ออล แม็กกาซีน

ไม่หล่อ แต่เจ๋ง : เสนาลิง – สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์


ไม่หล่อ แต่เจ๋ง ! เสนาลิง – สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์

เมื่อมองไปในวงการบันเทิงไทยยุคปัจจุบัน มีแต่คนสวย คนหล่อ คนหน้าตาดี หน้าตาน่ารัก มีชื่อเสียงโด่งดังเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แต่ขณะเดียวกัน ก็มีคนในวงการบันเทิงอีกหลายคนที่ไม่หล่อ ไม่สวย หากมีความสามารถล้นเหลือจนเป็นที่ยอมรับของผู้ชม ซึ่ง ‘เสนาลิง’ หรือ สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์ พิธีกรฝีปากเอกก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งล่าสุดกองบรรณาธิการข่าวศิลปวัฒนธรรมและบันเทิง สำนักข่าวไทย ได้มอบรางวัล ‘ไนน์เอ็นเตอร์เทน อวอร์ด 2017’ (Nine Entertain Awards 2017) สาขา ‘พิธีกรแห่งปี’ ให้แก่ ‘เสนาลิง’ เท่ากับเป็นการการันตีทั้งฝีมือและฝีปากของหนุ่มที่มั่นใจว่า “ผมไม่ใช่คนหล่อ” คนนี้ได้เป็นอย่างดี

หลายคนจำได้ว่าชื่อ ‘เสนาลิง’ นั้น มาจากรายการ ‘ยุทธการขยับเหงือก’ นั่นคืดจุดแรกของคุณในวงการบันเทิงหรือเปล่า
เสนาลิง :
ผมเริ่มจากการประกวดพูดในรายการ ‘โต้คารมมัธยมศึกษา’ ทางช่อง 3 แล้วก็ไปออกรายการ ‘ทีวีวาที’ ของคุณกรรณิกา ธรรมเกษร จากนั้นก็ไปทำรายการในเคเบิ้ล ไปแหล่ ทำทอล์คโชว์ ต่อจากนั้นก็มาทำช่วง ‘สองสิงห์ลิงทุเรียน’ คู่กับพี่ทุเรียน (สุพจน์ พงษ์พรรณเจริญ) ให้รายการ 168 ชั่วโมงทางช่อง 3 ของพี่อาร์ม (วิบูลย์ ลีรัตนขจร) และพี่จอนนี่ แอนโฟเน่ หลังจากนั้นก็สักปีกว่า ๆ ก็มาเทสต์ในรายการ ‘ยุทธการขยับเหงือก’ ซึ่งเป็นวาไรตี้ที่ทุกคนรู้จักและโด่งดังมากในขณะนั้น แถมยังสร้างบุคลากรไว้เพียบ เช่น เสนาโค้ก, เสนาหอย, เสนาเพชร, เลขาแหม่ม, โน้ส อุดม ฯลฯ ผมมาเป็นเสนาคนสุดท้าย พอเข้าไปปุ๊บ ก็อยู่ในช่วงขาลงพอดี ทำได้ 9 เดือน รายการก็เลิก (หัวเราะขำ) เลยเป็นเสนาลิงมาจนกระทั่งทุกวันนี้


เป็นคนชอบพูดชอบสื่อสารมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า
เสนาลิง : ชอบพูด (ยิ้ม) สมัยเรียนที่เทพศิรินทร์ก็เป็นประธานนักเรียน ทางโรงเรียนจะสอนเรื่องการโต้วาที ฝึกให้เป็นผู้นำ แล้วก็มีการเลือกตั้งประธานนักเรียน ผมเป็นกรรมการนักเรียนตั้งแต่ตอนอยู่ ม. 3 แล้วมาออกรายการโต้คารมมัธยมศึกษา ตอนอยู่ ม. 6 ส่วนที่มาเข้าวงการจริง ๆ ก็ตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง

จบนิติศาสตร์ แต่มาทำงานเป็นพิธีกร ดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่
เสนาลิง : ตอนแรกจะสมัครเรียนคณะนิเทศศาสตร์เหมือนกัน พอเห็นเพื่อนเลือกเรียนคณะนี้เยอะมาก เลยเปลี่ยนใจไม่เรียน เพราะผมคิดว่าถ้าเรียนนิเทศศาสตร์ เพื่อนก็เรียนนิเทศศาสตร์ เรียนจบก็ต้องทำงานในวงการเดียวกัน คงจะรู้จักกันอยู่แค่นี้ แต่ถ้าได้เจอคนที่หลากหลาย ก็น่าจะช่วยเหลือกันได้ในอนาคต ผมอยากมีเพื่อนเป็นทหาร เป็นหมอ เคยสอบเอ็นทรานซ์เข้าคณะเภสัชศาสตร์แต่ไม่ติด เลยมาเรียนรามคำแหง พอมาเรียนที่นี่ ก็ต้องเลือกเรียนคณะที่เจ๋งที่สุด เลยเลือกเรียนกฎหมาย แถมเราชอบพูดอยู่แล้ว ก็เลยทำได้

งานหลักของคุณที่ผู้ชมจดจำคือพิธีกร เสน่ห์ของพิธีกรคืออะไร
เสนาลิง : ถ้าเปรียบเทียบแล้ว การเล่นละครคือการแสดงเป็นตัวละครตามบทบาทนั้น ๆ แต่พิธีกรเหนือกว่านั้นมาก เหนือกว่าตรงที่ต้องเล่นทั้งละครและต้องแสดงเป็นตัวจริงใส่ลงไป สมมติผมสัมภาษณ์ใครสักคน แม้ว่าผมจะรู้ว่าคนนี้พูดไม่จริง คนนี้ปลอม แต่ด้วยความเป็นพิธีกร เราไม่สามารถแสดงอาการไม่พอใจออกได้ เราต้องแสดงว่าเราป็นผู้ฟังที่ดี หน้าที่ของพิธีกรคือต้องดำเนินรายการต่อไป และต้องมีคอนเซ็ปต์ของตัวเองในแต่ละรายการ อย่างรายการ ‘ที่นี่หมอชิต’ เป็นวาไรตี้ทอล์คโชว์ ต้องสนุกสนาน เป็นการคุยเรื่องไลฟ์สไตล์ของแขกรับเชิญ ส่วนรายการ ‘ไมค์หมดหนี้’ เป็นรายการเศร้าเคล้าน้ำตาดราม่าสุด ๆ เราต้องวางแผนก่อนปฏิบัติงานทุกรายการ จะเอาตัวตนของเราใส่ลงไปหมดไม่ได้ ส่วนตัวผมเป็นคนขี้เล่น ก็ไม่ควรนำความขี้เล่นใส่ไปในทุกรายการ เราต้องแสดงตามบทไป คำว่าแสดงหมายความว่าเราต้องเก็บบางอย่างและแสดงออกไปบางอย่าง ไม่ใช่การหลอกลวงนะ แต่ต้องพยายามทำตามบทบาทให้ดีที่สุด เสน่ห์ของพิธีกรในมุมมองของผมคือการที่ได้คอนโทรลจัดการดูแลบนเวทีนั้นทั้งหมด ผมมองว่ามันท้าทายมากครับ

ตอนนี้ก็เลยได้เป็นพิธีกรป๋าดันให้กับรุ่นน้อง ๆ ด้วย
เสนาลิง : ช่วย ๆ กันครับ (ยิ้ม) เวลามีรุ่นน้องเป็นพิธีกร เราก็ช่วย ๆ กันไป ผมอยากให้น้อง ๆ ขึ้นมายืนข้างหน้าให้ได้ ผมเคยบอกพี่ดู๋ (สัญญา คุณากร) ว่า ห้ามรับงานราคาถูกนะ พี่ต้องราคาแพงไปขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็จะตามไปเรื่อย ๆ เพราะไม่งั้นพิธีกรรุ่นหลังจะอยู่ไม่ได้ ทุกคนต้องมีการพัฒนา วันหนึ่งผู้ใหญ่ก็ต้องเบาลง เพราะมันคือวัฏจักรของธรรมชาติ

