บุคคล (ไม่) ธรรมดา : แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว ปรึกษาง่าย คลายกังวล
    Search
  
15
บุคคล (ไม่) ธรรมดา : แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว ปรึกษาง่าย คลายกังวล
 
 

บุคคล (ไม่) ธรรมดา : ปารมี ปิยะศิริศิลป์  ภาพ : พิภพ คุณชล
All magazine มีนาคม 2560


แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว ปรึกษาง่าย คลายกังวล

แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว
ปรึกษาง่าย คลายกังวล

     คุณเคยปวดหัว ปวดท้อง หรือเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุไหม กังวลทีไรต้องหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตทุกที อ่านไปอ่านมา คิดว่าตัวเองกลายเป็นโรคร้ายแรงเสียอย่างนั้น ‘บุคคล (ไม่) ธรรมดา’ ฉบับนี้ ขอนำคุณผู้อ่านมาไขปัญหาสุขภาพด้วย ‘แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว’ เว็บไซต์และเฟซบุ๊กแฟนเพจที่ให้คำแนะนำเรื่องโรคภัยไข้เจ็บผ่านโลกออนไลน์ ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและไม่เกินจริง ก่อตั้งโดย ‘หมอเกมส์ - นพ.อดุลย์ชัย ธรรมาแสงเสริฐ’ นายแพทย์ผู้เชื่อว่าคำแนะนำดี ๆ สามารถช่วยเหลือคนได้

all : หมอเกมส์อยากเป็นหมอมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า
นพ.อดุลย์ชัย : ไม่นะครับ คุณพ่อของผมเป็นวิศวกร ส่วนคุณแม่เป็นนักบัญชี ผมไม่ได้มีความคิดที่จะเป็นหมอเลย แต่ว่าสมัยก่อนสังคมมักเชื่อกันว่า ‘เรียนเก่งต้องเป็นหมอ’ ผมก็เลยเลือกเรียน ส่วนที่ผมเรียนต่อด้านศัลยแพทย์เนี่ย เป็นผลมาจากช่วงปี 4 ถึง ปี 6 นักเรียนแพทย์ทุกคนต้องฝึกประสบการณ์ในทุก ๆ แผนก เช่น สูตินรี อายุรกรรม จิตเวช ศัลยกรรม ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองท่องไม่เก่ง แต่ลงมือปฏิบัติเก่ง มันต้องเป็นศัลยแพทย์ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลพญาไท พร้อมกับเปิดคลินิคส่วนตัวด้วยครับ

all : โครงการ ‘แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว’ มีความเป็นมาอย่างไร
นพ.อดุลย์ชัย : มันเริ่มต้นมาจากการที่ผมกับเพื่อน ๆ แพทย์ศิริราช รุ่น 103 มีกรุ๊ปปิดอยู่ในเฟซบุ๊กครับ เวลามีอะไรเราก็จะคุยกัน เพื่อนแต่ละคนกระจัดกระจายกันไปทุกทิศทุกทางทั่วประเทศ บางคนเป็นอาจารย์แพทย์ บางคนไปประจำตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั้งเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แม้กระทั่งนราธิวาสก็มีครับ แต่พอมีเคสที่น่าสงสัย เขาก็จะนำมายกตัวอย่างกันในกรุ๊ปปิด ซึ่งไม่มีใครเห็นนอกจากหมอด้วยกัน “เฮ้ย ! เคสนี้ทำยังไง ?” เพื่อนที่เป็นอาจารย์แพทย์เขาจะแนะนำ คนที่เอาเคสมาปรึกษาก็กลับไปรักษาคนไข้จนหาย ผมมองดูอยู่สักพักแล้วรู้สึกว่า “มันเป็นไปได้” มีการรักษาแบบทางไกลเกิดขึ้น ขนาดเพื่อนที่อยู่นราธิวาสยังส่งเคสมาปรึกษาเพื่อนที่อยู่เชียงใหม่ได้เลย ดูประวัติ ดูผลตรวจต่าง ๆ แล้วเขาก็ติดต่อพูดคุยกัน ถ้าสมมติเราทำเป็นกรุ๊ปเปิด แล้วให้คนทั่วไปมาปรึกษา มันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากเลย ผมเลยรวมกลุ่มแพทย์จิตอาสา แล้วเขียนโครงการไปเสนอ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ว่าเราอยากเปิดเว็บไซต์ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์ ซึ่งเขาได้ตอบรับและให้ทุนสำหรับทำเว็บไซต์มาครับ

