ออล แม็กกาซีน

เตรียมพร้อมเพื่ออนาคต : มอส – ปฏิภาณ ปฐวีกานต์


มอส – ปฏิภาณ ปฐวีกานต์

กว่ายี่สิบปีมาแล้วที่ ‘มอส – ปฏิภาณ ปฐวีกานต์’ โลดแล่นอยู่บนเส้นทางบันเทิง ก้าวแรกของมอสถูกชักชวนจากนักปั้นมือทองในยุคนั้นนาม ‘พจน์ อานนท์’ ให้มาถ่ายแบบนิตยสารวัยรุ่นชื่อดัง ‘เธอกับฉัน’ จากนั้นมอสก็ได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง ‘กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้’ ซึ่งโด่งดังและทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในขณะนั้น และยังเป็นการแจ้งเกิดทั้งมอสและแท่ง – ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง ในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว จนกลายมาเป็นคนในครอบครัวเดียวกันในละครซิทคอม ‘สามหนุ่มสามมุม’ อันโด่งดัง ร่วมกับ ‘กบ – ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี’ ชีวิตในโลกบันเทิงของมอสยังคงตะลุยไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งละครร้องเพลง เล่นละครโทรทัศน์ ละครเวที และพิธีกร ด้านชีวิตส่วนตัว มอสมีครอบครัวอบอุ่นเพียบพร้อม เป็นคุณพ่อของลูกสาววัยน่ารักสองคน แม้วันนี้งานในเส้นทางบันเทิงจะลดลง แต่มอสก็ไม่ลำบาก ด้วยการวางแผนและเตรียมความพร้อมให้ชีวิตตั้งแต่เริ่มทำงานจวบจนปัจจุบัน ลองมาศึกษาความคิดของชายหนุ่มคนนี้ที่ไม่ค่อยมีใครล่วงรู้กัน

ชีวิตวัยเด็กของมอสเป็นอย่างไร
มอส :
เมื่อก่อนผมอยู่แถวศรีย่าน คุณพ่อทำงานรับเหมาก่อสร้าง ส่วนคุณแม่รับราชการที่กรมชลประทาน ส่วนผมก็เรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วไป ตอนเด็ก ๆ ผมเรียนดีนะ แต่พอโตขึ้น ก็จะไปสนใจเรื่องการเล่นกีฬามากกว่า ความสนใจด้านการเรียนก็ลดลง (หัวเราะ)

ตอนรับการติดต่อจาก ‘พจน์ อานนท์’ ให้ไปถ่ายแบบในนิตยสาร ‘เธอกับฉัน’ มอสรู้สึกยังไง
มอส : สมัยก่อนจะมีโมเดลลิ่งคอยติดต่อเด็กวัยรุ่นให้ไปเป็นดารา ผมก็ได้รับการติดต่อจากโมเดลลิ่งหลายแห่ง เขาก็ให้ผมไปถ่ายรูปเก็บไว้ ไม่ได้มีอะไรต่อ แต่พี่พจน์เขาเรียกผมไปถ่ายแบบในนิตยสาร ‘เธอกับฉัน’ ที่โด่งดังมากในสมัยนั้นเลยทันที ก็เลยได้ถ่ายแบบตั้งแต่ตอนอายุ 16 – 17 ปี ตอนโดนพี่พจน์ชวนเข้าวงการ ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวงการบันเทิงเขาทำอะไรกันบ้าง (หัวเราะ) ไม่เคยคิดไว้ก่อนเลยว่าจะทำงานแบบนี้ รู้อย่างเดียวว่าไปทำงานแล้วได้เงิน ก็ไม่ได้เสียหายอะไร พอได้ทำงานจริง ๆ ผมรู้สึกว่ามันดีกว่าที่จะไปทำอย่างอื่น เพราะชีวิตช่วงนั้นค่อนข้างว่าง ไม่ค่อยมีอะไรทำ นอกจากเรียนหนังสือ เล่นกีฬา ไปเดินสยามสแควร์ นั่งเฮฮากับเพื่อน ก็ไม่มีอะไรทำแล้วครับ (หัวเราะ)

