เรื่องจากปก : เบญจภรณ์ ลิ้มเจริญเงิน
‘เต้ย - จรินทร์พร จุนเกียรติ’
ก้าวแรกสู่เส้นทางกว่าจะเป็นดาว

ในบางครั้งกาลเวลาอาจจะนำพาหลายสิ่งหลายอย่างไปจากเรา แต่ในขณะเดียวกัน ก็มักนำพาประสบการณ์มากมาย
ในชีวิต ทั้งดีและร้ายมาหาเรา โดยมีห้วงเวลาเป็นผู้ชักนำ จึงไม่น่าแปลกใจอะไร ถ้าหากเวลาที่ผันแปรจะเปลี่ยนให้
‘เต้ย – จรินทร์พร จุนเกียรติ’ กลายเป็นหญิงสาวสวยสะพรั่ง ผู้แตกต่างจากครั้นเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนที่เธอก้าวย่างสู่ถนน
บันเทิงสายนี้ สาวน้อยแจ้งเกิดอย่างงดงามบนเวทีประกวด ‘ยูทิป เฟรชชี่ ไอดอล 2007’ และโด่งดังเป็นที่รู้จักจากการ
แสดงภาพยนตร์ เรื่อง ‘Dear Galileo หนีตามกาลิเลโอ’ ส่งให้เธอได้รับรางวัล ‘นักแสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยม
(พ.ศ. 2552)จากชมรมวิจารณ์บันเทิง’ตั้งแต่นั้นมา ไม่ว่าเธอจะขยับตัวทำอะไรก็มักมีสายตาหลายคู่จับตามองด้วยความ
ชื่นชมอยู่เสมอ และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่เราอยากพูดคุยกับนักแสดงตัวอย่างคนนี้
ชื่อเต้ยใครตั้งให้ หรือว่าได้จากวีรกรรมในวัยเด็ก ?
(แววตาประหลาดใจ) เชื่อมั้ยว่าไม่มีใครเคยถามเรื่องนี้เลย จริง ๆ แล้ว คุณปู่เป็นคนตั้งให้ เพราะเต้ยเกิดในครอบครัว
คนไทยเชื้อสายจีน ‘เต้ย’ ผันเสียงจากภาษาจีนแต้จิ๋วว่า ‘โต่ย’ มีความหมายว่า ‘ลูกคนแรก’ส่วนชื่อจริงนั้นคุณย่าเป็นคน
ตั้งให้มาจากคำว่า ‘เจริญพร’ หมายถึง พรที่ดีแล้วนั่นเองค่ะ เต้ยยังมีชื่อภาษาจีนด้วยนะ ที่บ้านจะเรียกกันว่า ‘หมุ่ยมุ้ย’
แปลว่า ‘ละเอียดอ่อน’ ค่ะ (ยิ้ม)
จังหวะชีวิตของสาวหมวย หักเหเข้าสู่วงการบันเทิงได้อย่างไร
จับพลัดจับผลูมาก (เน้นเสียง) ตอนนั้นยังเรียนอยู่ชั้น ม. ต้น อายุแค่15 ปีเอง เพื่อนขอร้องให้ไปนั่งรอเขาแคสติ้งงาน
โฆษณาเป็นเพื่อนหน่อย และมีพี่คนหนึ่งเห็นแววเข้าเลยขอเบอร์โทรศัพท์ ชวนให้มาแสดง เป็นแขกรับเชิญในละครเรื่อง
‘กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้’ จากนั้นก็มีคนติดต่อให้ไปร่วมแสดง ซึ่งเต้ยคิดว่าไม่ได้เสียหายอะไรถ้าเราจะลองทำดู ดีเสียอีก
เพราะกำลังมีความคิดที่อยากจะหารายได้พิเศษอยู่ พอที่บ้านทราบก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาคงเห็นว่าเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิด
ประโยชน์ เลยอนุญาต หลังจากนั้นก็เริ่มมีงานถ่ายแบบเข้ามาเรื่อย ๆแต่ที่คนดูเริ่มจดจำเราได้น่าจะมาจากการเข้าประกวด
