ออล แม็กกาซีน

ทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด : ศรราม เทพพิทักษ์


ศรราม เทพพิทักษ์

เรียกว่าเป็นลูกไม้ที่หล่นใต้ต้นจริงๆ สำหรับผู้ชายคนที่ชื่อว่า ‘ศรราม เทพพิทักษ์’ บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ ‘ชุมพร เทพพิทักษ์’ นักแสดงมากฝีมือผู้วายชนม์ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘หนุ่ม – ศรราม’ ได้ถอดแบบจากผู้เป็นพ่อมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ฝีมือการแสดง กิริยามารยาท และความอ่อนน้อมถ่อมตน รวมไปถึงความมีน้ำใจต่อผู้อื่นและส่วนรวม กว่า 25 ปี บนเส้นทางบันเทิง ‘ศรราม เทพพิทักษ์’ ได้พิสูจน์ตัวเองทั้งงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ความทุ่มเทในทุกสิ่งที่ทำ และทุกบทบาทที่ได้รับ เป็นสิ่งที่การันตีได้ว่า งานที่ผ่านมือ ‘ศรราม เทพพิทักษ์’ เป็นงานของ ‘มืออาชีพ’ อย่างแท้จริง

แฟนหนังไทยส่วนมากจะรู้ว่า‘ป๋าเดียร์’ (ชุมพร เทพพิทักษ์)คือคนที่ปั้นและหล่อหลอมชีวิตของคุณมาโดยตลอดที่ผ่านมาคุณพ่อสอนเรื่องอะไรบ้าง
ศรราม : ป๋าไม่ได้สอนอะไรมากครับ(ยิ้ม)ข้อแรกเลย ป๋าสอนให้รู้จักบุญคุณคน คนเราต้องมีความกตัญญูกตเวที คำว่า ‘กตัญญู’ แปลว่า รู้คุณ เราต้องรู้คุณคนที่ช่วยเหลือเราก่อน นั่นคือความกตัญญู แต่ถ้าพอจะมีสตางค์หรือพอจะหาอะไรได้มากขึ้น เราค่อย ‘กตเวที’ หรือการแทนคุณ เพราะฉะนั้น เราต้องรู้จักความกตัญญูก่อนเป็นอันดับแรก ข้อสอง ป๋าสอนเสมอว่า เวลาไปไหนมาไหน ให้รู้จักมีสัมมาคารวะ พบเจอใครที่อายุมากกว่า ก็ต้องยกมือไหว้สวัสดี ป๋าสอนผมแบบนี้เสมอ ๆ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ติดตัวผมมาโดยตลอด ผมไม่เคยยึดถือตำแหน่งหน้าที่ แต่จะยึดเรื่องวัยวุฒิหรือความอาวุโสต่าง ๆ แบบนี้มากกว่า เหล่านี้คือสิ่งที่ป๋าสอนผมครับ (ยิ้ม)

