จับนิยายใส่จอ : ลำเพา เพ่งวรรณ
กระบือบาล : ชะตากรรมของควายไทย

ข่าวเรื่อง ‘กระบือบาล’ จะลงจอเป็นละครโทรทัศน์โปรแกรมหน้าช่อง 7 สี ทำให้แลเห็นปรากฏการณ์บางอย่างขึ้น
ในสังคมไทย ระยะนี้ละครโทรทัศน์ของช่อง 7 และช่อง 3 มุ่งไปเสนอภาพของผู้คนในชนบทมากขึ้น ชวนให้แลเลยไปถึง
นัยบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปรากฏการณ์นี้
‘กระบือบาล’ ผลงานประพันธ์ของ ‘ดำรงค์ อารีกุล’ นักประพันธ์แนวอารมณ์ขันและเสียดสีระดับต้น ๆ ของประเทศ
ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ เท่าที่จำได้ นวนิยายเรื่องนี้เขียนไว้นานพอสมควร ตั้งแต่เริ่มมีการปริวิตกว่า ‘ควาย’
อาจจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศ แต่ในที่สุดควายก็ยังอยู่ หากแต่ลดปริมาณน้อยลง และกำลังลดบทบาทความสำคัญ
ลงตามลำดับ
การหยิบ‘กระบือบาล’มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในปีพุทธศักราชนี้อาจสะท้อนนัยให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา
ซึ่งมีผู้คนกล่าวถึงกันมากว่า ‘ควาย’ กำลังจะหายไปจากสังคมไทย วัฒนธรรมข้าวและวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ ‘ควาย’
ก็เริ่มสูญหายไป ชาวนาทำนาด้วยเครื่องจักร และใช้วิธีการของระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่จนไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพา
ธรรมชาติดังแต่ก่อน แน่นอนว่าพิธีกรรมความเชื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำนาก็กำลังสูญหายไปด้วยเช่นกัน
ชาวนายุคใหม่อาจไม่มีภูมิปัญญาในการดูแล ‘ควาย’เลี้ยง‘ควาย’ ให้เป็นเสมือนเพื่อนผู้มีพระคุณ ไม่จำเป็นต้องทำ
ขวัญ ‘ควาย’ หรือมีประเพณีต่าง ๆ เพื่อตอบแทนคุณของ ‘ควาย’ ยกเว้นประเพณี ‘วิ่งควาย’ ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งแต่เดิม
เป็นการละเล่นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับ ‘ควาย’ มีความแนบแน่นขึ้น แต่ปัจจุบันถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นประเพณี
เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมการแข่งขัน ‘วิ่งควาย’ มากกว่าการพยายามเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในประเพณี
ดังกล่าว
การสูญพันธุ์ของ ‘ควาย’ สะท้อนถึงความล่มสลายของสังคมชาวนาแต่เดิม วัฒนธรรมข้าวและ ‘ควาย’ซึ่งผูกพัน
กับวิถีชีวิตของชาวนาจึงสูญหายไปด้วย โดยถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรทันสมัย การผลิตแบบสมัยใหม่และการซื้อขายข้าว
ด้วยระบบเศรษฐกิจใหม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง การจำนำข้าว และตกเขียวเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายพันธุ์ข้าวที่เคยมีอยู่จำนวนมาก