เด็ก ๆ สมัยก่อนไม่ได้มีกิจกรรมเยอะเหมือนเด็กสมัยนี้
มอส : ผมมองว่าด้วยระบบการเลี้ยงดูในสมัยนั้นด้วยครับ คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ได้ใส่ใจลูกมากเหมือนเดี๋ยวนี้ที่ต้องส่งลูกไปเรียนเปียโน เรียนเทนนิส เรียนดนตรี เพราะการเรียนพิเศษแบบนี้ในสมัยก่อนต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ สำหรับครอบครัวชนชั้นกลางอย่างครอบครัวผม แค่คุณพ่อคุณแม่ส่งให้เรียนหนังสือก็โอเคแล้ว ตัวผมเองก็เป็นลูกผู้ชาย ท่านเลยค่อนข้างปล่อยให้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ พอมีงานเข้ามา ผมเลยคิดว่าใช้เวลาให้เป็นประโยชน์น่าจะดีกว่า ตอนนั้นรู้สึกแบบนี้จริง ๆ นะครับ คือวันนี้ไปทำงานแล้วก็ได้สตางค์มา มันก็ดีกว่าไปทำอย่างอื่น (ยิ้ม)

พอเริ่มทำงานและได้เงิน ตอนนั้นมอสเอาเงินไปทำอะไร
มอส : สมัยก่อนทองคำบาทละ 3,000 บาท ผมก็ซื้อทองคำเก็บไว้ จำได้ว่า พอได้เงินมาก็เดินเข้าไปซื้อทองในร้านทองคนเดียว (หัวเราะ) ผมอยากได้ทองเพราะเห็นเพื่อนใส่สร้อยข้อมือเลสทอง พ่อแม่เพื่อนเขามีสตางค์ ก็เลยซื้อให้เพื่อนใส่ ผมก็อยากมีบ้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ ราคาทองคำจะพุ่งสูงถึงสองหมื่นบาท (หัวเราะขำ) ตั้งแต่ทำงานได้เงิน ผมก็ซื้อทองคำเก็บมาเรื่อย ๆ ตอนแรกแม่ก็ไม่รู้ เพราะเวลาได้เงิน ผมไม่ได้บอกแม่ (หัวเราะ) จนผ่านไปสักปีหนึ่ง วันนั้นผมใส่ทองเข้าบ้าน แม่ก็ถามว่าไปขโมยใครมา เพราะแม่ไม่รู้ว่าผมไปทำงานถ่ายแบบ แม่รู้แค่ว่า วันแรกที่ผมพาพี่พจน์มาเจอแม่ เพราะผมไม่อยากให้แม่ห่วงหรือกลัวว่าพี่พจน์จะมาหลอกผม แม่ก็บอกพี่พจน์ว่าฝากน้องด้วยนะ หลังจากนั้นแม่ก็ไม่รู้อีกเลยว่าผมทำงานถ่ายแบบได้เงินมาตลอด เพราะผมไม่เคยบอกแม่ว่าผมได้เงินด้วย (หัวเราะ) จนกระทั่งมาเล่นละคร ตอนนั้นงานเริ่มเยอะแล้วครับ ผมเลยเริ่มฝากเงินไว้ที่แม่

คุณแม่ดีใจไหมที่ลูกชายทำงานหาเงินตั้งแต่ยังวัยรุ่น
มอส : ดีใจสิครับ เพราะแม่มีหนี้เยอะเต็มไปหมด (หัวเราะขำ) เขาเลยเอาเงินที่ได้จากผมไปใช้หนี้ จริง ๆ ที่บ้านผมไม่ได้มีสตุ้งสตางค์มากมาย แต่ก็ไม่ถึงกับลำบากนะครับ แต่ภาระที่ต้องส่งลูกสองคนเรียนหนังสือ จำเป็นต้องใช้เงินไม่น้อยนะครับ

ภาพยนตร์เรื่อง ‘กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้’ แจ้งเกิดดาราวัยรุ่นหลายคน และมอสก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย รู้สึกอย่างไรที่ได้เล่นภาพยนตร์เรื่องนี้