ล่าสุดคุณได้รับรางวัลพิธีกรแห่งปี ในฐานะของคนทำงาน คุณรู้สึกอย่างไร
เสนาลิง :
ผมไม่เคยได้รับรางวัลเกี่ยวกับวงการบันเทิงมาก่อนเลย เวลานั่งดูทีวีที่บ้าน ก็คิดไว้ว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีโอกาสรับรางวัล เราจะพูดแบบนี้ ขอบคุณคนนั้นคนนี้ แต่พอได้รับรางวัลจริง ๆ ไม่รู้จะพูดอะไร (ยิ้ม) ต้องขอขอบคุณไนน์เอ็นเตอร์เทน ขอขอบคุณกรรมการที่คัดสรรว่าผมควรได้รับรางวัลนี้ ส่วนตัวผมก็ยินดี เพราะเป็นเสมือนประกาศนียบัตรอย่างหนึ่งของอาชีพพิธีกร ผมเลยนำสิ่งนี้มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว มาเป็นเครื่องเตือนใจ เวลาทำงานต้องทำให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ได้รับรางวัลมา แต่ตัวผมเองนั้น ถึงจะมีรางวัลหรือไม่มีรางวัล ผมก็เต็มที่ทุกงาน ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะจ้างผมแบบไหน จ่ายเงินมากหรือน้อยหรือไม่จ่ายเลย หรือจะให้เป็นช่อดอกไม้ ผมทำงานเท่ากันหมด


อาชีพพิธีกรคงหนีไม่พ้นการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะในโซเชียลเน็ตเวิร์ค คุณมีวิธีคิดอย่างไรจึงผ่านจุดนั้นมาได้
เสนาลิง :
บางคนเข้ามาคอมเม้นต์แบบไม่สนใจอะไรเลย อย่างผมใส่ชุดจีนสีเทาไปงานแต่งงาน เพราะธีมงานเขาเป็นสีเทา คนก็มาคอมเม้นต์ว่าผมแต่งกายไม่เข้าพวก จริง ๆ ผมสามารถโต้ตอบเขาได้นะ แต่ผมเลือกที่จะเงียบ ผมมองว่า เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องพูดออกไปนะครับ แต่บางเรื่องก็ควรพูด เช่น เรื่องของส่วนรวม เรื่องเกี่ยวกับสาธารณะ อย่างถ้าผมขับรถไปแล้วเจอป้ายหล่น ถนนพัง หรือการตัดต้นไม้ห่วย ๆ ผมก็จะพูดออกมาเพราะมันเป็นเรื่องสาธารณะ เป็นเรื่องส่วนรวม มันเป็นสิทธิ์และเป็นสิ่งที่เราควรจะพูด แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ผมมองว่า ไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่องก็ได้

คนในวงการบันเทิงส่วนใหญ่มีแต่คนหล่อคนสวย เคยน้อยใจไหมที่ไม่ได้หล่ออย่างคนอื่นเขา ควรทำอย่างไรให้ก้าวผ่านความคิดเรื่องหน้าตาไปให้ได้
เสนาลิง :
แหม... เราก็ต้องรู้ตัวเราดี จะให้ไปเป็นพระเอกหรือไปเทียบเคน ธีรเดชได้อย่างไร (หัวเราะ) ผมรู้ดีว่าคงไปเทียบกับใครเขาไม่ได้ แต่แม้จะเทียบไม่ได้ เราเอาเยี่ยงอย่างเขาได้นะ เช่น เขาดังเพราะอะไร เขาหล่อเหรอ เออ... เขาก็หล่อแหละ แถมยังตั้งใจทำงาน มาตรงต่อเวลา แบบนี้ก็สมควรดังครับ แต่กับบางคน หล่อพอ ๆ กัน แต่ไม่เห็นมีอะไรดี แล้วทำไมถึงดัง กินเหล้าเมามาทำงาน เขานัดเวลาหนึ่ง มาอีกเวลาหนึ่ง ก็โอเคนะถ้าตอนนี้คุณยังเก่ง ยังดัง ยังมีชื่อเสียง ไม่มีใครกล้าว่าอะไรคุณหรอก แต่ถ้าวันหนึ่งคุณล้มเมื่อไหร่ รับรองมีแต่คนรอซ้ำแน่นอน คอนเซ็ปต์การทำงานของผมคือต้องไม่มีคนด่าทั้งต่อหน้าและลับหลัง คนเรามีหน้าที่ต่างกัน ควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ถ้ารู้ว่าเราทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องพยายามไม่ทำ จะไปทำสิ่งที่ไม่ดีให้คนว่าเราทำไม มีเรื่องดี ๆ อีกเยอะแยะรอให้เราทำมันอยู่ (ยิ้ม)



