เรื่องเก่าเล่าสนุก : หลักกิโลเมตรที่ 0 ของประเทศไทย
    Search
  
10
เรื่องเก่าเล่าสนุก : หลักกิโลเมตรที่ 0 ของประเทศไทย
 
 

เรื่องเก่าเล่าสนุก
เรื่อง : โรม บุนนาค
all Magazine :  ปีที่ 8  ฉบับที่  2  เดือน มิถุนายน 2556

หลักกิโลเมตรที่ ๐ ของประเทศไทย
          ทางหลวงแผ่นดินสายประธานของประเทศไทย ซึ่งแยกจากส่วนกลางไป ๔ ภาคของประเทศนั้น ๓ สายมีต้นทางอยู่ในกรุงเทพฯ และมีจุดเริ่มสายละมุมเมืองตามทิศที่จะมุ่งไป ส่วนอีกสายไปเริ่มที่จังหวัดสระบุรี ห่างกรุงเทพฯไป ๑๐๗ กิโลเมตร
          แต่ในทางสัญลักษณ์ หรือจะเรียกว่าทางการเมืองก็ย่อมได้ ให้ถนนทั้ง ๔ สายนี้เริ่มต้นที่จุดเดียวกัน คืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สัญลักษณ์ของการปกครองที่ได้มาเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕
          ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑ เส้นทางที่ออกจากกรุงเทพฯไปภาคเหนือ จนสุดแดนสยามที่สะพานข้ามแม่น้ำแม่สาย เส้นแบ่งเขตไทย-พม่า ซึ่งรู้กันทั่วไปว่าเริ่มจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เดิมมีชื่อว่า “ถนนประชาธิปัตย์” ครม.ให้เปลี่ยนชื่อเป็น “ถนนพหลโยธิน” เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๙๓ เพื่อเป็นเกียรติแก่ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) หัวหน้าคณะราษฎร
          ถนนสายนี้เริ่มตัดในปี ๒๔๗๙ โดยกรมยุทธโยธาทหารบก จากสนามเป้าไปถึงสนามบินของกองบินทหารบกที่ดอนเมือง และต่อไปถึงจังหวัดลพบุรีในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งดำริจะสร้างลพบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง จากนั้นก็ตัดเชื่อมถนนในจังหวัดต่างๆเรื่อยไปจนถึงถนนลำปาง-เชียงราย รวมระยะทางทั้งหมด ๑,๐๐๕ กิโลเมตร
          ส่วนทางหลวงหมายเลข ๒ สายหลักของภาคอีสาน สุดชายแดนที่หนองคาย มีระยะทาง ๕๐๘ กม. ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาทั้งงบประมาณและเทคนิคการสร้าง เป็นทางหลวงสายแรกที่สร้างแบบทันสมัย ลาดยางแบบแอสฟัลติกคอนกรีต โดยช่วงสระบุรี-ปากช่อง-นครราชสีมาสร้างทับถนนสุดบรรทัด และช่วงนครราชสีมา-ขอนแก่น-อุดรธานี-หนองคายทับถนนเจนจบทิศ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ จึงได้ชื่อใหม่ทั้งสายว่า “ถนนมิตรภาพ”
หลักกิโลเมตรที่ ๐ ของประเทศไทย
          จุดเริ่มต้นของถนนมิตรภาพจึงอยู่ที่จังหวัดสระบุรี แยกจากถนนพหลโยธินที่ กม. ๑๐๗ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ สายหลักที่ออกจากกรุงเทพฯไปภาคตะวันออก มีตำนานมาตั้งแต่ราวปี ๒๔๖๒ เมื่อ นางสาว อี. เอส. โคล หรือที่รู้จักกันในนาม “แหม่มโคล” ครูใหญ่โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ได้ไปซื้อที่ดิน ๒๕ ไร่ริมคลองแสนแสบ เพื่อย้ายโรงเรียนกุลสตรีวังหลังจากข้างโรงพยาบาลศิริราชมาอยู่ที่แห่งใหม่ซึ่งยังไม่มีชุมชน การคมนาคมก็มีแต่ทางคลองแสนแสบ จึงขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณรัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯให้ตัดถนนต่อจากถนนที่สร้างต่อมาจากถนนปทุมวัน จนถึงถนนที่แยกไปสถานีวิทยุโทรเลข ซึ่งอยู่ในแนวถนนที่เจ้าพระยายมราชดำริจะตัดไปสมุทรปราการอยู่แล้ว แต่กรมสุขาภิบาลยังไม่มีเงินสร้างให้ ต้องตัดถนนสำคัญอีกหลายสาย
