ebooks. Watch thriller movies online. Hundreds to choose from. Movies available to download for rent or buy, and to watch online..
all Magazine  เพื่อคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม
นิตยสารส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย พร้อมสาระน่ารู้ที่หลากหลาย และวาไรตี้บันเทิงที่คุณชื่นชอบ ราคาเล่มละ 25 บาท คุ้มค่าคุ้มราคา วางจำหน่ายแล้ววันนี้เฉพาะในร้าน7eleven และ Book Smile ทุกสาขา

 

| Login 
 
 ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า : เดือนนี้มีอะไร > all Magazine เดือนนี้

คอลัมน์หลัก
 

เดือนนี้มีอะไร
Gallery จากปก

7eleven
Book Smile
Counter Service
7 Catalog
Retailink
CPram
ThaiGojournal
Hug Magazine

 

เดือนนี้มีอะไร
 

เนื้อหาทั้งหมด | คอลัมน์อื่นๆ | ค้นหา | กระจายข่าว

มองไทยในสื่อบันเทิง...หมากัด กินตับ คันหู : เรื่องเพศแบบชาวบ้าน
:: 107 Views :: 0 Comments :: มองไทยในสื่อบันเทิง

มองไทยในสื่อบันเทิง : ฐนธัช กองทอง

หมากัด กินตับ คันหู : เรื่องเพศแบบชาวบ้าน

                                   จ๊ะ คันหู

          ข่าวจากกูเกิ้ล เว็บไซต์ชื่อดัง ซึ่งเป็นดั่งคู่มือค้นหาเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งมีสาระและไร้สาระของคนปัจจุบันว่าในรอบปี
ที่ผ่านมา คำค้นที่คนไทยเข้าไปค้นหากันมากคำหนึ่งคือคำว่า ‘คันหู’ซึ่งเป็นชื่อเพลงที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยม
อย่างถล่มทลาย แซงเพลงจากค่ายยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ
          คันหู  เป็นคำที่ฟังแล้วก็บ่งชัดถึงความหมายสองแง่สองง่าม  ส่อให้เข้าใจไปในเรื่องเพศ   โดยเข้าใจกันเองมิต้อง
อธิบายความกันมากมาย  แม้ว่าจะมิได้กล่าวตรง  ๆ  แต่อัจฉริยภาพทางภาษาของคนที่เป็นเจ้าของภาษา (คือคนไทย)
ต่างก็เข้าใจกันได้เป็นอย่างดี   เมื่อเลี่ยงจาก   ‘เสียง’   หนึ่ง  ไปสู่อีก   ‘เสียง’     หนึ่งก็เลยก่อให้เกิดอารมณ์สนุกสนาน
สร้างเสียงหัวเราะชอบใจตามมา
          ก่อนหน้านี้ก็มีเพลงที่น่าสนใจอยู่ 2  เพลง คือเพลง  ‘หมากัด’   มีลักษณะเป็นแบบเพลงที่ใช้ลีลาและท่วงทำนอง
