บุคคล (ไม่) ธรรมดา : ยุทธชัย สว่างสมุทรชัย
ภาพ : ภาภิชัช
ผู้กำกับความคิดเจ๋ง จินตนาการแจ๋ว
‘กอล์ฟ – ปวีณ ภูริจิตปัญญา’

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวเอาไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”
ทุกคนสามารถจินตนาการอะไรก็ได้ ภายในความคิดหรือจิตใจของเรา แต่ก็ไม่ทุกคนอีกที่สามารถนำจินตนาการ
ที่ตัวเองคิดขึ้น นำมาสร้างให้มันเป็น ‘ความจริง’
แต่มีอยู่อาชีพหนึ่งที่ต้องใช้ทักษะในการจินตนาการสูง ซึ่งเรากำลังพูดถึงอาชีพ ‘ผู้กำกับ’ อาชีพที่ (ไม่) ธรรมดา
ในการรังสรรค์ผลงานออกมาจาก ‘จินตนาการ’ ของตัวเอง และเรากำลังพาท่านไปพบกับผู้กำกับท่านหนึ่งที่ขอบอก
เลยว่า ลายเซ็นการทำภาพยนตร์ของเขานั้นชัดเจนมากถึงมากที่สุด เพราะภาพยนตร์ของเขาที่ผ่านมานั้น ต้องมีสิ่งที่
เรียกว่า CG หรือ Computer Graphic เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยเสมอ
ผู้กำกับคนนั้นมีนามว่า ‘กอล์ฟ – ปวีณ ภูริจิตปัญญา’ บุคคล (ไม่) ธรรมดาผู้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการ
ภาพยนตร์ไทย ไม่ว่าจะเป็นผลงานอย่าง บอดี้ ศพ # 19 สี่แพร่ง ตอน ยันต์สั่งตาย และล่าสุด ห้าแพร่ง ตอน
หลาวชะโอน ที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมภาพยนตร์อย่างล้นหลาม
ด้วยการสร้างภาพยนตร์ที่แหวกแนวไม่เหมือนใคร ผสมผสานกับการถ่ายทำที่ไม่มีใครเหมือน จึงทำให้เราต้องนั่ง
พูดคุยกับเขาในฐานะของ ‘บุคคล (ไม่) ธรรมดา’ ของเราวันนี้
(ไม่) ธรรมดาตั้งแต่เด็ก
ตอนเรายังเป็นเด็ก เราคงจะนั่งเพลิดเพลินกับของเล่น หรือการละเล่นต่าง ๆ แต่สำหรับผู้ชายอย่างกอล์ฟแล้ว
ความเพลิดเพลินของเขาคือ ‘หนังสือ’ เล่มหนึ่งที่ถือเป็นตำราชีวิตเล่มแรก ในการเปิดประสบการณ์ให้เขาได้เป็น
‘ผู้กำกับตัวน้อย’
“การเป็นผู้กำกับเป็นสิ่งที่ชอบมาตั้งแต่เด็ก แต่ตอนเด็กยังเด็กเกินกว่าที่จะรู้ว่านี่คือ ‘ผู้กำกับ’ เราแค่ชอบดูหนัง
ชอบบรรยากาศการไปโรงหนังแล้วพอที่บ้านมีกล้องวิดีโอ เราก็ชอบเอากล้องวิดิโอมาถ่ายหนังตั้งแต่เด็กก็คือถ่ายวิดีโอ
ขำ ๆ ในบ้านตลก ๆ ซึ่งไม่ได้ถ่ายเป็นเรื่องราว แต่ถ่ายเป็นมุข พวกมุขแบบบ้านผีปอบที่เขาวิ่งลงตุ่ม วิ่งลงหลาย ๆ คน
เราก็ทำตาม แล้วสมัยนั้นจะมีพวกหนังสือวิทยาศาสตร์ 9 เล่ม เป็นของสำนักพิมพ์ซีเอ็ด เป็นหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่เล่า
เรื่องต่าง ๆ นานาเอาไว้เยอะมาก และเล่มหนึ่งในนั้นประมาณเล่ม 4 หรือเล่ม 5 เป็น ‘เบื้องหลังภาพยนตร์’ ซึ่งเป็นเล่ม
ที่พี่ชอบมากที่สุด พี่ก็จะอ่านและดูตลอดเวลา ซึ่งทำให้เราเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ในการทำภาพยนตร์จากหนังสือเล่มนั้น