แต่ในที่สุดก็ก้าวเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงจนได้
ศรราม : คงเป็นโชคชะตาด้วยแหละครับ (ยิ้ม) วันนั้นผมแข่งฟุตบอลที่สนามศุภชลาศัย พอว่างก็ไปเดินเล่นแถวสยามเซ็นเตอร์ ได้เจอพี่ ๆ ที่ทำงานในโมเดลลิ่ง เขาเป็นแมวมองมาชวนวัยรุ่นไปถ่ายโฆษณา พี่เขาก็ให้นามบัตรไว้ เผื่อสนใจไปถ่ายโฆษณา ผมก็รับไว้ แต่ไม่ได้สนใจอะไร มาถึงจังหวะชีวิตช่วงหนึ่ง เมื่อคุณพ่ออายุมากขึ้นกลายเป็นนักแสดงอาวุโส งานแสดงเริ่มลดลง วัฏจักรเริ่มเปลี่ยน คุณแม่ซึ่งปกติเป็นแม่บ้าน ก็มาล้มป่วยด้วยโรคเส้นโลหิตฝอยในสมองแตกจากการลื่นล้มในห้องน้ำ เลยมีปัญหาเรื่องระบบร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก ตอนนั้นผมเรียนอยู่ ม. 1 เริ่มมีความคิดว่าผมคงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อครอบครัว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะยังเด็ก ได้แต่ตั้งใจเรียนไป พอตอน ม. 4 มีโอกาสจะได้ไปฝึกฟุตบอลที่เยอรมัน เพื่อกลับมาเล่นให้สโมสรราชประชาฯ ผมเริ่มคิดหนักว่าควรตัดสินใจอย่างไร แต่ตอนนั้นเบี้ยเลี้ยงซ้อมบอลได้แค่คนละ 30 บาท ซึ่งน้อยมาก ไม่เหมือนสมัยนี้ เลยตัดสินใจสอบเข้าเอแบค (มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ - ABAC) อยากเรียนด้านบริหาร จะได้ออกมาทำงานเร็ว ๆ พอสอบเอแบคติด อาการคุณแม่เริ่มหนักขึ้น ผมเลยตัดสินใจโทรศัพท์ไปที่สยามสตูดิโอ ซึ่งเป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์ที่ดังมากในสมัยนั้น บอกเขาว่าอยากทำงาน ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำอะไรก็ได้ ขอให้ได้เงินมาจ่ายค่าเทอมเอง เขาก็ส่งไปแคสต์งานแบรนด์โรลออน แล้วก็ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ ได้ค่าตัว 35,000 บาท หักเปอร์เซ็นต์แล้วเหลือสองหมื่นกว่าบาท ก็เอามาให้คุณแม่ (ยิ้มภูมิใจ)

แล้วงานแสดงล่ะ จำได้ว่าคุณก้าวเข้ามาเป็นพระเอกละครหน้าใหม่ทีเดียว 2 ช่องพร้อมกัน
ศรราม : ผมถ่ายโฆษณาแบรนด์โรลออนตอนปิดเทอมช่วงระหว่าง ม. 6 กับรอเรียนต่อมหาวิทยาลัย พอปิดเทอมต่อมา ผมก็ว่าง คุณแดง (สุรางค์ เปรมปรีดิ์) และอาจิ๋ม (มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิ์เวช) โทรมาชวนให้ไปเล่นละครเรื่อง ‘อรุณสวัสดิ์’ ทางช่อง 7 และ ‘สี่แยกนี้อายุน้อย’ ทางช่อง 3 ออกอากาศพร้อมกันทั้ง 2 ช่อง เขาคงสงสัยกันว่ามนุษย์คนนี้เป็นใคร มาจากไหน ทำไมลงเล่นละคร 2 ช่องได้ สัญญาก็ไม่ต้องเซ็น ผมมองว่าคงเป็นโชคชะตาทำให้ผมมีชื่อเสียงขึ้นมาจนกระทั่งทุกวันนี้ครับ

แต่ละครที่ทำให้คุณแจ้งเกิดคือเรื่อง ‘ผยอง’ ที่เล่นคู่กับ ‘กบ - สุวนันท์ คงยิ่ง’ จนกลายมาเป็นคู่ขวัญกันอีกหลายต่อหลายเรื่อง
ศรราม : ตอนนั้นเราสองคนมีชีวิตคล้าย ๆ กัน เรียนหนังสือไปด้วย ทำงานไปด้วย ทำงานหนักพอ ๆ กัน แล้วคุณพ่อของเราสองคนก็เป็นคนปักษ์ใต้เหมือนกัน เวลาไปส่งลูกแต่ละครั้ง เขาแหลงใต้กันมันส์มาก บางทีก็นั่งจิบของเย็น ๆ รอลูกเล่นละครด้วยกัน (ยิ้ม)

