คลื่นหัวใจ : ดีเจอ้อย
หัวใจไม่สำลักน้ำ

และแล้ววันนี้ อีกภาพที่ไม่ได้คิดว่าจะเห็น ก็เป็นจริงขึ้นมาได้ ‘ น้ำท่วมระดับอก – ระดับคอ’ ในหลายจังหวัด รวมถึง
กรุงเทพมหานคร วันที่เขียนต้นฉบับนี้ หลายคนมุ่งหน้าหนีน้ำออกต่างจังหวัด เพราะรัฐบาลประกาศวันหยุดยาวและน่าจะยาว
ออกไปอีก จนกว่าเราจะสามารถเรียนรู้อยู่กับน้ำได้อย่างปลอดภัย
ไม่ได้เก่งกล้าท้าทายมวลน้ำแต่ประการใดแค่ไม่รู้จะไปไหนเราทำได้แค่เตรียมแผน2 แผน 3 ในวันที่น้ำมาแบบไล่ที่ ยึดบ้าน
ยึดรถ ไม่ได้หวงข้าวหวงของอะไร ที่มีอยู่ก็ไม่ได้มากมายถึงขั้นจะสร้างใหม่ไม่ได้ แต่คนที่อยู่สู้น้ำจะว้าเหว่แค่ไหน ถ้าอยากหา
ที่พักใจราคาไม่แพงเท่าไหร่จากวิทยุ แต่ไม่มีดีเจ...เลยยังทำหน้าที่จัดรายการอยู่ทุกวัน เพื่อจะบอกว่า ‘เราสู้อยู่ด้วยกันนะ’
หลายอาชีพไม่ได้หยุดเพื่ออพยพค่ะ พนักงานธนาคารทั้งหลาย คนทำงานการไฟฟ้าหรือการประปานักข่าวสารพัดช่อง พิธีกร
คุณหมอ พยาบาล พี่ตำรวจ ทหาร รัฐบาล เอกชน ฯลฯ อีกหลายคนที่ต้องทนใช้ชีวิตสู้กับน้ำดูสักตั้ง มี ‘คนหนี’ ก็ต้องมี ‘คนอยู่’
รักษาสมดุลของโลก อยู่เพื่อดูแลคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ในวันที่เราไม่รู้อะไรเลยแม้แต่อีก 1 นาทีข้างหน้าว่า‘น้ำจะมาหาเรา
เมื่อไหร่หรือแค่ไหน’
นักวิจารณ์ทำงานกันคึกคัก ว่าคนนั้น ด่าคนนี้ โชว์เก่งกันหลายวิธี ทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังนอนอยู่ในบ้านที่น้ำแห้งสนิท บางส่วน
ไม่ได้ช่วยอะไร แต่ถนัดทำลายกำลังใจ ตั้งป้อมตำหนิคนที่คิดไม่ตรงกัน สื่อสารส่งข่าวทั้ง ‘สงครามน้ำท่วมและสงครามน้ำลาย’
‘คนแตกกัน’ บางทีน่ากลัวกว่า ‘คันดินแตก’
ในภาวะที่ต่างคนต่างหวาดกลัว เราจะเห็นแก่ตัวอย่างไม่ได้ตั้งใจ ข้าวของที่ซื้อตุนกันเกลี้ยงชั้น รถจอดกันเต็มสะพาน
แบบไม่หวั่นอันตราย รถโดนชนได้แต่ไม่ยอมให้รถจมน้ำ จะขวางการจราจรบ้าง ก็ถือเป็นปัญหาของคนอื่นไป ภัยพิบัติไม่มีใคร
อยากให้เกิดค่ะ เรามาอาศัยโลกอยู่ เมื่อโลกเปลี่ยนไป เรามีสิทธิ์อะไรที่จะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น
น้ำไหลมา น้ำตาท่วมใจ แต่น้ำจะสูงแค่ไหน ไม่มีทางสูงเท่า ‘น้ำใจ’ ที่เราให้กันและกัน
‘เรื่องน้ำใจ’ คนไทยไม่แพ้ใครในโลกอยู่แล้ว ผู้คนทุกสาขาอาชีพไปร่วมแรงร่วมใจกัน คนที่ไหวกว่ารวมตัวช่วยคนที่ไม่ไหว
บางคนไปช่วยกันที่ศูนย์อพยพต่าง ๆ พอกลับบ้านเพิ่งได้เห็นว่า บ้านตัวเองก็น้ำท่วมเหมือนกัน เรากระจายความเดือดร้อนไปทั่ว ๆ