เวที ‘ยูทิป เฟรชชี่ ไอดอล 2007’ เชื่อไหมไม่เคยคิดฝันว่าจะต้องลงแข่งขันกับใคร ทีแรกเกือบถอนตัวแล้ว แต่พอรู้ว่า
ผู้ชนะจะได้รางวัลชนะเลิศถึง 1 แสนบาท เลยตัดสินใจแข่งต่อจนจบ และนั่นคือโอกาสที่ทำให้ได้ถ่ายงานโฆษณา
ของผลิตภัณฑ์ ‘อุทัยทิพย์’ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มีงานในวงการบันเทิงเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้นค่ะ
แล้วหลังจากนั้นล่ะ
จนกระทั่งเซ็นสัญญากับทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ก็ได้แสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรก เรื่อง ‘Dear Galileo
หนีตามกาลิเลโอ’ หลังจากนั้นก็เริ่มเล่นมิวสิควีดีโอ แสดงละครเรื่อง ‘อุบัติรักข้ามขอบฟ้า’ ‘ช็อกโกแลต 5 ฤดู’ และที่
กำลังฉายอยู่ก็คือ ‘สามหนุ่มเนื้อทอง’ รวมถึงการทำงานด้านพิธีกรรายการ Sister day (ซิสเตอร์ เดย์) ซึ่งเต้ย กำลัง
สนุกสนานกับการได้เจอแขกรับเชิญมากความสามารถในทุก ๆ สัปดาห์ค่ะ
เท่าที่เคยผ่านตา เต้ยเล่นมิวสิควีดีโอเยอะพอสมควร
จำได้ไหมว่าแสดงทั้งหมดกี่เพลงแล้ว
หลายตัวเหมือนกันค่ะ (ยิ้ม) น่าจะเป็นสิบ แต่ที่ประทับใจที่สุดเป็นเอ็มวีเพลง ‘ช่วยรับที’ ที่ได้ร่วมงานกับพี่เบิร์ด
(ธงไชย์ แมคอินไตย) ค่ะ หนูไม่ได้วาดฝันว่าจะได้มาทำงานกับพี่เขา รู้จักพี่เบิร์ดในฐานะศิลปินที่คนทั้งประเทศชื่นชอบ
วันหนึ่งพอรู้ตัวว่าถูกเลือกให้เป็นนางเอกมิวสิคก็ดีใจระดับหนึ่ง แต่พอได้ร่วมงานกันจริง ๆ หนูรู้สึกดีใจมากกกก...(เน้นเสียง)
พี่เบิร์ดเป็นคนน่ารัก เขาทำให้ทุกคนในกองถ่ายมีความสุข ยิ้มได้ตลอดเวลา และยังเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายมาก ถึงแม้
จะไม่ได้ทำงานด้วยกันแล้ว แต่เจอกันเมื่อไหร่จะทักทายถามสารทุกข์สุขดิบเสมอ ๆ ขนาดไปคอนเสิร์ตแฟนซี แฟนซน
ของพี่เบิร์ด ทางทีมงานถ่ายภาพเต้ยแต่งตัวแฟนซีเอาไว้ พี่เขายังเซ็นลายเซ็นส่งมาให้ที่บ้านเป็นของที่ระลึกค่ะ เป็นความ
ประทับใจไม่มีวันลืมเลยจริง ๆ
ทำงานหลากหลาย ทั้งถ่ายโฆษณา เล่นละคร เป็นพิธีกร ร้องเพลง
แต่จริง ๆ เต้ยเริ่มเป็นที่รู้จักจากการเป็นนางเอกภาพยนตร์ ทำไม
ระยะหลังห่างหายจากจอเงินไปล่ะ
ชอบค่ะ ชอบมากด้วย แต่ที่ห่างหายไปนาน เพราะว่าไม่มีเวลาจริง ๆ การแสดงหนังต้องทุ่มเทเวลาเยอะกว่าปกติ
ต้องมีเวลาทำความเข้าใจบท และออกกองถ่ายนาน ซึ่งช่วงที่ผ่านมาตลอด 1 อาทิตย์ หนูรับงานทั้ง 7 วันเลย เพราะกำลัง
ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการแสดงละครเรื่องใหม่ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เรื่อง ‘สามหนุ่มเนื้อทอง’โดยรับบทเป็น‘ลำเภา’