ช่วงนี้เป็นพิธีกรรายการอะไรอยู่บ้าง
เสนาลิง : 
ก็มีศึก 12 ราศี, ที่นี่หมอชิต, I Can See Your Voice Thailand, ไมค์หมดหนี้, myhome, ศึกร่วมชายคา บางรายการทำด้วยกันมานาน ก็ต้องทำต่อ มีคนถามว่าย้ายมาอยู่เวิร์คพอยท์เลยหรือ ผมก็ตอบไปว่า ไม่ถึงขนาดนั้น พอดีเขามีรายการที่สนุกเหมาะกับผม เขามั่นใจว่าผมทำได้ เวลาเขาเลือกผมเป็นพิธีกร ผมดีใจมาก ต้องขอขอบคุณคนที่เลือกและรับความเป็นผมได้ด้วย คำว่ารับได้ในที่นี้ หมายถึงรับในความสนุกสนานของผมได้ บางทีมันก็เหมือนเหรียญสองด้านนะ อย่างรายการ I Can See Your Voice Thailand กับรายการไมค์หมดหนี้ ไม่เหมือนกันเลย รายการหนึ่งตลก อีกรายการก็เศร้าเคล้าน้ำตา ซึ่งแต่ละรายการผมก็พยายามทำให้ดีที่สุดตอนนี้มีแต่คนบอกว่า รายการทีวีมีแต่ประกวดร้องเพลง 

ในฐานะพิธีกรคุณมองเรื่องนี้อย่างไร
เสนาลิง  : 
เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผมนะ เหมือนยุคหนึ่งที่ในทีวีมีแต่รายการผี ละครมีแต่บทตบจูบ จนทุกวันนี้เขาไม่ดูละครตบจูบกันแล้ว เพราะเหนื่อยกับการกรี๊ดเหลือเกิน คนหันมาดูเรื่องจริงมากขึ้น ผมมองว่าความเรียล (Real) กำลังจะมา ผมคิดถึงการนั่งคุยกันเหมือน BBC, CNN เขาคุยเรื่องที่เกิดขึ้นจริง รายการที่ใช้สมองจะเริ่มกลับมา ที่ผ่านมามีแต่เรื่องบันเทิงเต็มไปหมด พอบันเทิงเยอะ คนเบื่อ เขาก็จะโหยหากับเรื่องจริง มันเป็นวงล้อ เป็นกงเกวียนกำเกวียน มีขึ้นมีลง เป็นเรื่องธรรมดา