‘หนุ่ม’ กับ ‘กบ’ นี่ถือเป็นคู่ขวัญที่ใคร ๆ ก็คิดถึง การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งจากเรื่อง ‘น้ำเซาะทราย’ และการรีรันของ ‘สายโลหิต’ ทำให้หลายคนคลายความคิดถึงไปได้
ศรราม : ผมกลับมาเจอกับกบอีกครั้งในละคร ‘น้ำเซาะทราย’ โดยเล่นเป็น ‘ภีม’ ผู้ชายเจ้าชู้ที่ทุกคนอยากด่า (หัวเราะ) ส่วนการรีรันละครเรื่อง ‘สายโลหิต’ นั้น เมื่อบ้านเมืองของเราเกิดเหตุการณ์โศกเศร้าที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม ปี 2559 ละครสายโลหิตซึ่งเป็นละครที่สื่อถึงความรักชาติ ได้โอกาสกลับมาออนแอร์อีกครั้ง ก็เป็นที่พูดถึงกันพอสมควร ‘สายโลหิต’ เป็นละครที่ดาราวิดีโอสร้างจากประพันธ์ของ ‘โสภาค สุวรรณ’ เมื่อปี พ.ศ. 2538 สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของละครเรื่องนี้คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชเสาวณีย์ให้แปลซับไตเติ้ลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนไทยในต่างประเทศดู จะได้เกิดความรักชาติและคิดถึงประเทศไทยด้วยครับ

คุณทำงานในวงการมากว่า 20 ปี คิดว่าคุณสมบัติของนักแสดงที่ดีคืออะไร

ศรราม : คุณสมบัติของนักแสดงที่ดีในมุมมองของผม คือการที่รู้จักบุญคุณคนโดยเฉพาะคนดู รู้จักให้เกียรติคนที่ทำงานด้วยทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเด็กยกไฟ ช่องกล้อง ประสานงาน หรือสวัสดิการ นั่นคือคุณสมบัติเบื้องต้นที่ดี ส่วนในเรื่องการแสดง ผมมองว่าความรู้สึกจากภายในสำคัญกว่าภายนอกมาก ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบัน เราสามารถทำเอฟเฟ็คต์รูปร่างหน้าตาภายนอกได้ ทำให้ดูแก่ขึ้นได้ ดูเด็กลงได้ แต่ความรู้สึกจากข้างในนี่ ต้องสื่อออกมาได้จริง ๆ เช่น ถ้าเล่นเป็นคุณชายกลาง ก็ต้องเย่อหยิ่งและรักศักดิ์ศรีของชาติตระกูล ถ้าเล่นเป็นตี๋ใหญ่ก็ต้องเล่นให้เป็นโจรจริง ๆ ซึ่งเรื่องแบบนี้เกิดจากการเตรียมพร้อมที่ดีและต้องเข้าใจกับบทบาทของตัวละครด้วย

ปัจจุบันคุณมีหลักในการรับงานแสดงอย่างไร
ศรราม : ข้อแรกคือผมต้องดูว่า ผมมีความสามารถที่จะทำงานให้เขาได้หรือเปล่า ข้อสองคือมีเวลาให้เขาไหม งานทุกงานต้องใช้เวลาครับ เพราะถ้าเรารับงานมาแล้ว ก็ต้องเต็มที่กับบทบาทที่ได้รับ ส่วนหลักการทำงานทั่ว ๆ ไปของผมคือ การตรงต่อเวลาครับ ผมมองว่าเรื่องนี้สำคัญมาก แล้วก็มีอีกเรื่องที่คุณพ่อสอนมาตลอดคือต้องมีสัมมาคารวะ (ยิ้ม) ผมพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ทำแต่ละวันให้ดีที่สุด ถ้ามีปัญหาเข้ามาก็ค่อย ๆ แก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ ส่วนเรื่องการแสดงก็พยายามรับบทบาทที่ตรงกับตัวเองให้ได้มากที่สุดครับ

