ebooks. Watch thriller movies online. Hundreds to choose from. Movies available to download for rent or buy, and to watch online..
all Magazine  เพื่อคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม
นิตยสารส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย พร้อมสาระน่ารู้ที่หลากหลาย และวาไรตี้บันเทิงที่คุณชื่นชอบ ราคาเล่มละ 25 บาท คุ้มค่าคุ้มราคา วางจำหน่ายแล้ววันนี้เฉพาะในร้าน7eleven และ Book Smile ทุกสาขา

 

| Login 
 
 ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า : เดือนนี้มีอะไร > all Magazine เดือนนี้

คอลัมน์หลัก
 

เดือนนี้มีอะไร
Gallery จากปก

7eleven
Book Smile
Counter Service
7 Catalog
Retailink
CPram
ThaiGojournal
Hug Magazine

 

เดือนนี้มีอะไร
 

เนื้อหาทั้งหมด | คอลัมน์อื่นๆ | ค้นหา | กระจายข่าว

‘น้ำท่วม’ มาแล้วก็ไป ‘น้ำใจ’ สิอยู่คงทน
:: 119 Views :: 0 Comments :: เรื่องเด่นประจำฉบับ

เรื่องเด่นประจำฉบับ : วัฒน์ อนุวัฒน์
 
‘น้ำท่วม’ มาแล้วก็ไป ‘น้ำใจ’ สิอยู่คงทน

                                น้ำท่วมกรุงเทพฯและปริมณฑล

          คำทักทายยอดนิยมของคนกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงปลายปี2554น่าจะเป็น “น้ำท่วมบ้านหรือยัง?” นี่ไม่ใช่การแช่งกัน 
แต่เป็นการแสดงความห่วงใยที่มีให้กัน ของคนที่มีภาวะเหมือนตกอยู่ในเรือลำเดียวกัน  เพราะน้ำเจิ่งนองในเกือบทั้งเมือง  แม้แต่คนที่
โชคดี    รอดพ้นจากภาวะน้ำท่วมบ้าน ก็ต้องได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน   ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางสัญจร 
ภาวะสินค้าขาดตลาด ธุรกิจหยุดชะงัก  ฯลฯ เรียกได้ว่า
‘เดือดร้อนกันไปทั่วทุกหย่อมหญ้า’
          ไม่น่าเชื่อว่าภาวะเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับบ้านเราเมืองเรา เหตุการณ์โกลาหล น้อง ๆ ภาพแนววันสิ้นโลกที่เราเคยเห็นจากภาพยนตร์ 
เกิดขึ้นให้เห็นจริง ๆ ใน พ.ศ. นี้ นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า ไม่มีอะไรจะต้านทานภัยพิบัติจากธรรมชาติได้เลย
          ในภาวะเช่นนี้  ใคร ๆ   จึงต้องหันมาแสดงความห่วงใย   ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  เป็นภาวะที่เราได้เห็น  ‘น้ำใจ’ 
จากคนในชาติ     ที่ไหลพรั่งพรูสู้ภัยน้ำท่วมอย่างไม่ลดละ   ซึ่  งถึงแม้จะมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งให้เห็นกันบ้าง   แต่นั่นก็เป็นธรรมดา
ของสถานการณ์ภัยพิบัติ     ที่ย่อมต้องมีคนที่ได้รับความเดือดร้อนมากน้อยต่างกันไป   แต่เหนือสิ่งอื่นใด     ภาพของน้ำใจที่เราได้เห็น
จากสื่อต่าง ๆ ก็แสดงให้เห็นว่าในยามที่พี่น้องเพื่อนร่วมชาติของเราเดือดร้อนแสนสาหัส เราจะไม่ทอดทิ้งกันอย่างน้อยก็เพื่อให้ทุกคน
มีกำลังใจที่จะฝ่าฟันปัญหาไปได้อย่างมีความหวัง และก้าวข้ามความยากลำบากได้ในที่สุด