 ในปี ๒๔๖๖ โรงเรียนกุลสตรีวังหลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวีในรัชกาลที่ ๕ เปลี่ยนชื่อเป็น “วัฒนาวิทยาลัย” จึงได้ร่วมกับ นาย เอ.อี.นานา ซึ่งมีที่ดินอยู่ในย่านนั้นมาก บอกบุญเรี่ยไรเจ้าของที่ดินในย่าน ได้เงินมาให้กรมสุขาภิบาลขุดคลองเอาดินพูนขึ้นเป็นถนน จากจุดบรรจบของถนนที่ได้รับพระราชทานชื่อว่าถนนเพลินจิตกับถนนวิทยุ ไปถึงซอยที่ออกมาจากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เป็นระยะทาง ๓,๐๗๒ เมตร
           ต่อมาในปี ๒๔๗๐ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงลพบุรีราเมศร เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ขอพระบรมราชานุญาต ร.๗ ตัดถนนต่อจากปากซอยโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยไปถึงสมุทรปราการ ทรงอ้างเหตุผลว่า มีบ้านเรือนราษฎรขยายไปทางทิศใต้จนเห็นได้ว่าพระนครจะขยายไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว ระยะแรกตัดไปแค่คลองพระโขนง โดยขุดคลองขนานกว้าง ๑๐ เมตร ลึก ๒ เมตร เอาดินมาพูนถนน และใช้เป็นทางคมนาคมให้เรือเดินไปมาได้ด้วย
           หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้ให้กรมนคราทรตัดต่อไปจนถึงปากน้ำ ได้ชื่อว่า “ถนนกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ” เปิดใช้ในวันที่ ๘ กันยายน ๒๔๗๙
           ต่อมา พระพิศาลสุขุมวิท (บุตรเจ้าพระยายมราช) อธิบดีกรมทาง ได้จัดทำแผนงานสร้างทางหลวงขึ้นทั่วประเทศ มีชื่อว่า “โครงการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรไทย” เป็นแม่บทในการสร้างทางหลวงเป็นเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ถนนกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ ถูกกำหนดให้เป็นทางสายหลักของภาคตะวันออก จึงสร้างต่อจากสมุทรปราการ ผ่านชลบุรี ระยอง ไปจนถึงตราด เรียกชื่อว่า”ถนนกรุงเทพฯ-ตราด” 
          ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๙๓ ครม.รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงมีมติให้เปลี่ยนชื่อถนนกรุงเทพฯ-ตราด เป็น “ถนนสุขุมวิท” เพื่อเป็นเกียรติแก่ พระพิศาลสุขุมวิท (ประสพ สุขุม)
          จุดเริ่มต้นของถนนสุขุมวิทที่กรุงทพฯ จึงอยู่ที่จุดบรรจบของถนนเพลินจิตกับถนนวิทยุ
          ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ เป็นถนนสายยาวที่สุดในประเทศ มุ่งลงใต้ไปจดชายแดนมาเลเซียที่ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา รวมระยะทาง ๑,๒๗๔ กม. เริ่มในปี ๒๔๘๑ โดยกระทรวงมหาดไทยเสนอ ครม.ขอสร้างถนนจากกรุงเทพฯไปหัวหินระยะทาง ๒๓๓ กม. อ้างว่าหัวหินเป็นสถานตากอากาศที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง แต่มีแค่ทางรถไฟ โดยเริ่มต้นจากสะพานเนาวจำเนียร ข้ามคลองบางกอกใหญ่ที่บางยี่เรือ ไปเชื่อมถนนนครปฐม-ดอนกระเบื้อง ซึ่งยาว ๒๒ กม. และถนนชะอำ-หัวหิน ยาว ๒๕ กม. เหลือระยะทางที่จะต้องสร้างใหม่เพียง ๑๘๖ กม.
          ต่อมาในเดือนสิงหาคม ๒๔๘๔ จอมพล ป.เห็นว่า สถานการณ์โลกในตอนนั้นเป็นที่หวั่นว่าจะเกิดสงครามขึ้นทั้งในยุโรปและเอเชีย จึงเตรียมรับสถานการณ์ให้รีบเร่งสร้างทางสายยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ-สงขลา และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แต่ก็ไม่ทันการ ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ญี่ปุ่นก็บุกไทย เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น
