ebooks. Watch thriller movies online. Hundreds to choose from. Movies available to download for rent or buy, and to watch online..
all Magazine  เพื่อคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม
นิตยสารส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย พร้อมสาระน่ารู้ที่หลากหลาย และวาไรตี้บันเทิงที่คุณชื่นชอบ ราคาเล่มละ 25 บาท คุ้มค่าคุ้มราคา วางจำหน่ายแล้ววันนี้เฉพาะในร้าน7eleven และ Book Smile ทุกสาขา

 

| Login 
 
 ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า : เดือนนี้มีอะไร > all Magazine เดือนนี้

คอลัมน์หลัก
 

เดือนนี้มีอะไร
Gallery จากปก

7eleven
Book Smile
Counter Service
7 Catalog
Retailink
CPram
ThaiGojournal
Hug Magazine

 

เดือนนี้มีอะไร
 

เนื้อหาทั้งหมด | คอลัมน์อื่นๆ | ค้นหา | กระจายข่าว

จับนิยายใส่จอ...กระบือบาล : ชะตากรรมของควายไทย
:: 216 Views :: 0 Comments :: จับนิยายใส่จอ

จับนิยายใส่จอ : ลำเพา เพ่งวรรณ

กระบือบาล : ชะตากรรมของควายไทย

ละคร กระบือบาล

          ข่าวเรื่อง ‘กระบือบาล’ จะลงจอเป็นละครโทรทัศน์โปรแกรมหน้าช่อง 7 สี ทำให้แลเห็นปรากฏการณ์บางอย่างขึ้น
ในสังคมไทย ระยะนี้ละครโทรทัศน์ของช่อง 7 และช่อง 3 มุ่งไปเสนอภาพของผู้คนในชนบทมากขึ้น  ชวนให้แลเลยไปถึง
นัยบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปรากฏการณ์นี้
         ‘กระบือบาล’ ผลงานประพันธ์ของ ‘ดำรงค์ อารีกุล’  นักประพันธ์แนวอารมณ์ขันและเสียดสีระดับต้น ๆ ของประเทศ
ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์   เท่าที่จำได้   นวนิยายเรื่องนี้เขียนไว้นานพอสมควร   ตั้งแต่เริ่มมีการปริวิตกว่า   ‘ควาย’
อาจจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศ   แต่ในที่สุดควายก็ยังอยู่    หากแต่ลดปริมาณน้อยลง     และกำลังลดบทบาทความสำคัญ
ลงตามลำดับ
         การหยิบ‘กระบือบาล’มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในปีพุทธศักราชนี้อาจสะท้อนนัยให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา
ซึ่งมีผู้คนกล่าวถึงกันมากว่า ‘ควาย’ กำลังจะหายไปจากสังคมไทย  วัฒนธรรมข้าวและวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ ‘ควาย’
ก็เริ่มสูญหายไป ชาวนาทำนาด้วยเครื่องจักร  และใช้วิธีการของระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่จนไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพา
ธรรมชาติดังแต่ก่อน แน่นอนว่าพิธีกรรมความเชื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำนาก็กำลังสูญหายไปด้วยเช่นกัน
          ชาวนายุคใหม่อาจไม่มีภูมิปัญญาในการดูแล ‘ควาย’เลี้ยง‘ควาย’ ให้เป็นเสมือนเพื่อนผู้มีพระคุณ  ไม่จำเป็นต้องทำ
ขวัญ ‘ควาย’ หรือมีประเพณีต่าง ๆ เพื่อตอบแทนคุณของ ‘ควาย’ ยกเว้นประเพณี ‘วิ่งควาย’   ที่จังหวัดชลบุรี  ซึ่งแต่เดิม
เป็นการละเล่นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับ ‘ควาย’ มีความแนบแน่นขึ้น   แต่ปัจจุบันถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นประเพณี
เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมการแข่งขัน ‘วิ่งควาย’  มากกว่าการพยายามเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในประเพณี
ดังกล่าว
          การสูญพันธุ์ของ  ‘ควาย’  สะท้อนถึงความล่มสลายของสังคมชาวนาแต่เดิม  วัฒนธรรมข้าวและ ‘ควาย’ซึ่งผูกพัน
กับวิถีชีวิตของชาวนาจึงสูญหายไปด้วย โดยถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรทันสมัย การผลิตแบบสมัยใหม่และการซื้อขายข้าว
ด้วยระบบเศรษฐกิจใหม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง การจำนำข้าว และตกเขียวเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายพันธุ์ข้าวที่เคยมีอยู่จำนวนมาก
ก็สูญหายไป คงเหลือแต่พันธุ์ที่รัฐบอกว่า ‘ขายได้’ และ ‘ส่งเสริม’ ให้ปลูกเท่านั้น
          เนื้อหาของ ‘กระบือบาล’ เสนอให้เห็นขั้วตรงข้ามกัน2ขั้วอย่างชัดเจน ระหว่างวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมกับความทันสมัย
ที่แผ่ขยายไปรุกรานวิถีชีวิตชาวนาจนยากจะยับยั้งได้ตัวละครแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มพ่อค้ารถไถซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะต้องทำให้   ‘กระบือ’   หายไปให้หมดจากท้องนา  เพื่อให้ชาวนาหันมาใช้   ‘ควายเหล็ก’   หรือรถไถแทน   ‘ควาย’
พระเอกของเรื่องเป็นผู้มีการศึกษา    และมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวนา    เขาจึงยืนอยู่ข้างชาวนา     มุ่งมั่นจะอนุรักษ์
‘ควาย’   ให้คงอยู่ในท้องนาและมีบทบาทในวิถีชีวิตของชาวนาต่อไป  ส่วนนางเอกเป็นฝ่ายตรงข้าม  เธอเข้ามาในชนบท
เพื่อสืบหาวิธีการที่จะขจัด ‘ควาย’ ออกไปให้พ้นจากท้องนา เพื่อให้ชาวนาหันมาใช้รถไถแทน ‘ควาย’  
          ความผูกพันระหว่างตัวละครเอกฝ่ายชายกับ    ‘ควาย’    ในท้องนา   เขาจึงเป็น  ‘กระบือบาล’  อันมีความหมายถึง
ผู้อภิบาล ปกป้อง ‘ควาย’ให้คงอยู่ในสังคมไทยต่อไป แม้ความรักและความผูกพันที่มีต่อตัวเอกฝ่ายหญิงจะมีมากเพียงใด
เขาก็ยังเลือกที่จะอยู่ข้าง  ‘ควาย’  แต่ในที่สุดแล้ว  หัวใจที่ผูกพันและการซึมซับความงามอันบริสุทธิ์ของท้องทุ่ง วิถีชีวิต
ที่เรียบง่ายของชาวนาก็กลายเป็นเสน่ห์ที่ติดตรึงทำให้ทั้ง 2   คนเข้าใจความหมายของสังคมชาวนาและความสำคัญของ
 ‘ควาย’ ไทย

                                         ละครเรื่อง กระบือบาล

          ‘กระบือบาล’ จึงเป็นนวนิยายเพียงไม่กี่เรื่องในประเทศไทยที่นำเสนอเรื่องราวของ  ‘ควาย’   (เท่าที่นึกออกเวลานี้
มีอีกหนึ่งเรื่องคือ  ปลายนาฟ้าเขียว  ของวัฒน์ วรรลยางกูร)   ทั้งที่  ‘ควาย’  กับสังคมชาวนา   คือผู้ที่อยู่คู่สังคมไทยมา
เป็นเวลาช้านาน มีบุญคุณต่อคนในแผ่นดินนี้อย่างยากจะตอบแทนได้ หากปราศจากชาวนาและ   ‘ควาย’  แล้ว  เราก็ไม่มี
ข้าวกิน และไม่อาจดำรงคงอยู่เผ่าพันธุ์ของความเป็นไทยไว้ได้จนถึงปัจจุบัน
          แต่ ‘กระบือบาล’ ยังมีความโดดเด่นไปมากกว่านั้น กล่าวคือพูดถึง ‘ควาย’ ในกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งต้องเผชิญหน้า
กับ   ‘ทุนข้ามชาติ’  ที่มาพร้อมกับ  ‘ความทันสมัย’    แปรเปลี่ยนให้การผลิตเพื่อยังชีพกลายเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก
ตามวิถีอุตสาหกรรมข้ามชาติ แน่นอนว่าโลกาภิวัตน์ซึ่งมีความเข้มแข็งกว่า   ได้กลืนกินวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมจนไม่เหลือซาก
          ตัวละครเอกในเรื่องเติบโตอยู่ในสังคมทันสมัย แต่‘ข้ามพรมแดน’ของความทันสมัยมาในท้องถิ่น   โดยการซ่อนตัว
ให้กลมกลืนกับวิถีชีวิตชาวนา ‘กระบือบาล’ ของ ‘ดำรงค์ อารีกุล’ จึงมีนัยที่น่าสนใจ   ชี้ให้เห็นถึงการก้าวข้ามพรมแดน
ของโลกยุคใหม่กับยุคเก่า แต่ด้วย ‘หัวใจ’ ที่ผูกพันกัน ทำให้การก้าวข้ามพรมแดนซึ่งแตกต่างกันคนละขั้วได้สอดประสาน
ผนึกแนบแน่นเข้าหากันได้ ราวกับ  ‘ดำรงค์ อารีกุล’   จะบอกแก่ผู้อ่านว่า   โลกาภิวัตน์อาจทำให้สังคมแบบดั้งเดิมลงไป
แต่มิอาจทำลายความเป็นมนุษย์ลงได้ 
          ‘ดำรงค์ อารีกุล’  ยังคงเสนอเรื่อง  ‘กระบือบาล’  ด้วยท่วงทำนองที่ตนถนัด  คือเล่นกับความขบขัน การเสียดเย้ย
ยั่วล้อ และสื่อความอย่างง่าย  ๆ  ภาษาอ่านสนุก แต่หากพิเคราะห์ถึงเนื้อหาแล้วยังคงแฝงความหนักแน่นไว้อย่างน่าสนใจ
          การนำ    ‘กระบือบาล’   มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์  โดยผ่านความเห็นชอบของผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง  7  สี
และเมื่อพิจารณาถึงละครโทรทัศน์     อีกหลายเรื่องที่ดาหน้ากันนำเสนอต่อผู้ชมในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา     มีทั้งเรื่องบู๊แบบ
หนังไทยโบราณ   อันเป็นความบันเทิงแบบไทย  ๆ    ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ไทยในยุคโหยหาวีรบุรุษผู้กล้ามาล้างผลาญ
อธรรมให้หมดไปจากชุมชนของตนการก้าวข้ามของตัวละครจากชนบทสู่เมืองในเรื่อง‘เพลงรักบ้านนา’ล้วนแสดงให้เห็น
ถึงการอพยพของชาวชนบท     ที่เข้ามาเผชิญชีวิตในเมืองอย่างต่อเนื่อง    หลังจากที่ประเทศไทยประกาศใช้แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่1(พ.ศ.2504)เป็นต้นมาคนชนบทจำนวนมากได้พัฒนาตนเองให้เป็นคนเมืองหมดแล้ว
แต่ก็ยังมีรกรากอยู่ในชนบท มีเครือญาติที่ต้องกลับไปเยี่ยมเยียน การเลื่อนไหลของประชากรจากชนบทสู่เมืองและเมือง
สู่ชนบทจึงเป็นปรากฏการณ์สำคัญยิ่งในช่วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา  
          ที่สำคัญก็คือผู้คนที่อพยพข้ามแดน     แม้จะแปลงกายสลาย    ‘กลิ่นโคลนสาบควาย’  ให้หมดไป แต่ก็ยังคงมิอาจ
ลืมเลือนวิถีชีวิตแบบชาวนาลงได้     สังคมชาวนาได้ผนึกแนบแน่นอยู่ในสังคมเมืองอย่างผ่าเผย    และสืบทอดวิธีคิดแบบ
สังคมชาวนาอยู่อย่างแนบแน่น  
          เมื่อเป็นเช่นนี้    ละครโทรทัศน์จำนวนมาก    จึงมุ่งเน้นให้คนที่ยังมีวิถีชีวิตอยู่ในสังคมชาวนาเสพกันอย่างมีความสุข 
และคงจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน  ดัง    ‘กระบือบาล’    ที่นำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์   ให้ชาวนาในเมืองหลวง
ได้โหยหาอดีตอันเรืองรอง  ให้ติดแน่นอยู่ในใจสืบไป    เพราะถึงอย่างไรความวุ่นวายของเมืองใหญ่    และทุนอันมหาศาล
ซึ่งบรรดาชาวนาในเมืองหลวงมิอาจเอื้อมมาครอบครองได้นั้น   ก็ยังเป็นเพียงรูปแบบปลอม  ๆ     ที่เป็นมายาห่อหุ้มหัวใจ
แบบชนบทของพวกเขาอยู่
      ละครที่ถูกตีตราว่าน้ำเน่า  ดุจเดียวกับปลาร้าซึ่งเหม็นจนต้องอุดจมูกนั้น   แต่ยามใดที่ได้กลิ่น  ก็อดนึกถึงรสชาติ
แสนอร่อยที่ปลายลิ้นมิได้

 

 

Rating
Comments
Currently, there are no comments. Be the first to post one!
Click here to post a comment


                       


Copyright © 2007 by All Magazine