นัดพบนักเขียน : ‘เงาจันทร์’ จากลูกชาวนา สู่นักเขียนมือรางวัล
    Search
  
13
นัดพบนักเขียน : ‘เงาจันทร์’ จากลูกชาวนา สู่นักเขียนมือรางวัล
 
 

นัดพบนักเขียน : รินคำ 
ภาพ : แพรวสำนักพิมพ์
All magazine มกราคม 2560


‘เงาจันทร์’ จากลูกชาวนา สู่นักเขียนมือรางวัล
‘เงาจันทร์’

     นักเขียนหญิงร่างเล็กที่ใช้เวลาว่างจากการเป็นครูสอนหนังสือ มุ่งมั่นทำงานเขียนมากว่าสิบปี มีผลงานทั้งนวนิยายและเรื่องสั้นระดับคุณภาพ ได้รับการการันตีจากหลากหลายเวที ‘อำไพ สังข์สุข’ ใช้นามปากกาว่า ‘เงาจันทร์’ แทนชื่อจริง ใครจะเชื่อว่าลูกชาวนาครูบ้านนอกคนหนึ่งจะกลายเป็นนักเขียนมือรางวัลที่หลายคนจับตามอง ลองมานั่งฟัง ‘เงาจันทร์’ เล่าชีวิตของเธอในโลกวรรณกรรมให้ฟังกัน


 ก่อนจะกลายมาเป็น ‘เงาจันทร์’ ในวันนี้ ชีวิตคุณเป็นอย่างไร
เงาจันทร์ : ดิฉันเป็นคนเงียบ ๆ ชอบอ่านหนังสือ เวลาได้ดูหนังที่เขียนบทดี ๆ ก็ฝันจังเลยว่าสักวันจะเขียนบทหนังดี ๆ ได้สักเรื่องค่ะ

ทำไมถึงตั้งนามปากกาว่า ‘เงาจันทร์’
เงาจันทร์ : เป็นเด็กบ้านนอกที่หลงรักพระจันทร์ค่ะ (ยิ้ม) โตมากับพระจันทร์ที่ขึ้นจากขอบทุ่งโล่งกว้าง เล่นกับพี่น้องในลานนวดข้าวกลางแสงจันทร์ อ่านหนังสือกับพระจันทร์นอกหน้าต่าง ทุกคืนเห็นทุ่งนาบ้านเรือนคนจนเป็นเงาชัดเจนใต้แสงจันทร์ ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปโรงเรียนก็เห็นจันทร์ค้างฟ้า ช่วยพ่อไล่วัวนวดข้าวก็เห็นพระจันทร์คล้อยดวงอยู่ทางทิศตะวันตกค่ะ เรียกว่ามีพระจันทร์อยู่ในชีวิตทุกมิติเลย

ทุกวันนี้ยังใช้ชีวิตเป็นครูและนักเขียนในเวลาเดียวกันใช่ไหม คุณใช้เวลาช่วงไหนเขียนหนังสือ
เงาจันทร์ : ยังสอนหนังสือเหมือนเดิมค่ะ ย้อนไปสักสองปีก่อน จะตื่นตีสี่ครึ่งทุกวันแล้วเขียนหนังสือไปจนกว่าจะหกโมง จึงอาบน้ำไปโรงเรียน แต่ระยะหลังป่วย ทำให้ต้องไปวิ่งออกกำลังที่สนามในโรงเรียนช่วงตีห้าครึ่งทุกวัน เวลาเขียนหนังสือจึงเป็นช่วงวันหยุด ถ้าร่างกายไหวก็เขียนเรื่อยไปจนกว่าจะค่ำทุกวันหยุดค่ะ

ผลงานชิ้นแรกเกิดขึ้นได้อย่างไร มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจ

เงาจันทร์ : เรื่องสั้นเรื่องแรกตีพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย ชื่อเรื่อง ‘วันแห่งการเรียนรู้ของน้ำใส’ ตอนนั้นดิฉันป่วยเป็นทีบีลงต่อมน้ำเหลือง กินยาครบหกเดือนแล้วไม่หาย ก็เลยลงมือเขียนหนังสือจริง ๆ จัง ๆ หลังจากที่ปล่อยให้มันเป็นความฝันอยู่นาน แรงบันดาลใจก็คือภาพพ่อที่เลี้ยงดูลูก ๆ ด้วยความมานะบากบั่น พยายามให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก ลุงชื่นในเรื่องก็คือพ่อของดิฉันเองค่ะ

ความเป็นลูกชาวนาเพชรบุรี ทำให้ข้อมูลในการเขียนหนังสือของคุณมาจากท้องทุ่ง และสิ่งต่างๆของจังหวัดเพชรบุรีใช่ไหม
เงาจันทร์ : ใช่ค่ะ (ยิ้ม) เพชรบุรีเป็นจังหวัดที่สวยงาม ผู้คนมีอุปนิสัยน่าสนใจ ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างของเพชรบุรีที่ดิฉันยังอยากเขียนถึงในงานเล่มต่อ ๆ ไป

ความเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของ “แดนอรัญ แสงทอง” มีผลต่อโลกในวรรณกรรมมากแค่ไหน
เงาจันทร์ : จริง ๆ แล้ว เราเกี่ยวข้องกันน้อยมาก หากโลกวรรณกรรมจะแปลกใจก็คือการที่เราเกี่ยวข้องกันน้อยจริง ๆ

เงาจันทร์ช่วงหนึ่งของชีวิต คุณเคยไม่สบายจากการอ่านหนังสือด้วยใช่ไหม อยากให้เล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่าคุณผ่านช่วงเวลานั้นมาอย่างไร
เงาจันทร์ : ช่วงที่อายุยังน้อยดิฉันอ่านหนังสือของนักเขียนที่ฆ่าตัวตายเยอะ เช่น คาวาบาตะ, ริวโนะสุเกะ, เฮมิงเวย์ ฯลฯ และมักคิดว่านั่นคือวีรกรรม การฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ฝังลึกในใจ ความเป็นช่างคิด ช่างรู้สึกที่เกินพอดี พัฒนาเป็นโรคซึมเศร้า จนวันหนึ่งอ่าน ‘ปาป้า เฮมิ่งเวย์’ ที่แปลโดยพิมาน แจ่มจรัส (แคน สังคีต) หนังสือโยงภาพให้เห็นว่าผู้คนรอบตัวเฮมิ่งเวย์ฆ่าตัวตายถึง 11 คน ดิฉันปิดหนังสือแล้วก็ไปหาจิตแพทย์ ดิฉันกลัวตัวเองจะฆ่าตัวตาย เป็นความกลัวที่จริงจังมาก

ความไม่สบายในครั้งนั้น มีผลต่องานเขียนของคุณไหม

เงาจันทร์ : แรก ๆ คุณหมอก็ห้ามค่ะ บอกให้หยุดเขียน หยุดอ่านสักระยะ แล้วก็ให้ยามากิน มันเป็น ๆ หาย ๆ บางทีก็หายไปนาน แต่แล้วความกลัวเดิม ๆ ก็กลับมาใหม่ มีบางครั้งที่ดิฉันไม่ได้นอนติดต่อกันหลายวัน ก็กินยาและนั่งสมาธิบ้าง แต่ก็ยังสู้ไม่ค่อยไหว หมอยังต้องจ่ายยาให้กินอยู่ แต่ดิฉันก็ยังคงเขียนงานอย่างต่อเนื่องนะคะ นอกจากเวลาจะเขียนบางเรื่องที่น่ากลัว ดิฉันจะไปหาคุณหมอก่อนเพื่อเอายามากิน ทุกวันนี้อาการป่วยนี้เป็นเหมือนเรื่องปกติ การเขียนหนังสือช่วยเยียวยาดิฉันมากกว่าจะเป็นการทำงาน

คิดว่าจุดเด่นของงานเขียนของตนเองคืออะไร

เงาจันทร์ : งานของดิฉันนำเสนอเรื่องราวในส่วนลึกของจิตใจ ดิฉันเขียนถึงชีวิตข้างในของผู้คน ความสับสนอลเวงข้างในนั้น ดิฉันไม่ค่อยได้เขียนอะไรอื่นนอกจากนี้ค่ะ

กว่าจะมาเป็น ‘เงาจันทร์’ ในวันนี้ เคยท้อจนคิดจะเลิกเขียนหนังสือไหม แล้วอะไรที่ทำให้คุณยืนหยัดเขียนหนังสือ
เงาจันทร์ : ดิฉันไม่เคยคิดท้อสักครั้งค่ะ การเขียนหนังสือเป็นสิ่งที่ดิฉันรัก เป็นความฝันที่อยากจะเขียนงานให้ดีที่สุด เวลาที่เขียนไม่ได้ก็มีหดหู่ใจบ้าง แต่ก็ก้มหน้าเขียนต่อไปค่ะ ตายเมื่อไรค่อยหยุดเขียนค่ะ