มอส : หนังเรื่องนี้ดังมากครับ (ยิ้มภูมิใจ) ทำรายได้สูงถึง 25 ล้าน ถือเป็นรายได้สูงสุดเท่าที่เคยมีมาในช่วงนั้น ตอนทำงานก็สนุกดีครับ แต่ตอนนั้นผมยังเรียนหนังสืออยู่ ยังไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป พอมีงานเข้ามาก็ทำไปเรื่อย ๆ ครับ

เหนื่อยไหมที่ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย
มอส :  ผมตั้งไว้เลยว่าขอรับงานหลังเลิกเรียน ช่วงเรียนที่อุเทนถวาย เวลาเรียนของผมคือบ่ายสองถึงหนึ่งทุ่ม ผมจะไปทำงานตอนเช้า เพื่อให้เสร็จตอนเที่ยงและไปเรียนให้ทันบ่ายสอง แต่ถ้ามีงานด่วนเข้ามา พอเรียนเสร็จผมจะไปทำงานต่อ คิวงานของผมเป็นอย่างนี้ตลอด ผมกำหนดไว้เองว่าจะไม่ยอมรับงานในเวลาเรียนเด็ดขาด เพราะถ้าเรียนไม่จบ ตัวผมนี่แหละที่จะลำบาก ผมไม่รู้ว่าจะทำงานในวงการได้อีกนานแค่ไหน แต่ถ้าผมเรียนจบ การศึกษาจะอยู่กับผมไปตลอดชีวิต ตอนนั้นจำได้ว่า ก่อนรับงาน ผมต้องวิ่งหากำหนดการว่าสอบวันไหน ถ้ากำหนดสอบยังไม่ออก ผมก็ต้องไปที่ทบวงมหาวิทยาลัย เพื่อขอกำหนดการสอบและวางแผนอ่านหนังสือล่วงหน้า เพราะถ้าเรารับงานแล้ว ก็จะไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือ ผมจำเป็นต้องวางแผนเพื่อหยุดอ่านหนังสือสอบ

นอกจากมอสจะเรียนจบปริญญาตรีครุศาสตรอุตสาหกรรมบัณฑิต วิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือแล้ว มอสยังเคยไปเรียนดนตรีที่ต่างประเทศด้วย
มอส :
ผมแทบไม่ได้ใช้วิชาด้านวิศวกรรมที่เรียนมาเลย ทั้ง ๆ ที่รักงานนี้มาก ก็เสียดายอยู่เหมือนกันครับ เพราะมาทำงานด้านบันเทิงเสียก่อน ตอนอายุ 20 กว่า ๆ ผมวางแผนชีวิตตัวเอง อยากไปเรียนภาษาอังกฤษ เลยไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา 6 เดือน แล้วก็กลับทำงานต่อ แล้วก็ไปเรียนดนตรีที่โรงเรียนการดนตรี สาขา VIT ENCORE จาก Musicians Institute in Hollywood แคลิฟอร์เนีย ไปเรียนครั้งนี้ไปนานเกือบ 2 ปีครับ

อีกภาพจำของมอสที่มีต่อคนดูคือ ‘สามหนุ่มสามมุม’ สนุกไหมกับการเล่นละครซิทคอม ที่เป็นอมตะขนาดนั้น
มอส :
ทั้งหมดเป็นผลพวงมาจากการถ่ายแบบ การขึ้นปกนิตยสาร ก็เลยได้มาเล่นละคร จริง ๆ แล้ว ละครเรื่องแรกที่ติดต่อมาคือเรื่อง ‘นางฟ้าสีรุ้ง’ แต่ผมติดเรียนหนังสือ คิวก็เลยไม่ได้ เต๋า - สมชาย เข็มกลัด เลยได้เล่นเรื่องนั้นไป ผมก็ไม่รู้ว่าเต๋ามันไปเรียนตอนไหน หรือไม่ต้องเรียนก็ไม่รู้ (หัวเราะ) ตอนที่บอกเขาไปว่าผมขอเรียนหนังสือดีกว่า ก็ดูหยิ่ง ๆ เหมือนกันนะ (ยิ้มขำ) พอไม่ได้เล่นเรื่องนั้น ก็ได้มาเล่นซิทคอม ‘สามหนุ่มสามมุม’ แทน ตอนแรกพี่เขาก็ขอคิววันธรรมดาเหมือนกัน แต่ผมไม่ยอม เลยได้คิวถ่ายวันอาทิตย์และวันธรรมดาหลังเลิกเรียนแทน พี่กบพี่แท่งต้องรอผมเลิกเรียนก่อนถึงจะเริ่มถ่ายทำได้ (อมยิ้ม) ละครเรื่องนี้ทำให้ผมสามคนผูกพันกันมาก เราอยู่ด้วยกันมาเกือบสิบปี และมีรายการต่อเนื่องมาอีกหลายรายการครับ




จากเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่ง กลายมาเป็นซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทยที่ไม่เคยมีข่าวเสียหาย มอสมีหลักการทำงานและใช้ชีวิตอย่างไร
มอส :  
ผมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสและความโชคดี บวกกับการวางแผนทำงานของตัวเอง หลักการทำงานของผมคืออะไรที่ไม่ดีและจะก่อให้เกิดข่าวเสียหาย ก็ไม่ต้องไปทำ (ยิ้ม) ก่อนเข้าวงการ ผมไม่ได้มีความรู้มากมายอะไรเกี่ยวกับวงการบันเทิงนี้ แต่พอเข้ามาทำงานนานขึ้น ความรู้และประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นก็บอกกับผมว่า หลายคนอยากเข้ามาในวงการบันเทิง เพราะมีเม็ดเงินมหาศาล ผมจึงมองว่าก็เหมือนเราเปิดบริษัทของตัวเอง ถ้าเราดูแลบริษัทดี ๆ บริษัทนี้ก็น่าจะอยู่ยาวได้ ส่วนเรื่องการวางตัวหรือใช้ชีวิต มันก็มีตัวอย่างอยู่นะครับว่าทำอะไรดีหรือไม่ดี ทำแบบนี้ ก็มีข่าวแบบนี้ เราต้องถามตัวเองว่าควรทำหรือเปล่า จำเป็นต้องทำแบบเขาไหม ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องทำ อย่างเรื่องการไปเที่ยวในสถานที่อโคจร เราจำเป็นแค่ไหนที่ต้องไป ช่วงแรกผมก็เคยไปนะครับ แต่ผมมองว่ามันเสียมากกว่าได้ เวลาได้ ก็ได้แค่ความสุขที่ได้ไปเที่ยวแป๊บ ๆ แต่เรื่องเสีย มันอาจกระทบถึงภาพของผม บริษัทของผม ผมไม่อยากให้ชีวิตการทำงานในวงการบันเทิงมีเรื่องเสื่อมเสีย เข้ามาแล้วโดนเขาไล่ออก (หัวเราะ) ผมอยากเข้ามาแบบสวย ๆ จบสวย ๆ เลิกทำงานเมื่อตัวเองเหนื่อย น่าจะดีกว่า

ดารานักร้องสมัยก่อนทำงานได้ทุกอย่าง ทั้งถ่ายแบบ ร้องเพลง เล่นหนัง เล่นละครโทรทัศน์ ละครเวที มอสใช้วิธีไหนในการฝึกฝนศาสตร์ด้านบันเทิง
มอส : 
สมัยนั้นเป็นการฝึกอยู่ทุกวันจากการทำงานครับ เวลามีงานใหม่ ๆ เข้ามา ก็เป็นโอกาสของการทำงานใหม่ ๆ โชคดีที่ตลาดในช่วงนั้นไม่กว้างมากนัก ไม่เหมือนกับสมัยนี้ ที่แข่งขันสูงกว่ามากครับ