all : มีวิธีอย่างไรในการรวบรวมหมอจิตอาสาเข้าร่วมโครงการ ‘แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว’
นพ.อดุลย์ชัย : หลังจากผมได้ไอเดียผมก็นำไปเสนอเพื่อน ๆ “เราจะทำเรื่องนี้ ใครจะมาช่วยเราได้บ้าง ?” ซึ่งเป้าหมายแรกเราต้องดูก่อนเลยว่าในสมัยที่เราเรียนอยู่ ใครชอบทำกิจกรรมบ้าง ไปหาคนที่เคยอยู่ชมรมอาสา คนที่มีแนวความคิดชอบช่วยเหลือเหมือนกัน ตอนแรกก็หามาแค่ห้องละคนก่อน อายุรแพทย์หนึ่งคน ศัลยแพทย์หนึ่งคน สูตินรีแพทย์หนึ่งคน บางคนเป็นรุ่นน้อง และบางคนก็เป็นรุ่นพี่ และก็มีหมอจิตอาสาเข้ามาช่วยเรื่อย ๆ จนตอนนี้มีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมตอบคำถามกว่า 30 คนแล้วครับ

all : ทำไมถึงใช้ชื่อว่า ‘แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว’ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วทุกคนสามารถเข้าไปปรึกษาปัญหาสุขภาพได้โดยไม่เสียเงินสักบาท
นพ.อดุลย์ชัย : เพื่อนคนหนึ่งเขาพูดขึ้นมาว่า “ถ้าเราบอกเขาว่ารักษาฟรีมันดูไม่มีค่า พวกเราแต่ละคนเสียสละเวลาที่มีค่าของตัวเองมานะ” บางคนอาจบอกว่า “ตรวจคนไข้ในโรงพยาบาลเยอะแล้ว กลับบ้านพอกันเถอะ” แต่คนเหล่านี้เขามีใจอยากช่วยเหลือ ดังนั้นถ้าบอกว่าฟรี มันดูไร้ค่า เพื่อนอีกคนเลยพูดเสริมว่า “ทำเหมือนหมอดูไหม เวลาดูหมอเขาจะมีค่าครู บาทหนึ่ง” (หัวเราะ) ผมเลยตัดสินใจตั้งชื่อว่า ‘แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว’ ซึ่งในอีกแง่มุมหนึ่งคนไข้ก็ไม่ได้รักษาฟรีนะ เขาต้องเสียค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าไฟ เราขอประเมินตรงนี้ให้เป็นเงินหนึ่งบาทได้ไหม

นพ.อดุลย์ชัย
all : คุณเป็นคนทำเว็บไซต์เองหรือเปล่า
นพ.อดุลย์ชัย : ผมไปจ้างเขาทำด้วยเงินทุนที่ได้จาก สสส. ครับ ทั้งเว็บไซต์ อินโฟกราฟิก และโมชั่นกราฟิก แต่ผมจะเป็นแอดมินที่คอยดูแลอยู่ตลอดเวลาครับ ส่วนเฟซบุ๊กเนี่ยผมเป็นคนทำเองทั้งหมดเลย

all : แนะนำเว็บไซต์ให้เราฟังหน่อย
นพ.อดุลย์ชัย : คิดง่าย ๆ ครับ เหมือนเราสร้างโรงพยาบาลขึ้นมาโรงพยาบาลหนึ่ง แต่อยู่ในรูปแบบออนไลน์ บนเว็บไซต์ เดินไปถึงจะมีห้องอายุรกรรม ศัลยกรรม โรคเด็ก สูตินรี ถามว่าทำไมเอา 4 ห้องนี้เป็นหลัก เพราะ 4 แผนกนี้เป็นโรคที่คนเป็นเยอะที่สุด และในแต่ละห้องก็จะบอกว่าใครเป็นคนให้คำปรึกษาบ้าง เหมือนมาโรงพยาบาลเลย ภายในห้องนั้น ๆ จะแจ้งประวัติและความเชี่ยวชาญของหมอให้คนไข้ทราบ บอกเลยว่าหมอแต่ละคนไม่กระจอกนะ (ยิ้ม) จากนั้น มองหาปุ่มปรึกษาคุณหมอ พอคลิกปุ๊บมันจะลิงก์ไปที่เฟซบุ๊กเลยทันที เหตุผลที่ผมทำให้เว็บไซต์และเฟซบุ๊กเชื่อมต่อกันก็เพราะว่า เฟซบุ๊กจะช่วยให้หมอและคนไข้สามารถโต้ตอบกันได้ตลอดเวลา ถ้าเป็นเว็บไซต์เนี่ยเราจะไม่รู้เลยว่าคนไข้เข้ามาถามอะไรตอนไหนบ้าง หรือหมอเขาตอบอะไรไปหรือยัง ผมเลยคิดว่าแบบนี้น่าจะเวิร์คกว่า