เคยทำงานแล้วท้อแท้บ้างไหม ส่วนตัวแล้วมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร
เสนาลิง  : 
สมัยก่อนก็มีนะ ครั้งหนึ่งผมกับพี่ทุเรียนไปทอล์คโชว์ที่โรงแรมในเมืองพัทยา ห้องจัดงานมันใหญ่มาก เวลาพูดแล้วเสียงดีเลย์ ข้างหน้าได้ยิน ข้างหลังฟังไม่รู้เรื่อง คนนั่งหน้า ๆ เขาก็ขำ สักพักมีคนส่งกระดาษขึ้นมาบนเวที พี่ทุกเรียนกำลังพูดอยู่ ผมก็อ่าน ในกระดาษเขียนว่า “พวกมึงพูดอะไรกัน ลงไปได้แล้ว” พอส่งให้พี่ทุเรียนอ่าน ก็อึ้งกันทั้งสองคน แต่งานไม่เสียนะ เราทำงานต่อจนจบ พอจบงาน ผมมาบอกผู้จัดว่าขอไม่รับเงินแล้วกัน เพราะมีคนไม่ชอบงานของเรา แต่เขาไม่ยอม ครั้งนั้นผมท้อมาก บอกกับพี่ทุเรียนว่าจะไม่ทำทอล์คโชว์อีกแล้ว แต่พี่ทุเรียนกลับพูดว่า “แค่คนคนเดียว เขียนโน้ตมาแผ่นเดียว แถมยังเป็นโน้ตไก่กากระดาษฉีกอีกต่างหาก จะให้มาทำลายความมั่นใจของเราได้ขนาดนั้นเลยหรือ” คำพูดของพี่ทุเรียนเหมือนพระพุทธเจ้ามาชี้ทางสว่าง และเป็นแรงผลักดันอย่างมากสำหรับผม ก็เลยยังทำงานด้านการพูดต่อไป ซึ่งพอมาเป็นพิธีกรและงานแสดง งานด้านวิทยากร ด้านการนักพูดก็น้อยลง ผมจึงอยากบอกว่าทุกคนสามารถท้อแท้ได้ แต่ก็ต้องหาวิธีคิดดี ๆ มาจัดการความท้อแท้นั้นให้หมดไปให้ได้นอกจากเป็นพิธีกรแล้ว คุณทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ด้วย ทำธุรกิจอะไรอยู่บ้าง

เสนาลิง :
ก็มีธุรกิจยาดม ‘มิงกะลด’ มาจากชื่อผมและภรรยา (มด – อารดา จันทร์พราหมณ์) แล้วก็มีผลิตภัณฑ์สบู่ มีร้านชา เราอยากทำอะไรเยอะแยะไปหมด ผมมองว่ามันสนุก อยากทำอะไร ก็ทำ เพราะชีวิตนี้สั้นนัก เราไม่มีทางรู้เลยว่าวันนี้เดินออกจากตึกไปแล้ว จะมีรถมาชนหรือเปล่า ก็เลยทำทุกวินาทีมีความสุข ให้สนุกไว้ก่อน สำเร็จมากน้อยแค่ไหนไม่รู้ ขอให้ได้เริ่มก่อน ไม่งั้นงานก็ไม่เดิน อย่างรีสอร์ตของผมอยู่ที่สวนผึ้งชื่อ ‘วิลล่า โมรีดา’ (Villa Moreeda) เปิดมาเกือบ 6 ปีแล้ว ได้ผลตอบรับดีเกินความคาดหมาย สิ่งที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ คงเป็นเพราะผมทำทุกอย่างด้วยใจ ทำเต็มที่ และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ก่อนทำธุรกิจ ผมจะเตรียมเงินไว้ก้อนหนึ่ง ซึ่งถ้ามันเจ๊ง ก็เตรียมใจไว้แล้วว่าต้องสูญเงินก้อนนั้นไปนะ แต่เราต้องไม่ทำให้มันเจ๊งสิ เราต้องทำเต็มที่ แล้วเราจะมีความสุขและสนุกกับมันไปเอง

นี่คือหลักในการใช้ชีวิตของคุณเลยหรือเปล่า
เสนาลิง :
ก็มีหลักหลาย ๆ ข้อ ไม่ได้คิดหลักเดียว สมัยที่ยังอยู่กับพ่อกับแม่ ผมจะถามพ่อว่า เมื่อไหร่เราจะมีบ้านมีรถเหมือนคนอื่น พ่อก็บอกว่าไม่รู้ ขอแค่เราทำดีต่อไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งก็จะเป็นวันของเราเอง ตอนนั้นเรายังขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนกันพ่อแม่ลูกอยู่เลย ไม่เคยคิดถึงวันข้างหน้าว่าเราจะมีคนขับรถให้ ไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น คิดแค่ว่าวันนี้เราทำความดีอยู่ก็พอแล้ว พอโตมาเข้าโรงเรียน โรงเรียนก็จะสอนว่า ‘นสิยา โลก วฑฺฒโน ไม่ควรเป็นคนรกโลก’ หมายถึงเราจะทำอะไรก็ได้แต่ไม่ควรทำอะไรที่รกโลก เราควรทำแต่คุณงามความดี พอผมเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ มาอาศัยอยู่ที่วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร แถวเยาวราช แต่เรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ การอยู่กับพระก็ได้รับการสั่งสอนเรื่องธรรมะ บ้านที่ระยองก็อยู่ข้างวัด เลยได้ธรรมะมาโดยตลอด พอมาเรียนนิติศาสตร์ที่รามคำแหง ก็มาเรียนเรื่องตาชั่ง สิ่งนี้ช่วยทำให้ผมคิดทุกอย่างแบบมีธรรมะ ทำให้ผมรู้ว่าจะทำอะไรก็ได้ ขอแค่ให้เป็นเรื่องธรรมชาติตามหลักของพระพุทธเจ้า มีเหตุและผล มีความดีก็มีความชั่ว แต่ถ้าทำดีจะได้ความดี ถ้าทำชั่วก็จะได้ความชั่ว ไม่ตึงไม่หย่อนจนเกินไป