การซื้อบทประพันธ์ไว้เอง อย่างเรื่อง ‘สลักจิต’ ถือเป็นความพยายามแก้ปัญหาในเรื่องบทพระเอกที่ใกล้เคียงกับตัวคุณด้วยหรือเปล่า
ศรราม : ตอนนี้ ผมอายุ 44 แล้ว (ยิ้ม) จริง ๆ ก็มีบทให้เล่นมีเยอะแยะนะครับ เช่น เล่นเป็นคุณพ่อลูกติด แต่ผมมองว่าบางทีมันก็ไม่ใช่นะครับ มีบทประพันธ์อีกมากมายที่พระเอกเป็นคนวัยเดียวกับผม ไม่จำเป็นที่พระเอกต้องเป็นวัยรุ่นอยู่ตลอดเวลา ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เมื่ออ่านเรื่อง ‘สลักจิต’ ของคุณอาบุษยมาส แล้วก็ประทับใจเป็นการส่วนตัว เลยตัดสินใจขอซื้อลิขสิทธิ์ไว้ ซึ่งท่านก็กรุณาขายให้ พอได้คุยกับพี่ป้อน (นิพนธ์ ผิวเณร - ผู้อำนวยการสายงานการผลิตละคร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด) พี่ป้อนก็สนใจสร้างเป็นละคร เลยให้ผมเล่นเป็น ‘อาเดียว’ ซึ่งมีวัยใกล้เคียงกับผมพอดี ตอนนี้ก็มีซื้อเรื่องอื่นไว้อีกครับ แต่ขออุบไว้ก่อน (ยิ้ม)


ปฏิเสธไม่ได้ว่าความโด่งดังย่อมมาคู่กับข่าวแรง ๆ เรื่องนี้คุณมีวิธีรับมืออย่างไร
ศรราม : 
ผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติครับ เมื่อมีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ เมื่อเขาไม่ชอบก็ปล่อยเขาไป เราควรมีชีวิตเพื่อแคร์คนที่เรารักมากกว่าครับ

ทราบว่าคุณเปิดบริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์ด้วย ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่บ้าง
ศรราม : 
ผมเปิดบริษัทตามพระบรมราโชวาทของในหลวง รัชกาลที่ 9 ถ้าได้ศึกษาพระราชดำรัส หรือพระบรมราโชวาทของพระองค์บ่อย ๆ จะทราบว่าสิ่งที่พระองค์ท่านได้พระราชทานในวาระต่าง ๆ นั้น เหมือนสารานุกรมสำหรับคนไทยเลย มีครั้งหนึ่งท่านพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่นิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระองค์ทรงบอกว่า อาชีพหมอไม่ใช่อาชีพที่รวยนะ แต่อาชีพหมอเป็นอาชีพที่ต้องเสียสละเวลาเกือบตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้คนอื่นมีชีวิตรอด นั่นคือหน้าที่ของหมอ ผมเลยคิดว่าถ้าเรานำพระบรมราโชวาทหรือว่าพระราชดำรัสของพระองค์ มาทำเป็นภาพก็น่าจะดี เลยเปิดบริษัทชื่อ บริษัท ฤทธิราม จำกัด เมื่อปี 2545 ซึ่งเป็นปีที่ผมปลดประจำการจากราชการทหาร เพื่อผลิตสารคดีเฉลิมพระเกียรติเป็นหลัก ส่วนมากสารคดีเฉลิมพระเกียรติต้องทำตามวาระ เช่น วาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา หรือสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนอายุครบ 80 พรรษา