เลียนแบบเพลงพื้นบ้านภาคกลางและภาคใต้ ดังที่ผู้ศึกษาฉันทลักษณ์พื้นบ้านเรียกขานว่า ‘กลอนหัวเดียว’กล่าวคือ
เสียงท้ายของแต่ละวรรคจะใช้เสียงเดียวกัน   เมื่อผู้ร้องแต่งให้เป็นเสียงที่ใกล้เคียงกับคำหยาบคายในภาษา จึงจำเป็น
ต้องเลี่ยงใช้คำอื่นแทน แต่ทิ้งช่วงจังหวะให้คนฟัง(ดู)ได้นึกถึงคำที่หยาบโลนนั้นไปแล้ว  ผู้ร้องจึงเลี่ยงไปเป็นอีกคำหนึ่ง
ทั้งเนื้อหาและการใช้ภาษา จึงก่อให้เกิดอารมณ์สนุกสนานครึกครื้นกันทั้งผู้ร้องผู้ฟัง  รวมถึงผู้ที่ได้ยินจนกระทั่งหันมา
ฟังอย่างจริงจัง
          ส่วนอีกเพลงคือเพลงที่รู้จักกันดีว่า   ‘กินตับ’   เนื้อหาไม่ได้มีอะไรมาก   นอกจากชวนไปเที่ยว   แล้วผู้ร้องซึ่งเป็น
เพศชายก็บอกว่าจะพาน้องไป   ‘กินตับ’   ลักษณะกำกวมทางภาษา    ซึ่งไม่ได้บอกว่าเป็นตับของน้องหรือตับของสัตว์
ที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ ก่อก็ให้เกิดอารมณ์สนุกสนานด้วยเช่นกัน       เพราะคนฟัง        คนร้องต่างก็หมายถึง
‘กินตับ’
ของน้อง อันส่อนัยถึงเรื่องเพศเช่นกัน คำว่า ‘กินตับ’ ก็ได้รับความนิยมในเวลารวดเร็วเช่นกัน กลายเป็นศัพท์
สแลงที่มีนัยของความหมายว่า ‘จะชวนไปเสพสังวาส’
          หมากัด  กินตับ  และคันหู   ต่างก็เล่นกับ ‘วัฒนธรรมทางภาษา’  ของคนไทยแต่โบราณ  มีการใช้คำเพื่อเลี่ยง
ความหยาบโลน   แต่ก็ยังไม่ทิ้งนัยทางความหมายเดิม    สร้างความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง   โดยเฉพาะเพลง
‘หมากัด’ นั้นเล่นทั้งภาษาและยังสืบขนบเพลงพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมจากอดีตให้อยู่ในรูปแบบสมัยใหม่อีกด้วย
          ประการสำคัญคือทั้ง    3   เพลง   ล้วนได้รับความนิยมจากผู้ฟัง   ไม่เฉพาะคนรุ่นเก่าที่คุ้นเคยกับเพลงพื้นบ้านหรือ
วัฒนธรรมทางภาษาไทยเท่านั้น หากแต่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น คนรุ่นใหม่ด้วย สะท้อนให้เห็นว่า ‘ราก’ ของความ
เป็นไทย ยังคงเหนียวแน่นอยู่และยังสืบทอดจากอดีตมาถึงปัจจุบัน
          ชวนให้มองว่าเรื่องเพศ      อันเป็นธรรมดาธรรมชาติของมนุษย์     และเป็นเรื่องสำคัญในการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์
มนุษย์นั้น    ผู้คนทุกยุคทุกสมัยมี   ‘ท่าที’  ต่อเรื่องเพศที่ผิดแผกกันไป     ในสมัยก่อนคนไทยไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องนี้กัน