 ศปภ. ภาคประชาชน รวมพลสู้น้ำท่วม
          ในท่ามกลางผู้ที่แสดงน้ำจิตน้ำใจให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยเราได้พูดคุยกับ  ‘คุณสมบัติ 
บุญงามอนงค์’หรือ‘บก.ลายจุด’ อดีตประธานมูลนิธิกระจกเงา ผู้ซึ่งรวบรวมอาสาสมัครผู้พร้อมเสียสละแรงกายแรงใจจำนวนมาก 
และจัดตั้ง‘ศปภ.ภาคประชาชน’ขึ้นโดยแรกเริ่มตั้งกองกำลังอยู่ที่สนามบินดอนเมืองแต่เมื่อมวลน้ำหลากเข้ามา ก็ต้องย้ายไปทำการ
ที่สนามศุภชลาศัย
          คุณสมบัติบอกว่า ก่อนหน้านี้มูลนิธิกระจกเงาก็เคยมีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับภัยพิบัติมาบ้างแล้ว เช่นในเหตุการณ์
สึนามิถล่มภาคใต้ของไทยเมื่อปี2547มาคราวนี้ เมื่อเห็นว่า ศปภ.(ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย) ของรัฐบาลน่าจะรับมือ
ไม่ไหวแน่ ๆ  จึงประกาศรับอาสาสมัครมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไม่รอช้า
  “เราใช้ต้นทุนที่เรามีอยู่ในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับการ
จัดการภัยพิบัติภาคประชาชน  คือเรามองว่าการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชนนั้น  โดยเฉพาะสาธารณภัยขนาดใหญ่  ประชาชนจะต้อง
เข้ามาเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมให้มาก เพราะมันเป็นเรื่องที่เกินกว่ารัฐจะจัดการได้สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมจะเป็นการ
ตอบโต้สถานการณ์ได้ดีที่สุดเราก็จะใช้ความรู้ที่เรามีเรื่องการจัดการอาสาสมัครหรือการทำงานแบบเครือข่ายเชื่อมโยง หนุนประสาน
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีอยู่ ให้เขาขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพหรือมีกำลังมากขึ้น”

          เขาบอกด้วยว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้   ทำให้ได้เห็นเรื่องประทับใจ จากการปรับตัวสู้ปัญหาของชาวบ้านหลายอย่าง  
       “เราพบว่าในขณะที่การจัดการเป็นระบบหลักอย่างเช่นระบบโลจิสติกส์มันเกิดปัญหาขึ้น การเดินทางการขนส่งหรือการช่วยเหลือ
มันมีความลำบาก   แต่ชาวบ้านเขาก็มีเส้นทางของตัวเอง   มันทำให้ผมนึกถึงเส้นทางตามพรมแดนที่มันไม่ใช่วิ่งเส้นทางหลัก    แต่ว่า
ระบบหลักเลย   ไม่ว่าจะเป็นรัฐก็ดี   เอกชนก็ดี   ทำอะไรไม่ได้   พวกโมเดิร์นเทรดเนี่ยล้มหมดเลย  ไม่สามารถขายของอะไรได้   แต่ว่า
พวกโชว์ห่วยอะไรพวกนี้ยังขายของได้    ผมคิดว่าวิธีการแบบชาวบ้านเนี่ยมันสอนเรา   สอนถึงการยืดหยุ่น การไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบ 
เมื่อสถานการณ์มันพลิกผันไปคุณจะต้องสามารถสร้างรูปแบบใหม่ๆได้ตัวอย่างเช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้างในซอยที่น้ำท่วม ไม่ได้ทำงาน 
ก็เกิดมีเรือเมล์ หรือมีแพ คุณเห็นมั้ย แพเยอะมากนะ ใช้กระป๋องกระแป๋ง หรือกล่องอะไรมาทำแล้วก็รับจ้างลาก มันตลกดี แต่มันก็เป็น
วิธีการแบบชาวบ้าน      ผมรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้มันน่ารัก   แรก   ๆ   พูดตรง   ๆ   ว่าผมก็โมโหนะ    โมโหชาวบ้านที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่ 
ผมก็ยอมรับว่า   ผมก็มีอารมณ์   ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องอยู่บ้าน     เพราะทำให้พวกเราอาสาสมัครต้องยากลำบากมากเลยกว่าจะเข้าไป
ช่วยเหลือได้ กว่าจะช่วยคน 1 คนออกมาได้  มันเหนื่อยมากเลย    แต่ว่าผมก็มาถึงในจุดที่เรียกว่าเคารพในการตัดสินใจของประชาชน
ที่เขายืนยันว่าจะอยู่ในบ้าน เฝ้าบ้าน กลัวของหาย กลัวโจรขโมยทั้งหลาย สุดท้ายก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเค้าแล้วก็ต้องช่วยกัน
ประคับประคองการดำรงชีวิตของพวกเค้าให้อยู่ให้ได้ในขณะเดียวกันเค้าก็พยายามที่จะแสวงหาวิธีการแปลกๆตอนนี้เรือเต็มไปหมดเลย
เรือไม่รู้อะไร เยอะมาก ๆ มันก็กลายเป็นวิถีแบบใหม่ของประชาชนเรื่องไทยประดิษฐ์นี่ผมก็ขำมากเลย นแง่มุมที่ดีมันก็คลายเครียดนะ 
ถ้าไม่มีก็ลำบากนะ”