ยกตัวอย่างงานสารคดีเฉลิมพระเกียรติให้ฟังหน่อยได้ไหม บางคนอาจไม่ทราบว่ารายการเหล่านี้คืองานเบื้องหลังของคุณ
ศรราม : 
ผมทำสารคดีชื่อว่า ‘ปกฟ้า คู่แผ่นดิน’ เป็นรายการที่รวบรวมพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9 ไว้ ทำสารคดีสั้นชื่อว่า ‘สายธารแห่งพระกรุณา’ เนื่องจากผมทราบว่าเวลาที่พระองค์ประชวร สิ่งที่พระองค์อยากเห็นมากที่สุดคือ สถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จพระราชดำเนินไปในอดีตนั้น มาถึงวันนี้ได้เติบโตงดงามอย่างไร ผมจึงอยากตอบโจทย์ข้อนี้ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ผมได้ออกไปยังสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จพระราชดำเนิน ไปเขื่อน ไปฝาย ไปโครงการแก้มลิงที่ทรงพระราชทานแนวทางเก็บกักน้ำไว้ เพื่อลดปัญหาอุทกภัย หรือโครงการแกล้งดินที่ทรงช่วยแก้ปัญหาดินเปรี้ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ผมทำสารคดีเหล่านี้ ด้วยความหวังว่าวันหนึ่งพระองค์อาจได้ทอดพระเนตร ส่วนสารคดีเรื่อง ‘ดลใจประชาราษฎร์’ ก็เป็นเรื่องของบุคคลต่าง ๆ ที่นำพระบรมราโชวาทของพระองค์ โดยเฉพาะในวันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี มาปรับใช้เปลี่ยนแปลงชีวิต อย่างลุงนิล (สมบูรณ์ ศรีสุบัติ) เคยคิดฆ่าตัวตาย เพราะมีหนี้สินถึง 2 ล้านบาท วันนั้นลุงนิลได้ยินเสียงในหลวงพระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ก็เลยตัดสินใจสู้ชีวิตต่อ กลับมาเริ่มต้นทำมาหากินด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามที่ท่านพระราชทานแนวทางไว้ กระทั่งสามารถลืมตาอ้าปากและกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง บางคนเห็นเหงื่อที่ปลายจมูกของในหลวง เขาก็บอกว่าขนาดพระเจ้าแผ่นดินยังทำงานหนักจนเหงื่อหยดแบบนี้ ชีวิตที่ผ่านมาเรายังไม่เหนื่อยเท่ากับพระองค์เลย นั่นคือพระองค์ทรงเป็นสิ่งดลใจหรือแรงบันดาลใจแห่งประชาราษฎร์จริง ๆ คอนเซ็ปต์สารคดีต่าง ๆ เหล่านี้ จะทยอยทำตามแต่วาระ อย่างในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ผมก็ทำรายการ ‘พระบรมราชินีนาถยาตรา’ หมายความว่าเมื่อพระองค์ทรงยาตราไปที่ไหน ที่นั่นมีความเจริญและความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ส่วนมากทำเป็นสารคดีสั้น ๆ ครับ ทั้งหมดนี้คืองานหลักของผมที่คนส่วนมากไม่ค่อยรู้ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรหรอกครับ แค่ผมสนใจเรื่องเรื่องนี้


ความสุขในชีวิตของ ‘ศรราม เทพพิทักษ์’ คืออะไร
ศรราม : ง่าย ๆ เลยนะครับ ความสุขของผมคือการเห็นคนอื่นมีความสุขครับ เวลาอยู่กับแม่ ผมรักแม่ ผมก็อยากให้แม่มีความสุขมากที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ และไม่ว่าผมจะอยู่กับใคร ผมก็อยากให้คนคนนั้นมีความสุขมากที่สุดครับ