ภาพหน้ากล้องคุณเป็นคนสนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะชอบศึกษาเรื่องธรรมะด้วย
เสนาลิง : 
จริง ๆ ก็ไม่ได้ศึกษาลึกซึ้ง ไม่ถึงขั้นปฏิบัติธรรม ผมเคยคุยกับพระอาจารย์มานพ (พระอาจารย์มานพ อุปสโม จังหวัดจันทบุรี) ตอนนั้นไปกับพี่หนูแหม่ม (สุริวิภา กุลตังวัฒนา) ผมบอกพระอาจารย์ว่า ผมกลับดีกว่า การมานอนในที่แข็งแล้วไม่ได้คุยกัน ผมว่าไม่ใช่ทางดับทุกข์ของผม ผมคิดว่าทางดับทุกข์ของผม คือการอยู่ด้วยกัน ได้สนทนาธรรม แล้วมาสดับว่าอะไรคือดี อะไรควรหรือไม่ควร พระอาจารย์บอกว่าโอเค อยากกลับก็กลับ บางคนต้องการการบังคับถึงอยู่ได้ ทำได้ บางคนใส่ชุดขาว เดินจงกรม แต่พอออกมา ก็นั่งนินทาเหมือนเดิม แบบนี้จะมาปฏิบัติธรรมทำไม อย่างนี้ผมว่าไม่เวิร์ค ธรรมะของผมคือธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าพยายามบอกไว้แค่นั้นเอง

ความสุขในชีวิตคุณคืออะไร
เสนาลิง :
ทุกอย่างคือความสุขในชีวิตหมดเลย ตั้งแต่การใช้ชีวิต การทำงาน การเป็นพิธีกร การเล่นละคร การกลับบ้าน การไปเที่ยว ทุกอย่างคือสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุข แต่ในความสุขนี้ ก็จะแฝงความคิดที่ว่า เราไม่ชอบน้ำเน่าตรงนี้เลย ไม่ชอบขับรถบนถนนพัง ๆ แบบนี้เลย ผมก็จะมีความเครียดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ด้วย ผมมองว่าบางเรื่องก็ต้องจริงจังกับมัน ไม่ใช่มีความสุขไปหมด ตลกไปทุกอย่าง เห็นรถควันดำแล้วมีความสุข อย่างนี้ก็ไม่ใช่ ถ้าผมเห็นรถควันดำเมื่อไหร่ จะถ่ายรูปให้เห็นป้ายทะเบียน แล้วส่งไปกรมการขนส่งทางบก เจอเมื่อไหร่ จะทำแบบนี้ทุกครั้ง จะคิดเสมอว่าถ้านิ่งเฉยกับสิ่งเหล่านี้ มันก็ค่อย ๆ จะกลืนกินความดีงามไป

เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องจิตสาธารณะด้วยใช่ไหม
เสนาลิง :
ผมเลยแยกว่าเรื่องส่วนตัวกับเรื่องสาธารณะไง มันต้องมีทั้งสองอย่าง เราไม่ได้อยู่ในโลกส่วนตัวตลอดเวลา ทุกวันเราก็ต้องออกจากบ้าน พอออกจากบ้าน เราก็ต้องเป็นสาธารณะ ถ้าอยู่แต่ในบ้านเราก็เป็นส่วนตัว จะทิ้งขยะยังไง ที่ไหนก็ได้ แต่พอออกมานอกบ้าน แค่คุณขับรถแช่แต่เลนขวาตลอดเวลา มันก็กระทบถึงคนอื่นแล้ว ผมมองว่าเรื่องแบบนี้ เราทุกคนต้องช่วยกันนะครับ

คุณคิดว่าความเป็น ‘เสนาลิง’ ที่ทุกคนยอมรับคืออะไร
เสนาลิง :
ผมคิดว่าความเป็นธรรมชาติ ความรับผิดชอบต่องาน ไม่ทำให้งานเขาเสียหาย เวลาเขาจ้างเรา เขาก็ไม่ต้องกังวล เขามั่นใจว่าเราช่วยเขาได้ การเลือกใครสักคนมาทำงาน เราก็ไม่อยากเลือกมาเป็นภาระใช่ไหม การที่เราจะเลือกใคร ก็ต้องดูในจุดนี้ด้วย ตอนนี้ผมมาทำงานเบื้องหลัง ผลิตละครเด็กเรื่อง ‘You & Me เพื่อนซี้ปาฏิหาริย์’ ให้ช่อง ThaiPBS เขาจ้างผลิตแบบไม่ต้องกังวลเรื่องโฆษณา ผมอยากทำละครที่ไม่ยัดเยียดความชั่วร้ายให้คนดู ไม่เอาคนชั่วมาเป็นพระเอก ไม่เอาคนชั่วมาออกทีวี ผมไม่ยินดีกับการทำชั่วใด ๆ เพื่อนำมาเพิ่มเรตติ้งให้ตัวเอง เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดกับผม

คนสมัยนี้มีปัญหาเยอะแยะ มีข้อคิดอย่างไรที่จะทำให้คนที่ล้มลงไปแล้วสามารถคิดได้และลุกขึ้นมายืนอีกครั้ง
เสนาลิง :
ก็ต้องให้กำลังใจ คนเราควรได้รับความชื่นชมบ้างจะได้มีกำลังใจ เหมือนที่เขาบอกว่าต้องให้รางวัลคนดีที่ทำความดี เพื่อเป็นกำลังใจไม่ให้ท้อแท้ เพราะการทำความดีมันยาก ส่วนการคิดชั่วนี่แป๊บก็คิดได้ อย่างรายการไมค์หมดหนี้ที่ผมเป็นพิธีกร ผมบอกผู้ร่วมรายการเสมอว่า จงร้องไห้ในวันนี้เป็นวันสุดท้าย คุณต้องทิ้งน้ำตาไว้กับผมและคณะกรรมการ แล้ววันรุ่งขึ้นคุณต้องเอาความสุขกลับไปบ้าน เอาความเศร้ามาทิ้งไว้ที่นี่ก็พอแล้ว เพราะคุณเศร้ามาทั้งชีวิตแล้ว ให้ทิ้งมันไว้ที่นี่ ผมพูดแบบไม่มีการเตรียมไว้ล่วงหน้า ไม่ได้คิดมาก่อน มันเกิดขึ้นมาเอง รายการนี้เราได้ให้กำลังใจตั้งแต่คนที่มาร่วมรายการ คนดู พวกเรากันเอง เวลาใครมีปัญหาอะไร เขาก็ชอบมาปรึกษา (ยิ้ม)
    กว่าหนึ่งชั่วโมงที่เราได้พูดคุยกัน แม้บทสัมภาษณ์จะถอดออกมาเหลือเพียงไม่กี่หน้าด้วยความจำกัดของพื้นที่ ก็บ่งบอกถึงมุมมองและความคิดของผู้ชายคนนี้ ที่ไม่ธรรมดาและมีดีกว่าหน้าตามากเหลือเกิน จนเราไม่แปลกใจที่วันนี้ ‘เสนาลิง – สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์’ กลายเป็นพิธีกรแถวหน้าของเมืองไทยที่ใคร ๆ ก็ให้การยอมรับ