ในเรื่องจะมีพระนาง 3 คู่ ก็คือ หมาก-ปริญ สุภารัตน์,บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ เคน- ภูภูมิ พงษ์ภานุ, คิม - คิมเบอร์ลี่
แอน เทียมศิริ, มารี เบรินเนอร์ และก็เต้ยค่ะ ซึ่งเล่นเป็นน้องของหมาก หรือคุณกริชชัย แสดงเป็นสัตวแพทย์สาว นิสัย
ตรงไปตรงมา ปากร้ายแต่ใจดี เป็นผู้หญิงที่ไม่ได้คิดร้ายต่อใครคิดอะไรก็พูดออกมาอย่างนั้นค่ะ
มาแสดงละครเรื่องนี้ได้อย่างไร
พี่จ๋า - ยศสินี ณ นคร คงเห็นว่าคาแร็กเตอร์ของหนูกับลำเภาคล้ายกัน ด้วยความที่ตัวละครตัวนี้บุคลิกสดใส ร่าเริง
เหมือนเด็ก ๆ ถ้าเพื่อนที่สนิท จะรู้ว่าเต้ยเป็นคนขี้เล่น ชอบแกล้ง แซวเล่นไปทั่ว เลยกลายเป็นข้อดีที่ทำให้เต้ยเข้าใจ
คาแร็คเตอร์ของลำเภาได้เป็นอย่างดีค่ะ
เข้าวงการต้องแสดงหลากหลายบทบาท ใครเป็นแอ๊คติ้งโค้ชให้
มีพี่เอส - คมกฤษ ตรีวิมล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘เพื่อนสนิท’ และ ‘สายลับจับบ้านเล็ก’ ที่จีทีเอช สอนหนูมา
ตั้งแต่เริ่มแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกเขาสอนให้เราวิเคราะห์พฤติกรรม คำพูดและการแสดงออก ของตัวละครว่ากำลังคิดอะไร
ต้องการสื่อสารสิ่งไหนกับผู้ชม ซึ่งพี่เอสจะถามหนูทุกครั้ง เพราะอยากให้วิเคราะห์ถึงแก่นความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัว
มากกว่าให้นักแสดงท่องบทอย่างเดียว
ทราบว่าเต้ยเคยแสดงหนังสั้นด้วยใช่ไหม
ใช่ค่ะ (ยิ้ม) แสดงเรื่อง ‘บันทึกกรรม ตอน มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคนเกลียดเมธาวี’ เป็นงานที่หนูรู้สึกชอบ
มากที่สุด คงเพราะประทับใจการทำงานของพี่เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่เขาทั้งเขียนบทและกำกับเอง ซึ่งก่อนหน้านี้
เป็นคนเขียนบทภาพยนตร์ให้กับเรื่อง ‘รถไฟฟ้ามาหานะเธอ’ และ ‘Top Secret วัยรุ่นพันล้าน’ งานของเขาแต่ละชิ้น
จะสะท้อนการมองสังคม ที่แตกต่างไปจากมุมเดิม ๆ ที่เคยเห็น อย่างตอนเมธาวี ต้องการบอกกับคนดูว่า สังคมออนไลน์
คือสังคมหลอกลวง ไม่มีความจริงใจนั้น เพราะทีมงานลองเปิด เฟซบุ๊คของเมธาวี ซึ่งเป็นตัวละครเอกของหนังเรื่องนี้
โดยให้ทีมงานสิบคนเข้าไปโพสด่าผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งไม่มีตัวตน ปรากฎว่า มีคนอื่นมาคอมเม้นท์ด่าเมธาวี กันเต็มไปหมด
ตรงนี้เองทำให้รู้ว่า สังคมอินเทอร์เน็ต ยากต่อการควบคุมและไม่มีความจริง ในนั้นเลยถ้าคนที่ได้ดูเรื่องนี้ จะได้แง่คิด
ที่มากกว่าการดูหนังทั่วไปแน่นอน (ยิ้ม)