ความใฝ่ฝันของมอสตอนเด็กคืออะไร วันนี้ได้ทำอย่างที่ฝันไว้ไหม
มอส :  
ผมไม่เคยฝันว่าจะได้ทำงานในวงการบันเทิง เพียงแต่ว่าพอได้มีโอกาสเข้ามาแล้ว ก็อยากทำให้ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นความฝันจริง ๆ ผมอยากเป็นเชฟครับ (ยิ้ม) ช่วงอายุ 29 - 30 ผมเคยตัดสินใจจะไปเรียนทำอาหาร ไปเรียนเป็นเชฟเลย แต่ก็ไม่กล้าทิ้งงานในวงการบันเทิง ช่วงนั้นงานยังโอเคอยู่มาก แอบเสียดายที่ไม่มีวิชานี้ติดตัว เพราะผมเป็นคนชอบทำอาหาร ตอนนี้ก็ทำให้ลูก ๆ กินไปก่อน (ยิ้ม)

ตอนนี้มอสมีครอบครัวที่อบอุ่น มีภรรยามีลูกที่น่ารัก ถือเป็นจุดที่ความสุขที่สุดเลยไหม
มอส : 
ครับ ผมกำลังมีความสุขกับการเลี้ยงน้องโสน (ด.ญ.สิสราญ ปฐวีกานต์) และน้องสวรรค์ (ด.ญ.ธารธาดา ปฐวีกานต์) มาก ๆ ครับ ตอนนี้ผมมีเวลาเยอะขึ้น อยากใช้เวลาอยู่กับลูก จะเล่นกับเขาตลอด พยายามให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวให้ได้มากที่สุด ผมตั้งใจว่าจะส่งให้เขาเรียนจนจบ แต่ก็ไม่ได้กำหนดอะไรให้เขานะครับ โตขึ้นเขาอยากเป็นอะไรก็ตามใจ (ยิ้ม) เมื่อก่อน ผมวางแผนชีวิตตัวเองไว้ว่า จะตั้งใจทำงานและเก็บเงินให้ได้มากที่สุด เพื่อมาอยู่กับครอบครัว ผมได้ทำตามแผนที่วางไว้มาโดยตลอด แม้ว่าวันนี้งานบันเทิงอาจจะลดลงบ้าง ผมก็ไม่ได้ลำบาก พยายามวางแผนทำงานให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน นอกจากเดือนไหนได้เกินก็คิดว่าเป็นโบนัส ผมก็เอาไปลงทุนนั่นนู่นนี่บ้างครับ (ยิ้ม)

มอสวางแผนอนาคตของตัวเองและครอบครัวต่อจากนี้ไว้อย่างไร
มอส : 
ผมโชคดีที่มีภรรยาคู่ชีวิต (เกม – ดวงพร ลือกิติอนันต์) เป็นคู่คิด เวลาผมอยากทำอะไรก็ไปปรึกษาเขา ก็มีหลายโปรเจ็คต์อยู่เหมือนกัน เพียงแต่รอช่วงเวลาที่เหมาะสมอยู่ ตอนนี้น้องโสนอายุ 5 ขวบ ส่วนน้องสวรรค์อายุ 2 ขวบ ช่วงนี้ผมขออยู่กับลูกก่อน เพราะพอน้องโตถึง 5 ขวบเขาคงไม่อยากอยู่กับผมเท่าไหร่แล้ว (หัวเราะ) ภาพเด็กหญิงตัวน้อย ๆ ก็จะผ่านไป ตอนนี้ผมรับงานน้อยลงมาก เพื่อขอให้ได้อยู่กับเขา แม้ว่าอยู่กับลูกแล้วไม่ได้สตังค์ ผมก็ยอม เพราะมีความสุข (ยิ้ม) มีคนเคยถามว่าอยู่แต่บ้าน ผมไม่เหงามั่งหรือ เพราะเคยออกมาทำงานทุกวัน ผมก็ตอบไปว่าที่ผ่านมาผมเหนื่อยมากนะครับ บางปีได้หยุดแค่ไม่กี่วัน ตอนมีลูกคนแรก ผมแทบไม่ได้อยู่กับเขาเลย มีอยู่วันหนึ่งผมถามเกมว่า เด็กขวบครึ่งสองขวบกำลังน่ารักเลย ทำไมพี่ไม่มีภาพโสนในช่วงนั้น เกมก็ตอบว่า พี่ไม่เคยอยู่กับเขาเลยนี่นา ผมถือว่าผมพลาดมาก พอมามีลูกคนที่สอง ผมตัดสินใจขอเก็บภาพเหล่านี้ไว้ในหัวใจผมทันที ตอนมีลูกคนแรก งานเข้ามาเยอะมาก เงินก็เข้ามาเยอะด้วย (หัวเราะ) เลยต้องตัดสินใจรับงาน แถมยังเป็นคุณพ่อมือใหม่ ต้องดูแลทั้งเมียทั้งลูก เหนื่อยครับ แต่ตอนนี้สบายแล้ว ช่วงนี้ก็วางแผนไปก่อน ขอเวลาอีกสัก 2 - 3 ปี ตั้งใจไว้ว่าอยากเปิดโรงเรียนอินเตอร์สักแห่ง ส่วนอีกธุรกิจหนึ่งก็เป็นธุรกิจเกี่ยวกับเด็ก แล้วก็มีทุนส่วนหนึ่งที่ผมตั้งใจว่าจะนำไปลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบครับ (ยิ้ม)