all : ถ้าอยากเข้าไปปรึกษาปัญหาสุขภาพต้องทำอย่างไร
นพ.อดุลย์ชัย : อันดับแรกเข้าไปในตัว เว็บไซต์ www.sosspecialist.com ครับ แต่ทุกคนไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิกนะ สามารถเข้าไปขอคำปรึกษาได้เลย โดยการเข้าไปในห้องตรวจโรคที่สงสัยว่าตัวเองเป็น ซึ่งผมลิงก์ทุกห้องไว้กับเฟซบุ๊กเรียบร้อยแล้ว คุณจะได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างแน่นอน แต่สมมติคุณนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าตัวเองเป็นโรคอะไร คุณมาตรง ‘contact us’ ติดต่อเรา แล้วถามคำถามได้เลย คุณจะได้เข้าไปคุยกับหมอในห้องแชตกลาง และถูกส่งไปตรวจห้องต่าง ๆ ต่อไป

all : หมอแต่ละท่านเข้าไปตอบคำถามบ่อยไหม
นพ.อดุลย์ชัย : วันหนึ่งประมาณ 4 ครั้งครับ เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน เหมือนกินยาหลังอาหารเลย (หัวเราะ) แต่จะไม่มีใครมานั่งเฝ้าหน้าจอนะ ฉะนั้นคนไข้ต้องรู้ไว้ว่า ถ้ามีเรื่องฉุกเฉินให้ไปโรงพยาบาล ไม่ต้องรอตรวจกับเรา เพราะสิ่งที่เราให้คือคำแนะนำเท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยโรค การวินิจฉัยโรคต้องประกอบไปด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพียงการถามตอบแบบออนไลน์เนี่ย ไม่สามารถวินิจฉัยได้ ให้ได้เพียงคำแนะนำ แต่ผมมั่นใจว่าคำแนะนำดี ๆ สามารถช่วยคนได้

all : คนส่วนใหญ่เขามาปรึกษาปัญหาเรื่องอะไร
นพ.อดุลย์ชัย : ดูจากข้อมูลเชิงลึกในเฟซบุ๊ก ผมจะเห็นว่าแฟนเพจเป็นคนกลุ่มไหน คนที่เข้ามาปรึกษามีอัตราส่วนถึง 3 ใน 4 เลย และอยู่ในช่วงอายุ 25 - 34 ปี และพวกเขามักจะถามปัญหาของผู้หญิงครับ เช่น ประจำเดือนไม่มา ตกขาวผิดปกติ หรือบางคนเพิ่งคลอดลูกมาแล้วไม่รู้จะเลี้ยงยังไง เขาก็เข้ามาถามนะ

all : เคยมีคนไข้เข้ามาปรึกษาปัญหาสุขภาพแบบ follow up (ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง) ไหม
นพ.อดุลย์ชัย : โอ๊ย ! มีหลายคนเลยครับ ต้องบอกว่าบางทีคนไข้ไปหาหมอมาแล้วนะแต่เขายังมึนอยู่ อย่างสมมติว่าคุณไปโรงพยาบาลแล้วหมอบอกว่าเป็นไทรอยด์เป็นพิษนะ เดี๋ยวเอายาไปกิน คุณคิดว่าคนธรรมดาทั่วไปเขาจะรู้ไหมโรคไทรอยด์เป็นพิษเป็นยังไง แต่หมอที่ตรวจเขาคิดว่าคนไข้เข้าใจ นี่แหละคือสิ่งที่เขากลับมาถาม “หมอเขาบอกว่าไทรอยด์เป็นพิษ มันเป็นยังไงหรือคะ” เราก็ชี้แจงไป เอาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่เชื่อถือได้ เลือกเว็บไซต์ที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายให้คนไข้อ่าน พอคนไข้อ่านเขาจะรู้แล้วว่าโรคไทรอยด์เป็นพิษมันไม่ได้น่ากลัวนะ ไม่ใช่โรคติดต่อ หมอรักษาให้หายได้ กินยาสม่ำเสมอแล้วจะดีขึ้น นี่คือสิ่งที่คนไข้อยากรู้ แต่ในสภาวะความเป็นจริงถามว่าคุณหมอเขาอยากอธิบายอย่างนี้ไหม เขาอยากนะ แต่หมอต้องตรวจคนไข้ 50 คน ให้หมดภายในช่วงเช้า เฉลี่ยได้เวลาคุยกับหมอคนละไม่กี่นาที ‘แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว’ แค่เข้ามาช่วยอธิบายเพิ่มเติมเท่านั้นเอง

