายคน ถ้ากองถ่ายมารอเราคนเดียวก็จบกัน เรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานของผม เวลาผมไปถ่ายละครกองไหนเขาก็จะชอบ เพราะผมไม่เรื่องมาก ไม่ค่อยมีปัญหา ให้นอนรอตรงไหนก็รอ อาชีพนี้เหมือนเขาจ้างเราไปรอเวลาทำงานมากกว่า ถ้าเขาจ้างเรา เราก็อยู่ได้ทั้งวันไม่บ่น จะถ่ายผมตอนไหนได้ ผมก็รอได้ แต่บางคนเขารับไม่ได้นะ ทำไมถึงเวลาแล้วยังไม่ถ่าย แล้วจะเลิกกองกี่โมง แบบนี้ก็มี

สิ่งที่ทำให้ทุกคนยอมรับในความเป็น ‘สันติสุข พรหมศิริ’ คืออะไร

สันติสุข :  คงเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ทุกครั้งที่ผมรับงาน ผมทำการบ้านเต็มที่ เพื่อให้เล่นได้แบบไม่เสียชื่อเสียงเสียเครดิตที่สั่งสมมานาน ตอนรับบทพระยาอภิบาลบำรุงใน ‘ขมิ้นกับปูน’ ที่เพิ่งได้รับรางวัล ‘นาฏราช’ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ผมทำการบ้านเต็มที่ ตอนแสดงเป็นผู้ใหญ่ผัน เป็นบุญชู หรือเป็นอะไรก็ตาม ผมเต็มที่ทุกบท ผมว่ามันเป็นเครดิตอย่างหนึ่ง ทำให้เรายังมีงานแสดงเยอะและใคร ๆ ก็อยากร่วมงานด้วย เพราะเขารู้ว่าทำงานกับเราแล้วได้ครบตามเป้า ไม่มีปัญหา เข้ากับทุกคนได้หมด ตอนนี้ผมเริ่มผันตัวเองมาเป็นผู้จัดละครเรื่องแรกให้ทางช่อง 7 เป็นซิทคอมชื่อ ‘รักกัน มันแจ๋ว’ กำลังถ่ายทำอยู่ เป็นเรื่องราวในเวดดิ้งสตูดิโอ แล้วก็คงมีเรื่องต่อ ๆ ไปอีก แต่งานแสดงก็ยังไม่ทิ้ง เพราะเป็นงานที่ผมรักครับ (ยิ้ม)

กว่าจะผ่านมาถึงวันที่ทุกคนยอมรับ เคยเหนื่อยหรือท้อบ้างไหม
สันติสุข : ก็มีบ้าง... อาชีพนักแสดงจะมีบางอย่างที่คนอื่นไม่ค่อยเข้าใจ เขาคิดว่าการเป็นนักแสดงนั้นสบาย เขานึกว่าเราอยู่แต่ในห้องแอร์ เขาลืมคิดไปว่าตอนที่เราไปถ่ายในถ้ำ ในป่า ออกจากป่ามาอีกทีคือวันใหม่แล้ว ในนั้นไม่มีที่พัก ไม่มีห้องน้ำ เวลาลำบากก็ลำบากจริงๆ นะครับ อย่างเรื่อง ‘สุดรักสุดดวงใจ’ ของช่อง 7 ผมต้องขี่รถซาเล้งเก็บขยะขาย โลเกชั่นทั้งเรื่องคือกองขยะ ซึ่งเป็นกองขยะจริง ๆ เมคขึ้นมาไม่ได้ ในใจนี่แอบคิดเลยนะว่าเมื่อไหร่จะปิดกล้อง (หัวเราะ) ขนลุกทุกทีที่เข้าไปถ่ายในกองขยะ เพราะต้องไปกิน ไปนอนอยู่ในกองขยะ แมลงวันก็เยอะมาก พออาหารร่วงลงพื้น มันมารุมตอมเป็นสีดำพรึ่ดไปหมด โหดมากจริง ๆ แต่ก็ต้องทำได้ นี่เป็นมุมที่คนอื่นไม่เคยเห็น บางที่ที่อันตรายก็อันตรายจริง ๆ แต่พอรู้สึกว่าท้อ ก็จะคิดถึงตอนที่หนังออกฉาย อาชีพนี้เป็นอาชีพที่เห็นผลช้า ตอนถ่ายทำ เราอาจจะขี้เกียจ แต่พอเรานึกถึงตอนหนังหรือละครฉาย แล้วมันฉายวนอยู่อย่างนั้นเป็นร้อย ๆ รอบ ทำให้ฮึดขึ้นมาได้ว่าต้องทำให้ดีที่สุด แม้ใครจะไม่รู้ แต่เราก็รู้ว่าฉากนี้เราเล่นเต็มที่ไหม สิ่งนี้ทำให้เราฮึดขึ้นมาสู้ใหม่ได้ แต่ก็ไม่ค่อยท้อหรอกครับ พอมีครอบครัว มีภรรยา มีลูก เรามีภาระ ก็ต้องทำให้ได้