อยากขอบคุณแฟนคลับที่ให้การสนับสนุนและติดตามมอสมาโดยตลอดอย่างไรบ้าง
มอส : 
เรื่องนี้ต้องขอบคุณเลยครับ (ยิ้มกว้าง) ทุกวันนี้หลายคนยังติดตามและให้กำลังใจผมอยู่ บางคนมีรูปถ่ายกับผมตั้งแต่ผมอายุ 18 ส่วนตัวเขาอายุ 14 – 15 บางคนแม้จะไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกัน แต่ก็ยังตามให้กำลังใจกัน มีแบบนี้หลายคนด้วยนะครับ ผมรู้สึกดีมากที่มีคนชอบขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ผมเองอาจจะไม่ค่อยได้ดูแลเขาเท่าไหร่ ได้คุยบ้าง ไม่ได้คุยบ้าง แต่เขาก็ยังเชื่อมั่นและติดตามผมอยู่เสมอ ต้องขอบคุณมาก ๆ ครับ

แล้วสำหรับคนที่เห็นชีวิตของมอสและมีมอสเป็นแรงบันดาลใจล่ะ มอสอยากฝากอะไร
มอส : 
ผมว่าชีวิตแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้มาตลอดชีวิต ก็คือเวลาจะทำให้อะไร เราต้องมีความสุขก่อน บางทีเราเห็นคนอื่นมีความสุข แล้วไปทำแบบเขา เราอาจไม่มีความสุขแบบเขาก็ได้ เพราะความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบนั่งนับเงินอยู่บ้าน ได้เห็นเงินในบัญชีเยอะ ๆ แล้วมีความสุข บางคนไม่จำเป็นต้องรวยขนาดนั้น ขอแค่ได้ไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ ก็โอเคแล้ว บางคนอาจชอบไปนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม ความสุขของคนเราไม่เหมือนกันครับ เราต้องหาความสุขของตัวเองให้ได้ก่อน อย่างตัวผม ผมชอบอยู่บ้าน ทำกับข้าว เล่นกับลูก มีงานทำบ้าง แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ผมไม่จำเป็นต้องมีรถสปอร์ต เพราะผมไม่คิดว่าผมจะมีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ ผมแค่มีจักรยานดี ๆ สักคัน เอาไว้ปั่นออกกำลังกาย แค่นี้ก็โอเคแล้ว ผมอยากให้ทุกคนหาความสุขและความฝันของตัวเองให้เจอ แม้วันนี้อาจทำไม่ได้ แต่ก็อย่าเพิ่งหยุดทำ เพราะเมื่อเรายังมีโอกาสได้ทำ วันหนึ่งความฝันก็อาจเป็นจริงก็ได้ครับ

     ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่มอสก็ยังคงเป็นมอสคนเดิมที่ร่าเริง ยิ้มเก่ง ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ตั้งใจทำงานแบบมืออาชีพ ตรงต่อเวลาเสมอ และเมื่อสัมผัส ‘มิสเตอร์มอส’ ของแฟนคลับอย่างเต็มตัว ก็คงต้องบอกอย่างที่ใคร ๆ เลยพูดไว้ว่า “ผู้ชายคนนี้ ไม่รัก... ไม่ได้แล้วจริง ๆ”