เสียดายคนตายไม่ได้รู้ : ดังตฤณ
ผิดศีลไหม? ถ้าบอก ‘ความจริง’ ไม่หมด

ถาม – ผมทำการค้า หลายครั้งบอกความจริงกับลูกค้า แต่บอกไม่หมด เหมือนบิดเบือนข้อมูลไป ถือว่าเป็นการผิดศีล
เรื่องการพูดปดหรือไม่ครับ?
ตอบ – ถ้าเจตนาเราต้องการกล่อมคนฟังให้ถึงขั้นเข้าใจผิดจาก ‘ความจริง’ ก็เรียกว่าเป็น ‘การมุสา’ ทั้งนั้นครับ
จะด้วยวิธีบอกบางส่วน บอกทั้งหมด หรือกระทั่งใช้ภาษากายเป็นอุบายล่อตาก็ตาม เจตนาทำให้คนดูหรือคนฟังสำคัญผิด
จาก ‘ความจริง’ อย่างสิ้นเชิงนั่นเอง คือ ‘มุสาวาท’ เต็มขั้น
กล่าวกว้าง ๆ อย่างนี้ ความจริงในภาคปฏิบัติต้องดูเป็นเรื่อง ๆ ด้วยครับ บางทีคุณไม่ได้พูดโกหกแม้แต่คำเดียว ทว่า
เจตนานั้นฉ้อฉล ทำให้คนฟังหลงกล กลับความเข้าใจจากดำเป็นขาว จากขาวเป็นดำ อย่างนี้ก็เข้าข่ายมุสาวาท ตรงข้าม
แม้คุณไม่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่น พ่อสอนลูกด้วยการอุปมาอุปไมยหรือยกนิทานมาเล่าเป็นการสาธก แต่ลูกเกิดความ
เข้าอกเข้าใจในสัจจธรรมอย่างถูกต้อง อย่างนี้ก็ไม่ถือว่าเข้าข่าย ‘มุสาวาท’
ในหลายกรณี ถ้าเราพูด ‘ความจริง’ ตามหน้าที่ โดยคิดว่าหน้าที่ของเราให้ข้อมูลเขาได้แค่นี้ ก็ถือว่า ‘รอดตัว’
ยกตัวอย่างเช่น ทีมแพทย์ตกลงกันว่าจะบอกญาติคนไข้เรื่องผลการผ่าตัดที่มีโอกาสสำเร็จต่ำ ทั้งที่นึกอยู่ในใจว่า‘ไม่มีทาง
สำเร็จเลย’ อย่างนี้ก็ไม่นับเป็น ‘การโกหก’ เพราะผลยังไม่ปรากฏชัดเจนแน่นอน เป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่มีใครรู้จริง
สำหรับพวกที่ต้องติดต่อค้าขายอาจเลี่ยงยาก เพราะไม่ใช่แค่ให้ข้อมูลด้านเดียว แต่มักต้องให้ข้อมูลด้านอื่นที่ผู้บริหาร
สั่งมาด้วย เริ่มต้นอาจเป็น ‘กตัตตากรรม’ คือคุณจำใจโกหกตามคำสั่งโดยไม่ยินดี แต่พอทำจนชินบ่อย ๆ ก็อาจกลายเป็น
ความเต็มใจ และในที่สุด อาจตกเป็นกรรมของคุณเองได้ พูดง่าย ๆ คือ ใจหมดความรู้สึกผิดเมื่อใด ตรงนั้นคือ ‘มุสาวาท’
เต็มขั้นแล้ว
บางทีอยู่ในโลกก็หลีกเลี่ยงบาปกรรมยากครับ คุณต้องรักษาศีลสะอาดผ่องแผ้ว พอจะไปเกิดในสังคมอารยะที่ไม่มี
การโกหกเลย เอาเป็นว่า ถ้าจำเป็นต้องโกหกก็ขอให้รักษา‘ความไม่ยินดี’ไว้ บอกตัวเองว่า เราไม่อยากอยู่ในวงจรแห่งการ
มุสาเลย วันนี้เราทำเขา วันหน้าเราก็ต้องโดนเขาทำบ้าง
เมื่อใดที่คุณขาแข็งพอจะปลีกตัวออกมาจากวงจรเดิม ๆ ได้ ก็อย่าช้าแล้วกันครับ
ปลีกตัวได้ก็ปลีกตัวออกมาเลยดีกว่า... |