เท่าไรนัก    ผู้ที่เราสามารถคุยเรื่องเพศได้ต้องเป็นผู้ที่เราสนิทสนมคุ้นเคย  และให้ความไว้วางใจ   หรือไม่ก็เป็นคนที่เรา
ไม่รู้จัก ห่างเหิน  จนมั่นใจว่าผู้ที่เราปรึกษาด้วยจะนำเรื่องราวที่เราปรึกษาไปเล่าหรือบอกต่อแก่คนอื่น  ในที่สุดเรื่องเพศ
ในสังคมไทยจึงกลายเป็นเรื่อง ‘ลักปิดลักเปิด’  จะปิดทีเดียวก็ไม่ใช่  จะเปิดอย่างโจ่งแจ้งก็ไม่ใช่อีก  แต่ถ้าปิดมากไป
ก็ต้องหาทางเปิดผ่านสื่อต่าง    ๆ    ในสมัยโบราณก็เช่น    ผ่านนิทานพื้นบ้าน    การแสดงพื้นบ้าน    ประเพณี      พิธีกรรม
เพลงพื้นบ้าน ฯลฯ  
          อย่างไรก็ตาม     เมื่อพิจารณาไปแล้วจะพบว่า    คนไทยเห็นความสำคัญของเรื่องเพศมาเป็นเวลาช้านาน    ให้การ
ยอมรับว่า‘การสืบพันธุ์’เป็นเรื่องสำคัญของคนในสังคม เพราะการสืบพันธุ์จะทำให้เกิดการแพร่ขยายของคนในชุมชน
พิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเพาะปลูก    จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ทางเพศอยู่เสมอ   ดังที่มีนักวิชาการหลายท่าน
เห็นพ้องไปในทำนองเดียวกันว่า    ‘ประเพณีบั้งไฟ’    นั้น   เป็นการยิงขึ้นไปสู่ฟ้าเพื่อบอกแก่แถน    (เทวดาผู้มีบทบาท
ต่อมนุษย์ในความเชื่อของคนไทยโบราณในภาคอีสาน)   ให้บันดาลฝนตกลงมาเพื่อจะได้ทำการผลิตได้    และยังมีการ
ตีความต่อไปว่า  ‘บั้งไฟ’  ก็คือสัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศชาย  ส่วนท้องฟ้าก็คือสัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศหญิงนั่นเอง
แม้ในภาคกลางบางท้องถิ่น       ‘เพลงแห่นาค’       ซึ่งจะใช้แห่ในช่วงที่นาค    กำลังเดินทางจากบ้านไปยังอุโบสถ เพื่อ
ทักษิณาวรรตรอบอุโบสถ3รอบ แล้วจึงเข้าไปทำพิธีบวชในอุโบสถนั้น ก็ยังมีการร้องเพลงแห่นาค สอนพ่อนาค โดยใช้
คำสองแง่สองง่ามและคำตรง   ๆ    สื่อนัยทางเพศตลอดการแห่นาคด้วย   ที่เห็นตัวอย่างง่าย   ๆ  ก็ได้แก่  การเล่นลำตัด
หมอลำ หนังตะลุง ตลอดจนการแสดงพื้นบ้านอีกหลายชนิด จะพบว่าพอถึงช่วงดึก ๆ เด็ก ๆ  ทนง่วงเหงาหาวนอนไม่ได้
ก็ถูกพากลับไปนอนที่บ้าน   คนที่เหลืออยู่หน้าเวที ก็จะรับฟังเรื่องราวเกี้ยวพาราสีของผู้แสดงชนิดที่สื่อสารเรื่องเพศกัน
อย่างครึกครื้น 

                                             

          ทั้งที่ในปัจจุบัน   การพูดคุยเรื่องเพศมิได้ถูกปิดกั้นเหมือนแต่ก่อน     มีสื่ออินเทอร์เน็ตให้ผู้ใช้ได้ร่ำระบายเรื่องราว
ทางเพศ มิต้อง ‘เก็บกด’ ไว้ใน ‘จิตใต้สำนึก’ จนกระทั่งต้องไประบายออกในระดับ ‘จิตไร้สำนึก’ ผ่านพิธีกรรมและการ
แสดงเหมือนคนสมัยก่อน แล้วไยเล่า  เพลงหมากัด   กินตับ  และคันหู  จึงสืบทอดขนบเรื่องเพศในเพลงพื้นบ้านแบบ
ชาวบ้านยุคก่อนไว้อย่างผ่าเผย
          ประการแรก   อาจเป็นความแปลกใหม่ของกลุ่มวัยรุ่นที่อาจจะเพิ่งเคยได้ยิน ได้ฟัง  ได้สัมผัสกับลีลาการใช้ภาษา
สื่อนัยเรื่องเพศของคนรุ่นปู่ย่าตายาย ซึ่งต้องยอมรับว่ามี   ‘ชั้นเชิง’  ในการทำให้เรื่องหยาบโลนกลายเป็นเรื่องชวนฟัง
โดยแปรเปลี่ยนให้กลายเป็น ‘อารมณ์ขัน’ ได้อย่างที่คนยุคนี้ไม่มีความสามารถเท่า   หากเป็นคนยุคปัจจุบันก็มักจะใช้
วิธีการปลอมแปลงตัวตน      ปิดบังซ่อนเร้นแล้วเข้าไปพูดคุยในห้องสนทนาทางอินเทอร์เน็ต       เพื่อระบายความอึดอัด
คับข้องใจทางเพศของตน แต่ก็ด้วยวิธีการใช้ภาษาแบบที่มีชั้นเชิงน้อยกว่าคนยุคก่อน   เมื่อวัฒนธรรมการใช้ภาษาเพื่อ
สื่อเรื่องเพศของคนยุคก่อนถูกเผยแพร่อย่างเปิดเผยด้วยลีลาสนุกสนาน จึงกลายเป็นเรื่องน่าสนใจ จนได้รับความนิยม
จากคนรุ่นใหม่ในเวลารวดเร็ว
        ประการที่สองสังคมไทยที่ยังคงเป็นสังคมที่จำกัดหรือตีกรอบการแสดงออกหรือสื่อสารเรื่องเพศอยู่   แม้ว่าจะมี
สื่อช่วยสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้นก็ตาม    แต่การเผยแพร่นั้นมิได้กระทำผ่าน   ‘อารมณ์ขัน’   ซึ่งเป็น
อารมณ์พื้นฐาน      ที่นอนเนื่องอยู่ในวิถีวัฒนธรรมของคนยุคก่อน     การเผยแพร่เรื่องเพศในปัจจุบันนำเสนอผ่านวิธีการ
และเนื้อหาตรง ๆ   พลิกแพลงน้อย   ส่วนที่ทำกันอย่างเปิดเผยก็นำเสนอผ่านประเด็นทางวิชาการ     มีการเผยแพร่อย่าง
กว้างขวาง     สง่าผ่าเผย    เช่นหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศศึกษา   รายการโทรทัศน์ที่สอนเรื่องเพศศึกษาแก่วัยรุ่น
เรื่องเพศถูกทำให้เป็นเรื่องสำคัญของชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่พูด ไม่คุย ไม่นำเสนอแล้วจะส่งผลเสียต่อสังคมโดยรวม แต่ลืม
ไปเสียสนิทว่า คนยุคก่อนมีวิธีการสอนเรื่องเพศ   ผ่านชีวิตประจำวัน   หากแต่ผู้ฟังหรือผู้ถูกสอนนั้นจะค่อย   ๆ   รับรู้และ
เข้าใจไปทีละน้อย    ตามวุฒิภาวะของตน    ดังจะเห็นได้จากบทอัศจรรย์ในวรรณคดีไทย ซึ่งกวีล้วนแข่งขันประชันกัน
ใช้ฝีมือทางวรรณศิลป์ให้งดงาม      เด็กอ่านวรรณคดีก็จะเห็นจินตนาการได้แค่   ‘ฝนตก’   แต่เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นมาอ่าน
วรรณคดีก็จะเริ่มโยงนัยทางความหมายถึง   เรื่องเพศและเมื่อถึงวัยผู้ใหญ่ก็จะเข้าใจว่า      บทอัศจรรย์นั้นมิได้สื่อเฉพาะ
เนื้อหาหากแต่ความซับซ้อนทางอารมณ์และทางกิจกรรมทางเพศของตัวละครในเรื่องด้วย 
          ‘หมากัด กินตับ และคันหู’  อาจเป็นทัพแรกของการหวนกลับคืนสู่วัฒนธรรมทางภาษาของคนยุคก่อน   แต่การ
ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง ก็ทำให้เห็นว่าแม้สังคมไทยจะก้าวหน้าไปอย่างไรก็ตาม แค่รากทางวัฒนธรรม
ของความเป็นไทยยังคงโลดแล่นหมุนวนอยู่ในกระแสโลหิตของคนไทยอยู่และน่าจะกระตุก-กระตุ้นเตือนให้นักวิชาการ
ด้านวัฒนธรรมศึกษา      ที่เชื่อว่าความเป็นไทยสูญหายไปแล้วนั้น      หันมามีท่าทีต่อการศึกษาวัฒนธรรม และพยายาม
สืบทอดความเป็นไทยด้วย ‘วิธีการแบบไทย ๆ’ เสียที
 

Rating
Comments
Currently, there are no comments. Be the first to post one!
Click here to post a comment


                       


Copyright © 2007 by All Magazine