โดยถือเป็นตำราเล่มแรกของเราก็ว่าได้ และเราก็มีความสุขกับการทำแบบนี้มาเรื่อย ๆ”
ฉายแววแจ่มตอนเข้า ‘มหาวิทยาลัย’
สิ่งที่ชอบตั้งแต่เด็ก นำมาสู่สิ่งที่ต้องเลือกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และสิ่งที่กอล์ฟเลือกเรียน แน่นอนมันคือ
‘ภาพยนตร์’ และเมื่อได้โอกาสทำภาพยนตร์ในตอนปี 1 ความ (ไม่) ธรรมดาของเขาจึงได้ปรากฏออกมาสู่สายตา
สาธารณชนเป็นครั้งแรก
“ทำหนังครั้งแรกนี่ทำตั้งแต่ปี 1 เลย คือเมื่อเข้าไปถึงคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปุ๊บ ทางคณะ
จะมีงานขอบคุณพี่ครับ ก็จะมีหนังในงานขอบคุณพี่นั้นละ ซึ่งเรารู้สึกสนุกดี และเราก็สนใจเรื่องการถ่ายทำมาตั้งแต่เด็ก
ทดลองเทคนิคอะไรมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว พอถึงเวลาที่เราทำ เราก็ทำเต็มที่ ทำอย่างสนุกสนาน แล้วมันออกจะเกินหน้า
เกินตารุ่นพี่เขานิดนึง คือเราไม่ได้บอกว่าเราอวดเก่ง หรือว่าเราเก่งกว่าเขานะ แต่ว่าเด็กไฟแรงอย่างเรา เราก็อยากทำ
ตั้งใจที่จะทำ แต่ในขณะที่หนังรับน้อง เขาก็ทำกันแบบฮา ๆ ไม่ได้ซีเรียส แต่นี่กลับมาเต็ม(หัวเราะ)จนรุ่นพี่เขาก็หมั่นไส้
บอกว่า ‘เฮ้ย ไอ้นี่ เมิงฟิตไรของเมิง’ ตอนหนังฉายกันรุ่นพี่เขาก็โห่ใส่ คือเราก็ไม่เข้าใจว่า ‘เฮ้ย โห่ทำไมวะเราก็
ตั้งใจทำ’ เราก็เอาเพื่อนเรามาเล่น แต่กลายเป็นว่าพวกรุ่นพี่เขาก็มองเรา อย่างหมั่นไส้ว่าจะจริงจังอะไรกับงานแค่นี้
แต่สิ่งนี้มันถือเป็นจุดเริ่มต้นให้เรารู้สึกว่า เราเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำมันถูกต้องแล้ว เพราะว่ามีกลุ่มบุคคลอีกครึ่งหนึ่งเลย
ที่เดินมาบอกกับเราว่า‘กอล์ฟน้องแจ๋วว่ะ น้องแบบว่าเจ๋งว่ะ ลุยเลยนะ ทำตรงนี้เลย’มันก็เลยทำให้เราได้รับกำลังใจ
ซึ่งเราอยากเอ่ยชื่อคน ๆ นั้นนะ เขาคือ‘พี่บอล – วิทยา ทองอยู่ยง เขามาเขียนสมุดปีใหม่ให้เราตอนเราอยู่ปี1ตอนนั้น
เขาอยู่ปี 4 เขามาเขียนสมุดปีใหม่ให้พี่ว่า “ฝากอนาคตหนังไทยไว้กับน้องด้วยนะครับ”โอ้โห...มันเป็นคำที่ให้แรงบันดาล
ใจมาก คือแบบสุดยอดจริง ๆ ทุกวันนี้คุยกันกับพี่บอลถึงคำที่เขียน ซึ่งพี่บอลเขาจำไม่ได้ (หัวเราะ) แต่มันถือเป็นคำที่
ดีมากจากรุ่นพี่คนหนึ่งที่เราก็นับถือเขา เพราะเราเห็นงานเขามา เราก็รู้สึกว่า ‘โอ้โห พวกพี่พวกนี้เก่งจัง’ “

ผลงานมี ‘ผู้กำกับ’ ก็ตามมา
การจะก้าวมาสู่อาชีพ ‘ผู้กำกับ’ ได้ ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร แต่ด้วยความ (ไม่) ธรรมดาของผู้ชายที่ชื่อ
กอล์ฟนี้ ทำให้เรารู้ว่า เขาก้าวเข้ามาในตำแหน่ง ‘ผู้กำกับ’ ได้เร็วกว่าที่คิด แต่ในความรวดเร็วนั้นไม่ได้มาจากเส้นสาย
แต่มาจากผลงาน ชั่วโมงบิน และประสบการณ์ของเขาเองล้วน ๆ