คุณคว้ารางวัลมาจากหลายเวที เช่น นายอินทร์อะวอร์ด (บุหลันแรม (เรื่องสั้น), ในรูปเงา) เซเว่นบุ๊คอวอร์ด (ในรูปเงา ,รักในรอยบาป) มีนักเขียนหญิงจำนวนไม่มากนักที่ก้าวมายืนอยู่ในจุดนี้ คุณรู้สึกอย่างไร
เงาจันทร์ : รู้สึกดีค่ะ (ยิ้ม) ไม่ใช่เย่อหยิ่งอะไร เพราะความสุขอยู่ที่การได้เขียน รางวัลช่วยทำให้งานเป็นที่สนใจของนักอ่าน นักวิจารณ์มากขึ้น เขียนหนังสือแล้วมีคนพูดถึงทั้งในแง่บวก แง่ลบ ดีกว่าเขียนออกมาแล้วมีไม่มีคนสนใจเลย เพราะคนเขียนมีเรื่องเล่าขาน มีสิ่งที่อยากแสดงทัศนะ ความคิดเห็นที่ต้องการสื่อสารกับคนอื่น คนเขียนก็อยากรู้ว่า คนอ่านอ่านแล้วคิดเห็น
อย่างไร ส่วนเรื่องเพศของนักเขียน ส่วนตัวคิดว่า ไม่ว่าเพศไหนก็มีศักยภาพและความสามารถในการคิดที่ไม่ด้อยกว่ากันค่ะ

คิดว่ารางวัลมีผลต่อนักเขียน มากน้อยแค่ไหน

เงาจันทร์ : สำหรับคนอื่นดิฉันไม่รู้นะคะ แต่กับดิฉันแล้วนอกจากความยินดีแล้วก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น อย่างไรเสียดิฉันก็ยังทำงานเขียนต่อไป

‘เงาจันทร์’ จากลูกชาวนา สู่นักเขียนมือรางวัลนักเขียนที่เป็นแรงบันดาลใจของคุณคือใคร เหตุผลที่ชื่นชอบคืออะไร

เงาจันทร์ : แหม... คำถามนี้ตอบยาก ดิฉันอ่านนักเขียนหลายคน และมีหลายคนที่ชอบค่ะ ในยุคเริ่มต้น อ่านงานของ ‘ไม้ เมืองเดิม’ ค่ะ ต้นฉบับรักสามเศร้าของดิฉัน ชอบความเดียวดายในงานที่เขียนเรียบแต่ลึกซึ้งของคาวาบาตะ ชอบริวโนะสุเกะที่เฉียบคม ชอบอังตวน เต็ก ซูเปรีที่เขียนอะไรได้งดงามลงตัว ชอบกามูร์ที่แอบเสิร์ด (absurd – ไร้เหตุผล) ดี ชอบแมกซิม กอร์กี้ที่เขียนถึงคนจนได้มีชีวิตชีวา ชอบภาษาของคุณสุวรรณี สุคนธา คุณพิบูลศักดิ์ ละครพล ชอบมาร์เกวซที่สร้างงานทรงพลังมาก เขียนเรื่องการเมืองได้แบบไม่เฝือค่ะ ระยะหลังมาชอบ บาริกโก,หลุยส์ เซปุร์เบดา และแดนอรัญ แสงทอง ทุกคนเป็นแรงบันดาลในแง่ที่เอาจริงเอาจังกับการเขียนหนังสือไว้เป็นสมบัติของโลกนี้ค่ะ

ตลอดสิบกว่าปีบนเส้นทางวรรณกรรมให้อะไรกับลูกชาวนาและครูบ้านนอกคนนี้บ้าง
เงาจันทร์ : การเป็นครู เรามีหน้าที่ให้ความรู้กับเด็ก ๆ ถือเป็นงานที่มีค่ายิ่ง ส่วนการเป็นนักเขียนเป็นการเติมชีวิตให้เต็ม งานเขียนส่วนใหญ่ของดิฉันเขียนถึงบ้านนอก บ้านนา เป็นความภูมิใจที่ได้เขียนถึงค่ะ ถ้าเป็นครูอย่างเดียว ชีวิตคงไม่สนุกเท่านี่ได้เลยค่ะ

มีคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียนอย่างไรบ้าง
เงาจันทร์ : มันไม่ง่ายเลยค่ะที่จะเป็นนักเขียน หากมัวจด ๆ จ้อง ๆ อยู่ วันเวลาก็จะล่วงเลยไป ลงมือเขียนแหละค่ะดีที่สุด ควรให้บรรณาธิการเป็นคนพิจารณาเรื่องของคุณ หากมันไม่ผ่านก็เขียนใหม่ สักวันมันต้องผ่านสักเรื่องจนได้แหละค่ะ และก็อย่าละเลยที่จะอ่านด้วยในเวลาเดียวกันค่ะ

อยากฝากอะไรถึงคนอ่านบ้าง
เงาจันทร์ : ดิฉันขอบคุณมิตรสหายพี่น้องที่คอยติดตามอ่านงานของ ‘เงาจันทร์’ อย่างสม่ำเสมอ นี่คือของขวัญที่ดีที่สุดที่ดิฉันได้รับค่ะ
    ตราบใดที่พระจันทร์ยังขึ้นลงตรงขอบฟ้า เราเชื่อว่า งานเขียนของ ‘เงาจันทร์’ จะยังคงทอแสงสว่างไสวประดับโลกวรรณกรรมต่อไปนานเท่านาน

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);