          ถนนกรุงเทพฯ-สงขลามาสำเร็จหลังสงคราม ขณะที่ หลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์ (แถม เพชรเกษม) เป็นอธิบดีกรมทาง และจอมพล ป.พิบูลสงครามกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ครม.ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๙๓ จึงมีมติตั้งชื่อถนนกรุงเทพฯ-สงขลา ว่า “ถนนเพชรเกษม” ตามนโยบายที่ให้เกียรติแก่นายช่างผู้ควบคุมการก่อสร้างหรือบังคับบัญชาการก่อสร้างที่เป็นสาธารณประโยชน์
แม้ถนนสายประธานที่ออกจากกรุงเทพฯไปภาคต่างๆ ตามความเป็นจริงจะเริ่มต้นที่จุดต่างกันคนละอำเภอ คนละจังหวัด แต่ในหลักเกณฑ์การเริ่มต้นของถนนสายประธานทั้ง ๔ สายนี้ ถูกกำหนดให้หลักกิโลเมตรที่ ๐ อยู่แห่งเดียวกันทั้งหมด ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ทั้งนี้มาจากคำกล่าวเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๓ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
          “เพื่อเชิดชูคุณค่าของประชาธิปไตย และเพื่อมีเครื่องเตือนใจให้พยายามผดุงรักษาระบอบนี้ให้สถิตสถาพรอยู่ตลอดกาล คณะรัฐบาลจึงลงมติให้สร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวล เป็นต้นว่า ถนนสายต่างๆที่จะออกจากกรุงเทพฯไปยังหัวเมือง ก็จะนับต้นทางจากอนุสาวรีย์นี้...”
          แม้จะไม่มีการตราเป็นข้อกำหนด แต่หน่วยราชการทั้งหลายก็ยึดถือตามคำกล่าวของ “ท่านผู้นำ” ตลอดมา
          ปัจจุบันที่ขอบวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หัวมุมถนนดินสอด้านหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา มีแผนที่ทางหลวงทั่วประเทศแผ่นใหญ่ตั้งอยู่ ข้างๆมีป้าย “หลักกิโลเมตรที่ ๐” มีข้อความว่า
          “กิโลเมตรที่ ๐ ของทางหลวงแผ่นดินสายประธาน หมายเลข ๑ หมายเลข ๓ และหมายเลข ๔ เริ่มจากที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง แยกไปตามถนนต่างๆในกรุงเทพฯ จนถึงจุดเริ่มต้นทางหลวงแผ่นดินสายประธาน คือ ถนนพหลโยธิน จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ปลายทางที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถนนสุขุมวิท จากสี่แยกเพลินจิต ปลายทางที่จังหวัดตราด และถนนเพชรเกษม เริ่มจากสะพานเนาวจำเนียร เขตบางกอกใหญ่ ปลายทางที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
          ต่อมามีทางหลวงสายประธานหมายเลข ๒ คือถนนมิตรภาพ เริ่มต้นจากจังหวัดสระบุรี ไปสะพานมิตรภาพจังหวัดหนองคาย นับ กม.๐ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทับถนนพหลโยธินช่วงกรุงเทพฯ-สระบุรี แล้วจึงแยกออกเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒”
          หลักกิโลเมตร ๐ นี้จึงเป็นเพียงความหมายเพื่อส่งเสริมความสำคัญของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อันเป็นสัญลักษณ์เชิดชูระบอบการปกครองของประเทศไทย แต่จุดเริ่มต้นตามความเป็นจริงของทางหลวงสายประธานทั้ง ๔ ภาค ในป้ายก็ระบุไว้ด้วยว่าเริ่ม ณ จุดใด

คำอธิบายภาพ 
1. จุดสุดทางถนนพหลโยธิน
2. และ 3. ถนนมิตรภาพเมื่อแรกสร้าง                                       
4. สุดทางเพชรเกษมที่ด่านสะเดา
5. สุดแผ่นดินตะวันออก สุดถนนสุขุมวิท
6. ป้ายที่ขอบวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
7. จอมพล ป.วันเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๓
 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

 


                             

 
Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);