“การเข้ามาทำงานเต็มตัวเป็นครั้งแรก แบบออกโรงในฐานะผู้กำกับ และเอาถ้าที่ได้ออนแอร์ด้วย ก็น่าจะเป็น
มิวสิควิดีโอนี่ละครับ พอมิวสิควิดีโอของเราได้ออนแอร์ครั้งแรกในฐานะที่เรากำกับเอง เรารู้สึกว่า โอ้โห ฟินมากครับ
แค่วันที่เราไปสมัครงานที่‘อาร์เอสโปรโมชั่น’พอดีมีรุ่นพี่อยู่ที่อาร์เอสเขาเห็นว่าเราทำงานได้ก็เลยเรียกไปคุย แล้วเอา
พอร์ทผลงานให้ไปเขาดู เขาก็รับเลย รับเสร็จปุ๊บ คนที่เข้าไปเป็นผู้กำกับมันไม่มีครับ มันจะต้องเข้าไปเป็นผู้ช่วยก่อน
แต่พี่เป็นคนแรกที่เขาให้ไปเป็น‘ผู้กำกับ’เลย ซึ่งก็ต้องขอบคุณพี่ที่อาร์เอสด้วยที่เขาเชื่อใจเรา เขาบอก‘เฮ้ย อย่างมึง
ไม่ต้องทำแล้ว กูให้มึงทำเลย ลองดู’ โห จังหวะนั้นมันคือความดีใจสุด ๆ ในชีวิตละ แล้ววันที่ไปออกกองครั้งแรก
ได้ถ่ายคัทต์แรก ถ่ายเสร็จแล้วก็เอาไปตัดต่อ เอาไปให้พี่เขาดูจนถึงวันฉาย เรารู้สึกว่า โอ้โห เรามีความสุขมาก ทั้ง ๆที่
เพลงที่เราทำเป็นเพลงที่แบบพูดตรง ๆ ก็ไม่ได้ไพเราะอะไรมากมาย ศิลปินก็ไม่ได้ดังอะไรมากมาย แต่เรารู้สึกว่าเรา
มีความสุข แล้วเราก็รักงานชิ้นนี้ที่สุด มากที่สุดในชีวิตชิ้นหนึ่งเลย”
มุมมอง ‘แสนเจ๋ง’ ของผู้กำกับ ‘แสนแจ๋ว’
‘มุมมอง’ ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำภาพยนตร์ กว่าจะได้ภาพแต่ละภาพออกมาต้องกลั่น ต้องกรอง
จินตนาการออกมาเป็นความคิด และจึงเกิดเป็นภาพให้เราเห็น ซึ่งสำหรับกอล์ฟแล้ว ผู้ชายคนนี้มีวิธีการคิดงานที่แปลก
และแตกต่างออกไป จนทำให้เกิดเป็นลายเซ็นในการทำภาพยนตร์ของเขา โดยกอล์ฟเปิดเผยว่า
“เราใช้ความรู้สึกรอบ ๆ ตัวของเราเองเวลาคิดงานครับ เราจะไม่พยายามดูว่าตลาดตอนนี้เขากำลังทำอะไรกันอยู่
หรือว่าเทรนด์เขาไปทางไหน แต่พี่จะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เรารู้สึกว่าเราชอบอะไร อยากจะทำอะไร เราก็จะทำแบบนั้น
เพราะว่าถ้าให้เราไปทำอะไรที่เราไม่ชอบหรือว่าเราไม่ถนัด กลัวว่า ถ้าทำออกมาแล้วมันจะไม่ดี แต่ว่าอย่างน้อย เราก็
ทำในสิ่งที่เราชอบ ถึงแม้งานมันจะออกมาไม่ดี แต่มันก็ยังถือเป็นความซื่อสัตย์ต่อตัวเรา เป็นสิ่งที่เราตั้งใจทำมัน
ออกไปแล้ว ดังนั้นพอคนอื่นมาเห็นงานของพี่ก็อาจจะดูแปลกแตกต่างกว่าคนอื่นนึดนึง เพราะด้วยความสนใจในตัวของ
เราเอง ซึ่งเราจะสนใจเรื่องที่มันเพี้ยน ๆ หน่อย (หัวเราะ) โดยทุกวันนี้เรายังเล่นวิดีโอเกมส์และสะสมของเล่นอยู่ รวมถึง
ยังอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ ความสนใจของเราก็จะออกไปในเรื่องของทางพวกนั้น อาจจะเป็นอะไรที่แฟนตาซีหรืออะไร
ที่เว่อร์ ๆ หน่อย นั่นแหละใช่ตัวเราเลย”
Computer Graphic จินตนาการเฉพาะของ ‘กอล์ฟ’