นพ.อดุลย์ชัยall : มีคนเข้ามารับคำปรึกษามากน้อยแค่ไหน
นพ.อดุลย์ชัย : จากที่สำรวจกว่า 2 ปี มีคำถามเข้ามามากกว่า 300,000 ข้อครับ บางคนเคยถามปัญหาของตัวเองไปแล้ว แต่ว่าเข้ามาถามให้เพื่อนด้วยก็มี

all : คนที่ไม่เคยปรึกษาหมอแบบออนไลน์มาก่อน เขาสามารถนำคำแนะนำที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เลยรึเปล่า
นพ.อดุลย์ชัย : หลายคนชอบเข้ามาถามว่า “เบื้องต้นทำยังไงครับ” เราก็บอกขั้นตอนวิธีการไป แต่แนะนำให้พบแพทย์เพิ่มเติมเสมอ เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกว่า “โอเค บางครั้งเขาฟังเรา” พอเขาไปทำแล้วหายมันก็จบ แต่บางเคสเราบอกได้เลยว่าคุณต้องไปรักษากับหมออย่างต่อเนื่อง สมมติมีคนมาบอกว่าปวดท้อง บอกอาการต่าง ๆ มา ฟังดูแล้วเหมือนโรคกระเพาะ เราจะแนะนำให้กินยาธาตุน้ำขาว แต่ว่าเขาจะไม่หายขาดนะถ้าเข้าไม่ได้กินอย่างสม่ำเสมอ เพราะการจะรักษาโรคกระเพาะคุณต้องกินยาต่อเนื่อง 2 เดือนเลย อย่างต่ำก็ 8 สัปดาห์ คำแนะนำของเราเชื่อถือได้เพราะทุกคนจะได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วนเราก็แนะนำให้ไปตรวจกับหมอดีที่สุด

all : สิ่งที่ได้รับจากการทำโครงการนี้
นพ.อดุลย์ชัย : ทีมแพทย์หลาย ๆ คนได้รับคำขอบคุณและความสุข (ยิ้ม) เพราะเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย เราทุกคนทำเพราะอยากช่วยเหลือจริง ๆ แต่ถ้าถามผม ผมได้นวัตกรรมใหม่ด้วย ตอนนี้ผมกำลังรวบรวมคำถามต่าง ๆ มาทำเป็นแอปพลิเคชันสำหรับถามปัญหาสุขภาพที่คนไข้และหมอสามารถนำไปใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลย

all : อาชีพการงานก็ดี มีคลินิคเป็นของตัวเอง แต่ก็ยังเลือกที่จะช่วยเหลือคนอื่น คุณหมอมีแนวความคิดในการใช้ชีวิตยังไง

นพ.อดุลย์ชัย : ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่ผมมองว่าตัวเองเรียนมาเยอะ เรียนแพทย์ รวมแพทย์เฉพาะทางก็ 12 ปีแล้ว แต่สุดท้ายก็มาทำเฉพาะด้านการผ่าตัด ผมคิดว่า “เฮ้ย ! เรียนมาตั้งเยอะ” แล้วความรู้เราจะมาจำกัดอยู่แค่นี้หรอ มันไม่แฟร์กับหลาย ๆ อย่างนะ ถ้าสามารถช่วยเหลือคนอื่น ๆ ได้ ผมก็อยากทำ

all : อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านหรือคนในสังคมไหม

นพ.อดุลย์ชัย : บางทีคนเราไม่สามารถเลือกได้ คนเรียนเก่งก็ใช่ว่าจะเลือกได้ ตัวผมเองก็ไม่ได้มีตัวเลือกมากนัก แต่ในเมื่อมาเป็นหมอแล้ว เราจะทำอย่างไรให้มีความสุขในสายวิชาชีพของตัวเอง นำความเชี่ยวชาญของเราไปแนะนำคนอื่นได้ บางครั้งแค่การบอกทางกับคนที่ไม่รู้เราก็มีความสุขแล้ว ‘เมื่อให้ก่อนจึงได้รับ’ แม้สิ่งที่ได้รับกลับมาจะไม่ใช่เงินทอง แต่รับรองว่าคุณจะสุขใจ
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);