ก็สูญหายไป คงเหลือแต่พันธุ์ที่รัฐบอกว่า ‘ขายได้’ และ ‘ส่งเสริม’ ให้ปลูกเท่านั้น
เนื้อหาของ ‘กระบือบาล’ เสนอให้เห็นขั้วตรงข้ามกัน2ขั้วอย่างชัดเจน ระหว่างวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมกับความทันสมัย
ที่แผ่ขยายไปรุกรานวิถีชีวิตชาวนาจนยากจะยับยั้งได้ตัวละครแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มพ่อค้ารถไถซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะต้องทำให้ ‘กระบือ’ หายไปให้หมดจากท้องนา เพื่อให้ชาวนาหันมาใช้ ‘ควายเหล็ก’ หรือรถไถแทน ‘ควาย’
พระเอกของเรื่องเป็นผู้มีการศึกษา และมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวนา เขาจึงยืนอยู่ข้างชาวนา มุ่งมั่นจะอนุรักษ์
‘ควาย’ ให้คงอยู่ในท้องนาและมีบทบาทในวิถีชีวิตของชาวนาต่อไป ส่วนนางเอกเป็นฝ่ายตรงข้าม เธอเข้ามาในชนบท
เพื่อสืบหาวิธีการที่จะขจัด ‘ควาย’ ออกไปให้พ้นจากท้องนา เพื่อให้ชาวนาหันมาใช้รถไถแทน ‘ควาย’
ความผูกพันระหว่างตัวละครเอกฝ่ายชายกับ ‘ควาย’ ในท้องนา เขาจึงเป็น ‘กระบือบาล’ อันมีความหมายถึง
ผู้อภิบาล ปกป้อง ‘ควาย’ให้คงอยู่ในสังคมไทยต่อไป แม้ความรักและความผูกพันที่มีต่อตัวเอกฝ่ายหญิงจะมีมากเพียงใด
เขาก็ยังเลือกที่จะอยู่ข้าง ‘ควาย’ แต่ในที่สุดแล้ว หัวใจที่ผูกพันและการซึมซับความงามอันบริสุทธิ์ของท้องทุ่ง วิถีชีวิต
ที่เรียบง่ายของชาวนาก็กลายเป็นเสน่ห์ที่ติดตรึงทำให้ทั้ง 2 คนเข้าใจความหมายของสังคมชาวนาและความสำคัญของ
‘ควาย’ ไทย

‘กระบือบาล’ จึงเป็นนวนิยายเพียงไม่กี่เรื่องในประเทศไทยที่นำเสนอเรื่องราวของ ‘ควาย’ (เท่าที่นึกออกเวลานี้
มีอีกหนึ่งเรื่องคือ ปลายนาฟ้าเขียว ของวัฒน์ วรรลยางกูร) ทั้งที่ ‘ควาย’ กับสังคมชาวนา คือผู้ที่อยู่คู่สังคมไทยมา
เป็นเวลาช้านาน มีบุญคุณต่อคนในแผ่นดินนี้อย่างยากจะตอบแทนได้ หากปราศจากชาวนาและ ‘ควาย’ แล้ว เราก็ไม่มี
ข้าวกิน และไม่อาจดำรงคงอยู่เผ่าพันธุ์ของความเป็นไทยไว้ได้จนถึงปัจจุบัน
แต่ ‘กระบือบาล’ ยังมีความโดดเด่นไปมากกว่านั้น กล่าวคือพูดถึง ‘ควาย’ ในกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งต้องเผชิญหน้า
กับ ‘ทุนข้ามชาติ’ ที่มาพร้อมกับ ‘ความทันสมัย’ แปรเปลี่ยนให้การผลิตเพื่อยังชีพกลายเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก
ตามวิถีอุตสาหกรรมข้ามชาติ แน่นอนว่าโลกาภิวัตน์ซึ่งมีความเข้มแข็งกว่า ได้กลืนกินวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมจนไม่เหลือซาก
ตัวละครเอกในเรื่องเติบโตอยู่ในสังคมทันสมัย แต่‘ข้ามพรมแดน’ของความทันสมัยมาในท้องถิ่น โดยการซ่อนตัว
ให้กลมกลืนกับวิถีชีวิตชาวนา ‘กระบือบาล’ ของ ‘ดำรงค์ อารีกุล’ จึงมีนัยที่น่าสนใจ ชี้ให้เห็นถึงการก้าวข้ามพรมแดน
ของโลกยุคใหม่กับยุคเก่า แต่ด้วย ‘หัวใจ’ ที่ผูกพันกัน ทำให้การก้าวข้ามพรมแดนซึ่งแตกต่างกันคนละขั้วได้สอดประสาน
ผนึกแนบแน่นเข้าหากันได้ ราวกับ ‘ดำรงค์ อารีกุล’ จะบอกแก่ผู้อ่านว่า โลกาภิวัตน์อาจทำให้สังคมแบบดั้งเดิมลงไป
แต่มิอาจทำลายความเป็นมนุษย์ลงได้
‘ดำรงค์ อารีกุล’ ยังคงเสนอเรื่อง ‘กระบือบาล’ ด้วยท่วงทำนองที่ตนถนัด คือเล่นกับความขบขัน การเสียดเย้ย
ยั่วล้อ และสื่อความอย่างง่าย ๆ ภาษาอ่านสนุก แต่หากพิเคราะห์ถึงเนื้อหาแล้วยังคงแฝงความหนักแน่นไว้อย่างน่าสนใจ
การนำ ‘กระบือบาล’ มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ โดยผ่านความเห็นชอบของผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี
และเมื่อพิจารณาถึงละครโทรทัศน์ อีกหลายเรื่องที่ดาหน้ากันนำเสนอต่อผู้ชมในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา มีทั้งเรื่องบู๊แบบ
หนังไทยโบราณ อันเป็นความบันเทิงแบบไทย ๆ ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ไทยในยุคโหยหาวีรบุรุษผู้กล้ามาล้างผลาญ
อธรรมให้หมดไปจากชุมชนของตนการก้าวข้ามของตัวละครจากชนบทสู่เมืองในเรื่อง‘เพลงรักบ้านนา’ล้วนแสดงให้เห็น
ถึงการอพยพของชาวชนบท ที่เข้ามาเผชิญชีวิตในเมืองอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ประเทศไทยประกาศใช้แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่1(พ.ศ.2504)เป็นต้นมาคนชนบทจำนวนมากได้พัฒนาตนเองให้เป็นคนเมืองหมดแล้ว
แต่ก็ยังมีรกรากอยู่ในชนบท มีเครือญาติที่ต้องกลับไปเยี่ยมเยียน การเลื่อนไหลของประชากรจากชนบทสู่เมืองและเมือง
สู่ชนบทจึงเป็นปรากฏการณ์สำคัญยิ่งในช่วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
ที่สำคัญก็คือผู้คนที่อพยพข้ามแดน แม้จะแปลงกายสลาย ‘กลิ่นโคลนสาบควาย’ ให้หมดไป แต่ก็ยังคงมิอาจ
ลืมเลือนวิถีชีวิตแบบชาวนาลงได้ สังคมชาวนาได้ผนึกแนบแน่นอยู่ในสังคมเมืองอย่างผ่าเผย และสืบทอดวิธีคิดแบบ
สังคมชาวนาอยู่อย่างแนบแน่น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ละครโทรทัศน์จำนวนมาก จึงมุ่งเน้นให้คนที่ยังมีวิถีชีวิตอยู่ในสังคมชาวนาเสพกันอย่างมีความสุข
และคงจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน ดัง ‘กระบือบาล’ ที่นำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ให้ชาวนาในเมืองหลวง
ได้โหยหาอดีตอันเรืองรอง ให้ติดแน่นอยู่ในใจสืบไป เพราะถึงอย่างไรความวุ่นวายของเมืองใหญ่ และทุนอันมหาศาล
ซึ่งบรรดาชาวนาในเมืองหลวงมิอาจเอื้อมมาครอบครองได้นั้น ก็ยังเป็นเพียงรูปแบบปลอม ๆ ที่เป็นมายาห่อหุ้มหัวใจ
แบบชนบทของพวกเขาอยู่
ละครที่ถูกตีตราว่าน้ำเน่า ดุจเดียวกับปลาร้าซึ่งเหม็นจนต้องอุดจมูกนั้น แต่ยามใดที่ได้กลิ่น ก็อดนึกถึงรสชาติ
แสนอร่อยที่ปลายลิ้นมิได้