นอกจากมุมองความคิดแล้ว ผู้ชายคนนี้ยังแฝง‘ลูกบ้า’เอาไว้เต็มเหนี่ยว ใครจะไปเชื่อว่าผลงานภาพยนตร์ที่ผู้ชาย
คนนี้สร้างเกือบทุกเรื่อง มักจะมี CG หรือ Computer Graphics เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทุกครั้ง ซึ่งทางเราสืบทราบมาว่า
เครื่องมืออย่าง CG ที่เขาใช้อยู่นั้น มันเป็น ‘รสนิยมส่วนตัว’ ที่เขาชอบใช้ แต่ด้วยรสนิยมตรงนั้น จึงก่อเกิดความ
(ไม่) ธรรมดาภายในเนื้องานของเขาขึ้น
“มันเป็นความชอบส่วนตัวของเราจริง ๆ ครับ ซึ่งเวลาเรานึกภาพหรือช่วงการเล่าเรื่องของหนังขึ้นมาสัก 1 ช่วงเนี่ย
มันก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า CG เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โดยจะอยู่ในหัวของพี่เองอยู่แล้ว พอมันอยู่ในหัวของเราปุ๊บ มันก็กลาย
เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการทำงานของเรา รอบตัวเราอาจจะมีเครื่องมือประมาณ 10 อย่างในการทำหนัง แต่เครื่องมือ
ที่เรียกว่า CG ต้องอยู่ใน 10 อย่างของพี่แน่นอน ถ้าพี่จะทำงานสักชิ้นหนึ่ง สำหรับคนอื่นมันคงอาจจะยากสำหรับเขา
ที่ต้องใช้ไอ้เจ้าเครื่องมือนี่ แต่สำหรับเราแล้ว เราใช้มันมาตลอด มันยากอย่างไร มันก็ยากอย่างนั้น มันเหมือนกับ
นักปีนเขาครับเรารู้วิธีปีนเขา เขาอาจจะสูงบ้างเตี้ยบ้าง แต่เรารู้วิธีที่จะปีนมัน ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้เลยแล้วเราใช้มัน แต่ถึงแม้
จะมี CG สิ่งที่สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยอย่างหนึ่งคือ ‘จินตนาการ’ ทุก ๆ อย่างมันต้องอยู่ในหัวเรา เมื่อจินตนาการในหัว
ของเราแล้วยังไม่พอ ต้องถ่ายทอดจินตนาการในหัวของเราออกมาให้คนที่ทำงานกับเรารู้เรื่อง นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ทุกคนมีความฝันอยู่แล้ว ทุกคนสามารถนึกอะไรขึ้นมาก็ได้ แต่ว่าคนๆ นั้นจะสามารถถ่ายทอดความฝันตัวเองออกมา
ให้คนอื่นรับรู้ได้มากน้อยขนาดไหน ขึ้นอยู่กับเราแล้ว”

รัศมี ‘ความแจ่ม’ ไกลข้ามแดน
สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องยากสำหรับ ‘ผู้กำกับ’ ก็คือ คนดูจะเชื่อหรือเข้าใจในเรื่องราวของภาพยนตร์ที่ผู้กำกับต้องการ
สื่อออกมาหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าหนักใจทีเดียว แต่สำหรับกอล์ฟแล้ว เ ขาไม่ได้แค่ทำให้คนดูภายในประเทศเชื่อแต่
เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ภาพยนตร์ของเขากลับทำให้คนอีกแดนหนึ่งที่ต่างชาติและต่างภาษากับเรา ได้เข้าใจถึงเนื้อหา
นั้น ๆ ซึ่งเขาทำสำเร็จมาแล้วอย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘สี่แพร่ง ตอน ยันต์สั่งตาย’
“อันนี้งง งงมากครับ เพราะอย่างที่รู้กันว่า ‘ยันต์สั่งตาย’ เราโดนถล่มยับเลยจากที่นี่ และทุกคนด่าหนังเรื่องนี้ซะ