อย่าเพิ่งพยายามหันหาคนผิดจากวิกฤตธรรมชาติ สิ่งที่เราต้องทำอย่างมากในวันนี้คือ ‘สามัคคี’ และ ‘สู้’ ไปด้วยกัน
มีนักข่าวอยู่ช่องหนึ่ง ไปสัมภาษณ์คุณยายที่บ้านอยู่แถวชานเมือง คุณยายคนนี้พูดว่า
“ ปล่อยน้ำมาแถวบ้านยายเลยนะ อย่าให้เข้าไปท่วมกรุงเทพฯ นั่นมันอู่ข้าวอู่น้ำของเราเลยนะ ” ฟังแล้วจุกคอ
ไม่เป็นไรค่ะคุณยาย น้ำท่วมไปตั้งหลายจังหวัด ใคร ๆ ก็สู้ ทำไมคนกรุงจะสู้ไม่ได้ น้ำสอนให้เรารู้จักแบ่งปัน ถ้าน้ำไม่ท่วมบ้านฉัน
น้ำบ้านเธอนั้นจะลดได้ยังไง
องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยยังตรัสกับเหล่าบรรดาทหารและพลเรือนของพระองค์ว่า
‘’ ไม่ต้องดูแลเขตพระราชฐาน หรือพระบรมมหาราชวังเป็นพิเศษ ปล่อยให้เป็นไป ตามธรรมชาติ เอาแรง
และกำลังไปช่วยประชาชนที่กำลังเดือดร้อนดีกว่า” ฟังแล้วน้ำตาซึม ต่อให้น้ำท่วมแค่ไหน ก็ยังดีใจที่ได้เกิดบนแผ่นดินไทย
ของพระองค์ท่าน
กว่าที่หลาย ๆ คนจะได้อ่าน all ฉบับนี้ ไม่รู้ว่าวิกฤตของน้ำจะเดินทางไปถึงขั้นไหน ช่วงที่พวกเราทุกคนต้องตัดสินใจวินาที
ต่อวินาที เฝ้าระวัง เฝ้าระแวง หรือควรแยกย้ายกันหนี ความขัดแย้งไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทย เพราะเราถูกทำให้แยกฝั่ง
แยกฝ่ายมาแต่ไหนแต่ไร เรียกร้องให้รักกันเดี๋ยวนี้ คงไม่มีใครทำได้ นอกจากใช้ ‘กาลเทศะ’ เข้ามากำกับ ‘วิธีคิด’ ใช่เวลาไหม
ที่ต้องเอาชนะอีกฝ่ายในวันนี้ ในวันที่เราคือ ‘ผู้แพ้’ ทั้งหมดหลังจากการพยายามแหกกฎธรรมชาติอยู่หลายต่อหลายครั้ง
ถ้าเรียวแรงยังมี รับน้ำยังไหวก็เอาพลังกายไปร่วมด้วยช่วยกันมีคนมากมายที่ยังอยากได้ความช่วยเหลือ หรือถ้าทำแบบนั้น
ไม่ได้จริง ๆ การเป็นคนหนึ่งที่คอยให้กำลังใจ ไม่เป็นส่วนหนึ่งที่แพร่ขยายข้อมูลร้าย ๆ ที่เช็คไม่ได้ว่า ‘จริงไม่จริง’แค่รู้ว่ายังไม่ใช่
เวลาทะเลาะกัน แค่นี้ก็เป็น ‘คนหนึ่ง’ ที่ช่วยให้บ้านเราไม่มีเรื่องเครียดจนเกินไปแล้ว
ในวันที่ข่าวดีช่างน้อยเต็มที ก็แค่ปล่อยผ่านข่าวไม่ดีให้มันตก ๆ หล่น ๆ ไปบ้าง วิจารณ์แรง ๆ ด่าทอคนที่เห็นไม่ตรงกัน
เราจะสูญเสียพลังตรงนั้นไปมากมายทำไม ไม่ต้องกังวลค่ะ หลังน้ำลดไป ยังมีเวลาอีกมากมายให้ชำระความกัน
คนไทยอาศัยความรักซึ่งกันและกัน พาประเทศรอดวิกฤตมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งนี้ก็คงเป็นอีกครั้ง ที่เราต้องใช้พลังบวก
ส่งให้กันเยอะ ๆ น้ำไหลมาแล้วก็ผ่านไป แต่ขอให้น้ำใจยังอยู่ยั้งยืนยงตลอดไปค่ะ ขอให้โชคดีทุกคนนะคะ |