วงการบันเทิงให้อะไรกับคุณบ้าง
สันติสุข : โอ้โห... ให้เยอะแยะเลย (ยิ้ม) ถ้าเลือกเกิดใหม่ได้ ผมก็ยังอยากเป็นแบบนี้อีก เพราะมันสนุก ได้มีโอกาสทำอะไรหลายอย่าง ได้มีโอกาสเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่ได้เห็น ได้ไปสถานที่สวย ๆ ทั้งในเมืองไทยและเมืองนอก ได้ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่มีโอกาสทำ เหมือนเกิดมาแล้วมี 10 ชีวิต ได้เป็นดารา ได้เป็นซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทย มีคนมารอดูเราเต็มโรงแรม ทุกวันนี้ก็ยังมีความสุข ไปไหนมาไหนมีแต่คนยิ้มให้ ไม่เคยมีใครเกลียด มีแต่คนเข้าขอถ่ายรูป ผมก็บอกไปว่า จะถ่ายเหรอ ผมแก่แล้วนะ เขาบอกว่าไม่เป็นไรพี่ ผมชอบพี่ บางคนขอถ่ายรูปไปฝากแม่ แม่หนูชอบมาก บางคนถ่ายไปฝากยาย เพราะยายชอบ เอ่อ... ยายเลยเหรอ (หัวเราะขำ) วงการบันเทิงให้ผมเยอะมากจริง ๆ ส่วนเรื่องเงินทอง ผมมองว่าทุกอาชีพก็เป็นแบบนี้ ถ้าทำงานหนัก ทำงานจริงจัง สนใจและรับผิดชอบงานที่ทำ ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีเหมือน ๆ กัน (ยิ้ม)

ความสุขในชีวิตของคุณคืออะไร
สันติสุข : ในฐานะของลูก ผมก็ได้มีโอกาสเลี้ยงดูพ่อแม่อย่างดีจนท่านทั้งสองจากไป ได้มีโอกาสเลี้ยงดูบุตรและภรรยา ได้มีโอกาสทำงานที่สุจริต เป็นงานที่ได้ให้ความสุขแก่คนอื่น เป็นงานที่คนอื่นชอบ แถมยังเป็นงานที่ให้ความสุขแก่ตัวเองด้วย การมีโอกาสหลาย ๆ อย่างแบบนี้ ทำให้ผมมีความสุข ที่สำคัญ การได้มีโอกาสเป็นดาราคนหนึ่งของเมืองไทยที่ทุกคนรักนั้น ดีที่สุดแล้วครับ (ยิ้มภูมิใจ)