เละไม่มีชิ้นดีเลย ซึ่งเราเข้าใจและรับในคำวิจารณ์เหล่านั้น แต่วันที่ทางซัปโปโรโทรมาที่จีทีเอช อยากเอาหนังเรื่องนี้
ไปฉาย เราถามเลยนะว่า ถูกเรื่องหรือเปล่า ถูกตอนหรือเปล่า ตอนที่ 1 หรือเปล่า หรือตอนที่ 3 เขาบอกไม่ใช่
ตอนนี้แหละที่อยากเอาไปฉาย พอผมไปถึงซัปโปโร คำถามแรกที่ผมถามเขาเลยนั่นก็คือ ทำไมถึงเลือกเรื่องนี้
เขาบอกว่า ‘นี่คือหนังผีที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน’ คือหนังผีในโลกเขาก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้ที่เราทำกลับเป็น
หนังผีอีกแบบหนึ่งเลย ซึ่งมันได้ผลหรือไม่ได้ผล เขาไม่รู้ แต่เขารู้สึกว่า เรากล้าทำมาก กล้าคิดกล้าทำ ซึ่งมันเป็น
รูปแบบที่ไม่เหมือนเดิม แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือ วันที่หนังของเราได้ไปฉาย มีคนดูนั่งร้องไห้ครับ คนร้องไห้กับหนัง
‘ยันต์สั่งตาย’ ของเรา เป็นเรื่องที่ตลกมาก เป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่า ‘เฮ้ย บ้าหรอ ร้องไห้อะไรกันอ่ะ’แล้วเขาก็มารอคุย
กับผมหลังจากที่หนังฉายจบ คนกลุ่มหนึ่งเขาบอกว่า ‘ชีวิตของพวกเขาวัยเด็กเป็นแบบนี้’ คือโดนเพื่อนแกล้ง
โดนเพื่อนรังแก แล้วเขาอยากจะเอาคืนมาก แต่เขาทำอะไรไม่ได้ แล้ว ‘ปัญหาการรังแกเด็ก’ คือปัญหาใหญ่
ของสังคมญี่ปุ่นเลย เขาก็เลยอินกับเรื่องพวกนี้มาก ผมก็เลยโอเค และกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้
มันสัมผัสหรือโดนใจเขาเข้าไปโดยปริยาย โดยที่เราก็เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกนั้น”
สำหรับผม ผมเป็นเพียงแค่ ‘มด’
เราหยอดคำถามถามกอล์ฟไปว่า คิดไหมว่าตัวเองเป็น‘บุคคล (ไม่) ธรรมดา’สำหรับสาขาอาชีพนี้ คำตอบที่ได้มา
ทำให้เรากลับยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว เพราะผู้กำกับที่นิยามตัวเองไว้ว่า ‘สูง เนิร์ด และเพี้ยน’ คนนี้ได้เปรียบเทียบตัวเอง
เหมือนกับ ‘มดตัวน้อย ๆ ตัวหนึ่ง’ สำหรับวงการนี้
“ไม่นะครับ ไม่คิดเลย คือพอเราอยู่ในวงการนี้ เรารู้ว่าเราเหมือนตัวมดตัวน้อยสักตัวหนึ่งครับที่ยังมีคนเก่ง ๆ
อีกมากมายเลยครับ เราเป็นแค่ตัวง่อย ๆ ตัวหนึ่งที่ทำงานต่อไปเรื่อย ๆ แต่เราก็ไม่ได้หวังว่า วันหนึ่งเราจะตัวโตขึ้นนะ
แค่เรามาอยู่ท่ามกลางฝูงหมดที่ยอดเยี่ยมเนี่ย เราก็มีความสุขมากแล้ว”

‘ผู้กำกับระดับโลก’ สิ่งที่เคยคิดฝัน แต่อยู่กับ ‘ปัจจุบัน’ ก็พอแล้ว
ทุกคนต้องเคยคิดเคยฝันถึงบางสิ่งที่ไกลเกินตัว และอยากจะไปให้ถึงตรงจุดนั้น แต่สำหรับกอล์ฟแล้ว เขาเป็นเพียงแค่
ผู้ชายที่เคยฝันถึงสิ่งนั้น นั่นคือ ผู้กำกับระดับโลก แต่ด้วยความสมถะ ไม่คิดทะเยอทะยานของเขา งานที่เขาทำอยู่