มุมมองเรื่องความรักของคุณล่ะ เหมือนหรือแตกต่างจากสมัยวัยรุ่นไหม
ศรราม : (นิ่งคิด) ความรักของผมเป็นความรักที่มีทั้งความซื่อสัตย์ มีทั้งความไว้วางใจ มีทั้งการให้เกียรติ และมีทั้งความอบอุ่นใจ เมื่อเรารักใครสักคน ก็ต้องเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ส่วนเรื่องรักพ่อรักแม่นี่ ผมเชื่อว่าทุกคนก็คงรักคุณพ่อคุณแม่กันอยู่แล้ว เพียงแต่หลายคนไม่ได้มีชื่อเสียง ไม่ได้ใช้อินสตาแกรมเหมือนผมเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่ผมทำให้ท่านทุกวันนี้ ก็เพราะผมคิดว่า ถ้าตายไปคงไม่มีโอกาสได้ทำ รีบ ๆ ทำตอนที่ยังมีชีวิตอยู่น่าจะดีกว่า ไม่มีอะไรมากครับ

นอกจากคนใกล้ตัวแล้ว คุณยังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ความรักไปยังคนอื่น ๆ เช่น คนด้อยโอกาสตามที่ต่าง ๆ ด้วย
ศรราม : ผมเองไม่ได้เก่งอะไรมากมาย ผมบอกได้แค่ว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง วันไหนที่ผมนอนเร็ว ไม่ได้ถ่ายละครจนดึก ก็จะพยายามตื่นออกไปใส่บาตร ระหว่างทางที่ผมออกไปใส่บาตร ถ้าเจอพี่ ๆ ที่เขากวาดถนนตอนเช้ามืด ผมก็จะแวะซื้อขนมปัง ซื้อกาแฟไปให้เขาคนละถุง ไม่ได้เป็นเรื่องลำบากอะไร มีน้ำใจให้กันได้ก็ให้กันไป เท่านั้นเอง (ยิ้ม)

เดือนธันวาคมนี้ มีวันสำคัญคือ ‘วันพ่อแห่งชาติ’ คุณอยากพูดถึงเรื่องวันพ่ออย่างไรบ้างไหม
ศรราม : ผมอยากพูดถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ 9 ผมอยากบอกว่า ผมโชคดีมากที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินของพระองค์ครับ อยากบอกว่า ลูกคนนี้จะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ สิ่งที่พระองค์เคยพระราชทานเอาไว้แก่พสกนิกรทั่วไป หรือแม้แต่ผมซึ่งเคยเป็นทหารและเคยสาบานต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล ผมจะปฏิบัติตัวเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ จะจำทุกพระราชดำรัสที่พระองค์เคยพระราชทานเอาไว้ว่า ชาติบ้านเมืองต้องมาก่อน ต้องรู้จักเสียสละเพื่อคนส่วนรวม ให้ปิดทองหลังพระเอาไว้ ถ้าวันหนึ่งปิดทองมากพอ ทองก็จะแน่นเต็มขึ้นมาด้านหน้าเอง สิ่งต่าง ๆ ที่พระองค์เคยทรงพระราชทานเอาไว้ถูกจดจำเอาไว้อยู่ในหัวใจตราบจนนาทีสุดท้ายของชีวิตครับ

        คงสัมผัสได้ว่า ตลอดเวลาที่พูดคุยกัน หัวใจของ ‘ศรราม เทพพิทักษ์’ อัดแน่นไปด้วยความรักและเทิดทูนในสถาบันพระมหากษัตริย์ และล่าสุด ศรรามทุ่มเทเต็มที่กับบทบาทของ ‘หลวงยกกระบัตรเมืองตาก’ หรือ ‘สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช’ ในภาพยนตร์ชุดอิงประวัติศาสตร์ ‘ศรีอโยธยา’ ผ่านฝีมือกำกับการแสดงของหม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล ซึ่งสร้างเพื่อเทิดพระเกียรติบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าแห่งแผ่นดินสยาม กำหนดออกอากาศทุกวันจันทร์และวันอังคาร เวลา 20.30 – 22.00 น. ทางช่อง True4U ฟรีทีวี หมายเลข 24 นำเสนอตอนแรกในวันที่ 5 ธันวาคม 2560
        แฟนคลับ ‘ศรราม เทพพิทักษ์’ พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง !