เรื่องเด่นประจำฉบับ : กะทิ
คนเก่ง
ฟ้าลิขิต หรือใครกำหนด

ใคร ๆ ก็ปรารถนาอยากจะเป็นคนเก่ง เก่งเรียน เก่งงาน เก่งการกีฬา เก่งเล่นดนตรี ฯลฯ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเป็นคนเก่ง
ไม่งั้นโลกนี้คงมีแต่คนเก่งเต็มไปหมด
ความเก่งหมายถึงการมีความสามารถในทางใดทางหนึ่งเมื่อพูดถึงความเก่ง คนที่เป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครองนั้นมักจะนึกถึง
แต่เรื่องการเรียน อยากให้ลูกหลานเรียนเก่ง ๆ สอบได้คะแนนสูง ๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วความสามารถในการศึกษาเล่าเรียนก็เป็น
เพียงความสามารถด้านหนึ่ง ในอีกหลายด้าน ยังมีความเก่งอีกหลายอย่าง ผู้ใหญ่ควรจะส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน
มีความสามารถควบคู่ไปกับการศึกษาเล่าเรียน
เก่งคิด ความคิดเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ การปลูกฝังให้เด็กรู้จักใช้ความคิด ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ
อย่างยิ่ง ความคิดของมนุษย์มี 2 ลักษณะคือ คิดสร้างสรรค์ และ คิดวิเคราะห์ ความสามารถในการคิดทั้ง 2 ลักษณะนี้
เป็นความสามารถที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์ เป็นความสามารถที่อยู่ในสมองซีกขวา
ส่วนความสามารถในการคิดอย่างวิเคราะห์ หรือคิดอย่างมีเหตุผล เป็นความสามารถที่อยู่ในสมองซีกซ้าย ดังนั้นพ่อแม่
หรือผู้ปกครองควรมีความเข้าใจ ในเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ เพื่อที่จะได้จัดสภาพแวดล้อมในบ้าน ให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนา
ความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กมีความคิด ความฝัน หรือใช้จินตนาการของพวกเขาด้วยความ
เต็มใจ หลีกเลี่ยงการหัวเราะเยาะ หรือการบีบบังคับให้เด็ก ๆ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามใจผู้ใหญ่แต่เพียงอย่างเดียว
เก่งคน หมายถึงความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่ว่าจะในครอบครัว โรงเรียน หรือในสังคมทั่ว ๆ ไป และเมื่อ
สำเร็จการศึกษา เขาก็จะต้องเข้าไปอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสถานที่ทำงานอีกด้วย ดังนั้นเด็กควรได้รับการฝึกฝนให้รู้จักเล่นกับพี่ ๆ
น้อง ๆ เพื่อน ๆ รู้จักแบ่งปันสิ่งของกับผู้อื่น ไม่หวงแหน หรือแสดงความเห็นแก่ตัว พ่อแม่ไม่ควรเก็บลูกให้แยกตัวอยู่ตามลำพัง
เล่นคนเดียวหรือหมกมุ่นอยู่กับกิจกรรมต่าง ๆ อยู่คนเดียว เช่น เล่นเกมคอมพิวเตอร์อยู่หน้าจอตลอดเวลา เด็กควรได้เล่นกีฬา
กับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ได้รับการ ฝึกให้มีสัมมาคารวะ มีบุคลิกภาพและพฤติกรรมที่เหมาะสม พูดจาสุภาพอ่อนหวาน ไพเราะ
เป็นต้น
เก่งงาน หมายถึง งานบ้านและงานอดิเรกพ่อแม่ผู้ปกครองควรฝึกให้เด็กรู้จักช่วยงานบ้านตามสมควรแก่วัยและเพศ
ของเด็ก รวมทั้งไม่ควรทำตนเป็น ทาส ของลูก คอยรับใช้ลูกจนกระทั่งเด็กกลายเป็น นาย ของพ่อแม่ หรือแม้แต่จะมีข้าทาส
บริวารคอยรับใช้ ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยให้เด็กกลายเป็นคนใจดำใจแคบไม่รู้จักช่วยเหลือใครๆ เลย แต่ก็มิได้หมายความว่า
ให้ใช้งานลูกมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น หรือไม่เหมาะสม การได้ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่วมกับพ่อแม่นั้น นอกจากจะเป็นการฝึก
ให้เขาได้เกิดการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ แล้ว ยังเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่อบอุ่นในระหว่างพ่อแม่ลูกในครอบครัวอีกด้วย ส่วนการ
ทำงานอดิเรกนั้น ก็คือการฝึกให้เด็กทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เมื่อมีเวลาว่าง เช่น ปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ เล่นกีฬา วาดรูป
ฯลฯ มิฉะนั้นเด็กก็จะนอนดูแต่โทรทัศน์ ทำให้เกียจคร้านมากเกินไป หรือเอาแต่เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ไม่เป็นอันทำอะไรอื่น ๆ
เลย
เก่งเรียน ความสามารถที่จำเป็นของเด็กก็คือการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งเป็นยอดปรารถนาของพ่อแม่ทุกๆคน การจะฝึก
ให้เด็กเรียนเก่ง ไม่ใช่ว่าพ่อแม่จะบังคับขู่เข็ญเด็กได้ตามใจ แต่ควรจะต้องเริ่มตั้งแต่การดูแลในเรื่องการรับประทานอาหาร
ให้ครบ 5 หมู่ การแบ่งเวลาในการทำการบ้าน การพักผ่อน การเล่น การทำงานอดิเรก การทบทวนบทเรียน การนอน
อย่างเหมาะสมอย่าได้บังคับให้ลูกเอาแต่เรียน เรียนธรรมดาในโรงเรียนยังไม่พอ ยังต้องเรียนพิเศษหรือกวดวิชากันอย่างบ้าคลั่ง
เพื่อที่จะชื่นชมว่า ลูกฉันเรียนเก่ง ได้ 4 ทุกวิชา แต่ลูกกลายเป็นมนุษย์มหัศจรรย์ คือสมองโต แต่ร่างกายเล็ก จิตใจลีบ
สังคมคับแคบ เก่งอยู่คนเดียว โตขึ้นก็จะอยู่กับใครยาก เนื่องจากคิดเอาเองว่าใคร ๆ ก็โง่หมด ยกเว้นตัวเขาคนเดียว
ดังนั้นการเลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่ง หมายถึง การเลี้ยงลูกให้มีดุลยภาพในความเก่งทั้ง 4 ประการ คือ เก่งคิด (สร้างสรรค์
และเหตุผล) เก่งคน (มนุษยสัมพันธ์ดี) เก่งงาน(งานบ้าน งานอดิเรก) และเก่งเรียน(ตามความสนใจ ความถนัด สติปัญญา
และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม)ช่วยดูแลเอาใจใส่เขาด้วยความรัก มีคุณธรรม และคุณงามความดี ได้พัฒนาอย่างเหมาะสม
ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เพื่อจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว สังคม
และประเทศชาติต่อไป
เก่ง กับ ฉลาด สิ่งที่อยู่คู่กัน

ความเฉลียวฉลาดมักจะเสริมให้คนเราเก่งได้ เมื่อกล่าวถึงความเฉลียวฉลาด ก็มักนึกถึง IQ แต่เดิมเมื่อราวทศวรรษ
1950 มีการวัด IQ หรือวัดความฉลาดด้วยแบบทดสอบ แนวคิดเรื่องIQจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเชาว์ไวไหวพริบและความสามารถ
ใน การแก้ไขปัญหาด้านตรรกะ ตัวเลข ความจำ ความสามารถทางภาษา ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ ซึ่งมีการวิพาก
วิจารณ์ ถึงข้อจำกัดกันมาก
ปัจจุบันพบว่า ความฉลาดของคนไม่ได้แสดงออกมาเพียงแค่นั้น แต่เป็นความฉลาดที่หลากหลายที่เรียกว่า Multiple
Intelligence หรือพหุปัญญา ซึ่ง นักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่ชื่อ Howard Guardner กล่าวว่า คนเราทุกคนมีความสามารถ
ทางสมองหลายด้านด้วยกัน โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ทุกคนจะมี ความฉลาด 8 ด้านดังนี้
1. ความฉลาดด้านภาษา (Linguistic intelligence) คือความสามารถด้านภาษา การพูดจาโน้มน้าวผู้อื่น การเขียน
ด้านบทกวี การจำวันเดือนปี และคิดประดิษฐ์คำ
2. ความฉลาดด้านการคำนวณ ( Logical – Mathematical Intelligence ) คือความสามารถในการใช้เหตุผล
การคำนวณ ด้านจำนวนตัวเลข การแก้โจทย์ปัญหา และการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
3. ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) คือความสามารถในการสร้างภาพในสมอง การสร้างจินตนา
การสร้างสรรค์
4. ความฉลาดด้านกายภาพหรือร่างกาย ( Bodily – kinesthetic Intelligence) คือความสามารถในการใช้สรีระ
ร่างกาย ความสามารถในการเล่นกีฬาที่ใช้สรีระร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว ความสามารถในการเต้นรำ การแสดง และรวมถึง
ความสามารถด้านหัตถกรรม การใช้เครื่องมือต่าง ๆ การเคลื่อนไหว การสัมผัส และใช้ภาษาท่าทาง
5. ความฉลาดด้านดนตรี ( Musical Intelligence ) คือความสามารถในด้านคนตรี การร้องเพลง จับระดับเสียง
ที่มีความแตกต่างได้ดี สามารถจำทำนอง จังหวะเพลง เสียงดนตรีได้ดี มีความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรี
6. ความฉลาดด้านทักษะสังคม (Interpersonal Intelligence) คือความสามารถในด้านการเข้าสังคม การเป็นมิตร
กับคนอื่นได้ง่าย ความสามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ความสามารถในการสื่อสารการจัดการและความเป็นผู้นำ ชอบพูดคุย
กับผู้อื่น มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถบริหารความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7. ความฉลาดด้านบุคคล (Intrapersonal Intelligence) คือความสามารถของบุคคลในการเข้าใจตนเอง มีความ
มั่นใจในตนเองเข้าใจถึงศักยภาพของตนเอง สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิตได้อย่างเหมาะสม ชอบการทำงานคนเดียว ใช้เวลา
ในการคิดใคร่ครวญ และทำตามความสนใจของตนเอง
8. ความฉลาดด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) คือความสามารถในการมองเห็นความงาม ความสัมพันธ์
ของสรรพสิ่งในธรรมชาติ รักธรรมชาติ
นอกจาก IQ แล้ว ปัจจุบันยังมีการให้ความสำคัญกับ EQ ( Emotional Quotient ) หรือ ความฉลาดทางอารมณ์
เพิ่มขึ้นมาอีกต่างหาก ความฉลาดทางอารมณ์ คือการรู้จักตนเองว่าเป็นใครมาจากไหน ต้องการอะไรในชีวิต มีความสามารถ
ในการจัดการควบคุมอารมณ์ตนเอง มีวินัย บังคับใจตนเองได้ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น รู้จักผิดชอบชั่วดี และมี
ความสามารถในการจัดการอารมณ์ของคนอื่น มีอารมณ์ร่วมกับผู้อื่น คนที่มี EQ สูงแสดงออกโดยเป็น ผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี
เข้ากับคนอื่นได้ดี รู้จักการทำงานเป็นทีมสามารถสร้างสัมพันธภาพกับคนอื่นและรักษาให้ยืนยาวได้ รู้จักเห็นอกเห็นใจ เข้าใจ
ความรู้สึกของผู้อื่นได้เป็นอย่างดี เมื่อเกิดปัญหาในชีวิตก็สามารถจัดการกับปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ไม่จมอยู่กับความเศร้า
นานเกินไป ไม่ท้อแท้ง่าย สามารถหาทางออกของปัญหาให้กับตนเองได้ด้วยดีโดยไม่ทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น รวมทั้งเป็นผู้ที่
มีความสามารถในการปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

การศึกษาวิจัยในต่างประเทศยืนยันว่า EQ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ บังเกิดความราบรื่นทั้งใน