ตรงหน้าของเขา นั่นก็ถือว่าเป็น ‘ความฝันอันสูงสุด’ ของเขาแล้ว
“เคยครับ เคยคิดเคยฝันเป็น‘ผู้กำกับระดับโลก’อยู่แล้ว เพราะเรารู้สึกว่าเหมือนบางครั้ง เราก็น่าจะทำแบบเขาได้
แต่อย่างว่า ฝันก็แค่ฝัน ไม่ได้คิดที่จะทะเยอทะยานอะไร ไม่ได้คิดว่า‘โอ้ย ฉันจะต้องไป ต้องไปลุยถึงจุดนั้นให้ได้’
ไม่ได้สนใจอะไรในทำนองนั้น เพราะว่าทุกวันนี้อยู่ในที่ที่เรารัก อยู่กับงานที่เราชอบ เราก็มีความสุขมากอยู่แล้ว
และหนังที่เราทำก็ฉายให้คนไทยดูแล้วก็ยังได้ฉายไปต่างประเทศอีก แค่นี้ก็มีความสุขสุดๆแล้วครับ แค่การที่เราได้มา
เป็น ‘ผู้กำกับ’ ก็ถือว่าเป็น ‘จุดสูงสุด’ ในชีวิตของเราแล้ว ที่เหลือมันเป็นกำไรว่าเราจะได้อะไรกลับมาในชีวิตมากกว่า
แล้วก็เอาชีวิตส่วนอื่นของเราไปทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่า (ยิ้ม)”
ตามรอยฝันไปกับ ‘กอล์ฟ’
‘บุคคล (ไม่) ธรรมดา’ ของเราในวันนี้ อยากจะฝากบอกถึงเด็กรุ่นใหม่ที่อยากเดินในสายงานที่ (ไม่) ธรรมดา หรือ
อยากดำเนินรอยตามเป็น ‘ผู้กำกับ’ แบบพี่กอล์ฟ ซึ่งเราได้รับคำตอบอันเด็ดดวงของผู้ชายคนนี้ว่า ความเก่งไม่ใช่
เครื่องมือยืนยัน ผลงานและประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้คุณเดินทางในสายอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง
“จงขยันเข้าไว้ครับ คือขยันทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด เช่น การสร้างแฟ้มสะสมผลงาน ทำให้มากเข้าไว้ยิ่งเราทำ
มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งพัฒนาฝีมือของเราขึ้นมากเท่านั้น แล้วเราก็จะใช้สิ่งที่เราทำเข้าไปสมัครในสายงานนี้ได้ เพราะว่า
ต่อให้คุณจบเกียรตินิยมมาจาก UCLA จบจากรัสเซีย หรือจบจากอะไรมาก็ตามแต่ คุณไม่มีผลงานเขาก็ไม่รู้หรอกว่า
‘คุณทำได้’ แต่ถ้าคุณไม่ได้จบอะไรมาเลย แต่คุณมีผลงานที่เขาเห็นแล้วว่า ‘ทำได้’ เขาก็ให้คุณทำครับ นี่คือ
‘กฎเหล็กของสายอาชีพ’นี้เลย คือคุณต้องมี ‘ผลงาน’ และที่สำคัญต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง ต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง
ไว้ก่อน ซื่อสัตย์กับงานที่เราทำก่อนครับ”
ในช่วงท้ายการสัมภาษณ์‘บุคคล (ไม่) ธรรมดา’ของเรา กอล์ฟได้ทิ้งคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ นั่นคือ การเป็น
‘ผู้กำกับ’ ได้อย่างมีสไตล์เอาไว้ว่า
“ผู้กำกับ มันทำให้เรามีชีวิต มีความสุขอยู่กับมัน และพูดได้เลยว่า ภาพยนตร์และอาชีพผู้กำกับคือชีวิตของเรา
ทั้งชีวิต เต็มตัวเลยครับ และทุกอย่างในอาชีพนี้มันใช่หมดสำหรับเรา ไม่ว่าก่อนเราจะหลับก็ใช่ แม้แต่ตื่นนอนมา
ยังใช่เลยสำหรับเรา (หัวเราะ)”