ปัจจุบันผู้คนมีปัญหาชีวิตมากมาย อยากให้กำลังใจคนที่ท้อแท้กับปัญหาในชีวิตอย่างไรบ้าง
สันติสุข : อย่างรายการ ‘ร้องได้ให้ล้าน’ ทางไทยรัฐทีวีที่ผมเป็นพิธีกรอยู่ ทำให้ผมเห็นจริง ๆ ว่ามีคนที่ลำบากอีกมากในประเทศนี้ ผมต้องเสียเงินช่วยคนที่มาออกรายการทุกเทป แต่ชีวิตก็ต้องสู้น่ะนะ ไม่ว่ายากดีมีจน ล้วนมีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น เราต้องสู้ไว้ก่อน มีคนที่ลำบากกว่าเราอีกเยอะ เยอะจริง ๆ อย่าท้อถอย ใช้จ่ายอย่างประหยัด ทำบุญบ้าง พูดง่าย ๆ เลย คือใช้เงินอย่างพอเพียงตามที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) ทรงให้แนวทางไว้ คำว่าพอเพียงไม่ได้หมายความว่าต้องปลูกผักกินเอง ถ้าคุณมีเงินมาก คุณจะใช้กระเป๋าหลุยส์วิตตอง หรือจะซื้อรถคันละ 10 ล้าน ก็ไม่มีใครว่า แล้วก็ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร มีแค่ไหน ใช้แค่นั้น อยู่อย่างประหยัด ไม่เดือดร้อน เวลาทำงานก็นึกถึงคนที่บ้านไว้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้อง ทุกคนเคยท้อแต่ถ้าเขาผ่านมาได้เราก็ต้องผ่านได้เช่นกัน (ยิ้ม)

คุณผ่านการเปลี่ยนแปลงของแต่ละช่วงเวลามาเยอะมาก มีวิธีรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
สันติสุข : ผมมองว่ามันเป็นวัฏจักร (ยิ้ม) อย่างตอนที่เล่นเป็นพระเอกเรื่อง ‘คุณพ่อจอมซ่าส์’ ต้องเล่นกับอาไพโรจน์ ใจสิงห์ ผมก็นั่งมองว่าเมื่อก่อนอาเขาก็คือพระเอก เหมือนเราขึ้นไปสูงถึงจุดจุดหนึ่ง ต้องคิดไว้ว่าวันหนึ่งเราก็ต้องลงมา ถ้าเป็นไปได้ ให้พยายามไต่ลงมาเอง อย่ารอให้ร่วงลงมา ผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนเป็นพระเอกว่า วันหนึ่งชีวิตก็ต้องเป็นแบบนี้ วันนี้เป็นพระเอก วันหน้าก็ต้องเป็นตัวพ่อ เป็นตัวอื่น ๆ ที่เป็นไปตามวัฏจักร แล้วสุดท้ายวันหนึ่งก็คงไม่มีคนจ้าง จึงต้องหันมาจัดละครเองในวันนี้ วิธีการไต่ลงมาของผมคือ ในขณะที่ผมยังเล่นเป็นพระเอก ผมก็ไปรับบทที่ไม่ใช่พระเอกด้วย น่าจะเป็นพระเอกคนแรก ๆ ที่ทำแบบนี้ คนอื่นเขากลัวที่จะสูญเสียความเป็นพระเอก เขาตั้งไว้เลยว่า ถ้าไม่ใช่บทพระเอกเขาจะไม่เล่น แต่ผมไม่ได้คิดแบบนั้น นี่เป็นทางที่ผมเลือกเอง กำหนดเอง เป็นการเตรียมความพร้อมที่จะไต่ลงมา เพราะถ้าคุณไม่ยอมไต่ลงมาเอง วันหนึ่งข้างหน้าก็จะมีคนผลักคุณลงมา แล้ววันนั้นคุณจะเจ็บมาก
    เพราะชีวิตต้องพบกับความเปลี่ยนแปลง และความเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ดาราหนุ่มใหญ่คนนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี จนเราเชื่อว่า ไม่ว่าโลกบันเทิงจะหมุนไปทิศทางใด ‘สันติสุข พรหมศิริ’ ก็จะยืนหยัดอย่างมั่นคงบนเส้นทางนี้ตลอดไป