ชีวิตส่วนตัว และการทำงาน โดยที่ EQ นั้นเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ ฝึกฝนให้มีขึ้นในตนเองได้ EQ เริ่มพัฒนาในวัยเด็กเหมือน IQ
ดั้งนั้นการสร้างเสริมให้บุคคลมี EQ เพื่อพัฒนาการสมวัยจึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและควรทำขึ้นในทุก ๆ สังคม EQ
เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและมีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยมีการทำวิจัยในกลุ่มนักศึกษาผู้ปฏิบัติงาน
และผู้นำในองค์การต่างๆ ดังเช่นที่มหาวิทยาลัยเบิร์คเล่ย์ มีการศึกษาระยะยาวเริ่มตั้งแต่ปี 950 โดยเก็บข้อมูลของนักศึกษา
ปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์จำนวน80 คนโดยมีการวัด IQ ทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ และมีการสัมภาษณ์จากนักจิตวิทยา
เพื่อประเมินความสมดุลทางอารมณ์ วุฒิภาวะ การมีบูรณาการ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีการติดตามผล 40 ปีผ่านไป
เมื่อบุคคลเหล่านี้อายุประมาณ 70 ปี โดยสรุปผลการวิจัยเมื่อปี1994 พบว่า EQ มีความสำคัญมากกว่า IQ ประมาณ 4 เท่า
ในการกำหนดความสำเร็จในอาชีพ ความมีชื่อเสียง และสถานภาพเป็นที่ยอมรับแก่สังคมของบุคคลเหล่านี้
ในสังคมไทย EQ ยังเป็นเรื่องใหม่ที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ เพื่อที่จะนำมาประยุกต์ใช้ และหาคำตอบให้กับปัญหา
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้นอย่างไรก็ตามแม้จะมีผู้ให้ความสนใจมากโดยสังเกตจากการเสนอบทความแสดงให้เห็น
ถึงความสำคัญของ EQ การเสนอทัศนะที่แตกต่างระหว่าง IQ และ EQ เริ่มมีการจัดอบรมของโรงพยาบาล นักวิชาการ
เพื่อให้ความรู้เรื่อง EQ ให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองมากขึ้น คนเก่ง กับ พันธุกรรม
หลายคนอาจสงสัยว่าความเก่งกาจความเฉลียวฉลาด ถ่ายทอดกันได้ทางพันธุกรรมจริงหรือไม่ซึ่งเรื่องนี้มีผลการศึกษา
จากคู่ฝาแฝด พี่น้อง และลูกพี่ลูกน้อง คือ ฝาแฝดที่มีไข่ใบเดียวกัน เพศเดียวกัน ถูกเลี้ยงมาด้วยกัน ถ้าคนหนึ่งมียีนการเรียนรู้
อีกคนหนึ่งจะมีด้วยถึงร้อยละ85ส่วนฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน ถึงแม้จะแยกกันเลี้ยง ถ้าคนหนึ่งมียีนการเรียนรู้ อีกคนหนึ่งก็ยังคง
มีด้วยถึงร้อยละ 74
ส่วนฝาแฝดใข่คนละใบ คนละเพศ รวมไปถึงพี่น้องที่คลานตามกันมา และลูกพี่ลูกน้อง ก็มีกายถ่ายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรมในอัตราร้อยละที่ลดหลั่นกันไปด้วย ซึ่งจากผลการวิจัยนี้เป็นข้อบ่งชี้หนึ่งที่บอกได้ว่าลักษณะยีนบางอย่างสามารถ
ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้
เหนือสิ่งอื่นใด ความเก่งกาจ เฉลียวฉลาด ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่มนุษย์พึงมี สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือคุณธรรม
จริยธรรม ความดีงามในจิตใจ ซึ่งจะช่วยจรรโลงให้มนุษย์อยู่กันในสังคมได้อย่างมีความสุข เพราะถ้าหากคนเก่ง คนฉลาด
ใช้ข้อดีข้อเด่นของตนเองไปในทางที่ไม่ถูกต้องแล้ว โลกนี้คงวุ่นวายโกลาหลกันน่าดู
ที่มา : http://women.kapook.com/view13530.html , http://www.novabizz.com/NovaAce/Learning/Quatient_IQ.htm , www.pcoc.moc.go.th