เรื่องของงานเพลงล่ะ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Love Status ได้อย่างไร
โอกาสเข้ามาหาพอดีค่ะ อยากลองดูว่าจะทำได้ไหม ทีแรกคิดว่าร้องเพลงเดียวเพื่อเป็นสีสันให้กับอัลบั้มเหมือนสร้าง
สีสันให้เฉยๆแต่พอวันที่โปรโมทอัลบั้มปุ๊บ!!! หนูก็กลายเป็นศิลปินแถมวันแถลงข่าวดันร้องเพลงเพี้ยน หนูแก้ไขสถานการณ์
ด้วยการพูดว่า ‘มันเพี้ยนแล้วอะ’ โชคดีที่พี่ ๆ นักข่าวทุกคนไม่มีใครว่าอะไรยิ้มเอาใจช่วยให้เต้ยร้องจนจบเพลง ก็ถือว่า
เป็นประสบการณ์ประทับใจที่ทำให้นำข้อผิดพลาดมาแก้ไขและพัฒนาตัวเองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นค่ะ
พอใจกับกระแสตอบรับจากแฟนเพลงหรือเปล่า
พอใจมากค่ะ มีแฟน ๆ มาโคเวอร์เพลง ‘ชอบที่เธอยิ้มมา’ ในเว็บยูทูปด้วย รู้สึกดีใจมากที่เขามีความสุข เดี๋ยวนี้
เวลาเดินไปตามสถานที่ต่าง ๆ เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นก็จะเรียกชื่อหนู แล้วพูดว่า ร้องเพลงให้ฟังหน่อยสิ (หัวเราะ)
รายการ Sister day ถือเป็นการจับงานพิธีกรเต็มตัวเลยหรือเปล่า
อันนี้เต็มที่สุดแล้วค่ะ (อมยิ้ม) เป็นโชคดีของหนูที่ผู้ใหญ่ทางแกรมมี่เปิดโอกาส ให้ได้เรียนรู้งานหลากหลายด้าน
ในวงการบันเทิง การที่ได้ร่วมงานกับพี่ ๆ ทั้ง 3 คน ซึ่งเป็นพิธีกรมากความสามารถ ทั้ง พี่คริส - ศิริน หอวัง, พี่โอปอล์ -
ปาณิสรา พิมพ์ปรุและพี่เจน-เจนสุดา ปานโต แรกๆตื่นเต้นกลัวล่ม(หัวเราะ)แต่พอทำไปเรื่อย ๆหนูได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ
จากพี่ทั้ง3คน ซึ่งถ้าไม่ได้ลองทำก็คงเสียใจไปตลอดชีวิต เพราะอาชีพพิธีกรทำให้เราได้เจอทั้งศิลปินและดาราที่มีชื่อเสียง
เป็นบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับหนูได้เป็นอย่างดีค่ะ
เวลาใกล้ล่ม เต้ยมีวิธีเรียกสติกลับคืนมาอย่างไร
อาศัยประสบการณ์ล้วน ๆ เลยค่ะ การทำงานพิธีกรภาคสนามก็แบบหนึ่ง แต่จัดรายการในห้องส่งก็อีกแบบหนึ่ง 3 ปี
กับ Sister day วันแรก ๆ มันเกร็งไปหมด รู้สึกเครียด รู้สึกตลอดเวลาว่า เราเป็นเด็กที่ไหนไม่รู้เข้ามาทำงานด้านพิธีกร
หนูควรจะพูดจังหวะไหนดี มือไม้จะวางตรงไหนได้บ้างเต้ยต้องไปเจอกับพี่คริส พี่โอปอล์ และพี่เจน ซึ่งทั้ง 3คนคิวเป๊ะมาก
พอสั่ง 5 4 3 2 ปุ๊บเข้ามาไม่หยุด พูดกันไฟแลบเลย เราได้แต่อ้าปากรอ เพราะจังหวะไม่พอดีกัน แต่ในความกดดันนั้นมีข้อดี
ก็คือเราได้ทำงานกับคนเก่ง หนูเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติดีที่สุดค่ะ (ยิ้ม)
(โปรดติดตามต่อในเล่ม)