   น้ำท่วมกรุงเทพฯและปริมณฑล

          และในยามที่สินค้าขาดตลาดเขาจึงพยายามช่วยเหลือชาวบ้านในการหาข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่าง ๆไปให้กับผู้ประสบภัย
ในพื้นที่“ผมให้รถปิคอัพไปคันนึงให้เขาไปซื้อของที่ร้านยี่ปั๊วมาลงแล้วก็เริ่มศึกษาเส้นทางผมว่าเรื่องเป้าหมายโชว์ห่วยนี่น่าจะถูกต้อง
 แต่ว่าวิธีการที่จะเอาไปทำจริง ๆ  ยากมากนะ เหนื่อยจริง ๆมีอยู่วันนึงเราเข้าไปถึงตอนเย็น ไปถึงปากซอยแล้วต้องเข้าไปในซอยนั้น
 กลับออกมาตอน 6 โมงเช้า งานโหดมากเพราะว่าพอคุณเข้าไปถึงปั๊บเนี่ย คุณติดอยู่ ไปไหนไม่ได้ แล้วคุณก็ไม่มีรถกลับตอน4-5ทุ่ม
 คุณต้องรอจนกว่ารถทหารจะมา    เราเอารถ   เรือ    แพไป    เพื่อที่จะเอาส่งไปส่งตามกลุ่มเป้าหมายที่เค้าระบุไว้  ก็ยุ่งยากพอสมควร 
แต่มันก็ได้บทเรียน มันบอกความจริงกับเราเรื่องข้อจำกัดจริง ๆ แต่เราก็พยายามเรียนรู้ หาเส้นทาง หาวิธีการเรียนรู้ต่อ ก็ไปกันทุกวัน 
เอาของไปส่งให้พวกโชว์ห่วยตามหมู่บ้าน” 
          คุณสมบัติมองว่า   น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้เป็นปัญหามากสำหรับ คนกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ค่อยได้พบเจอภัยพิบัติในลักษณะนี้เหมือนกับ
คนต่างจังหวัด
ปัญหาใหญ่คือ  ‘พวกที่ไม่เคยถูกน้ำท่วม’  จะเป็นปัญหามาก คนที่ไม่เคยประสบเหตุมาก่อนจะมีขีดความสามารถ
ในการรับมือได้ต่ำ ทั้ง ๆที่ส่งสัญญาณแล้วนะว่า พื้นที่นี้เป็นลำดับต่อไปแล้วนะ ก็ยังอยู่ น้ำมาก็ยังอยู่ ไม่สามารถยกของหรือย้ายของ
ได้ทัน แล้วก็จมน้ำกัน ก็น่าเสียดาย  รถราจำนวนมหาศาลไปติดอยู่ ออกไม่ทัน เป็นเรื่องน่าเสียดายมาก ทั้ง ๆ ที่มันค่อย ๆ  คืบคลาน
เข้ามา  เรารู้แน่ ๆ   ว่ามันต้องมาถึงในอีกไม่กี่วัน   แต่ก็ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมพร้อม  จิตนิยมมากไป คือไหว้พระเนี่ยมันไม่ได้ช่วยทำให้
น้ำลดหรือหายท่วมนะ ถ้าพูดอย่างหนัก ๆ ก็คือพระสยามเทวาธิราชก็ยังช่วยไม่ได้ มันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์จริงๆ น้ำไม่หายไปไหน 
มันอยู่ตรงนั้นแล้วมันก็เดินทางของมันไป”
          นอกจากนี้เขายังคิดว่า น้ำท่วมครั้งนี้ คนกรุงเทพฯยังได้บทเรียนในเรื่องพลังอำนาจของธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่กว่าพลังของมนุษย์
หลายร้อยหลายพันเท่านัก
“ผมคิดว่าคนกรุงเทพฯ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ทำให้ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องพวกนี้มันเป็นรูปธรรมจริงๆ 
ไม่ใช่อยู่กับเรื่องที่มันลอย ๆ คือคนกรุงเทพฯเวลานึกถึงสิ่งแวดล้อมก็ทำประเภทกระเป๋าผ้า หรืออะไรอย่างนี้  ดูมันก๊องแก๊ง   มันไม่ไป
เรื่องตรง  ๆ จริง  ๆ   เรื่องน้ำที่มันถล่มบ้านคุณได้  สัมผัสได้  รอบนี้มันสัมผัสได้ใกล้ตัวมาก  มันทำให้เวลาเขามองเรื่องสิ่งแวดล้อมเนี่ย
มันจะละเอียดมาก จริงจังมากขึ้นกว่าพวกกระเป๋าผ้าโลกร้อนที่มันเป็นกระแสมาจากต่างประเทศซึ่งไม่ใช่เกิดจากรากของปัญหาจริง ๆ
       ในสังคมไท มันเป็นแค่การตลาดแบบสิ่งแวดล้อมแต่ไม่ใช่เรื่องของจิตสำนึกเพื่อสิ่งแวดล้อมจริง ๆ  ที่เติบโตมาจากการเห็น
ปัญหา สัมผัสปัญหาจริง ๆ  นี่คือบทเรียนครั้งใหญ่”
          อย่างไรก็   สิ่งที่จะต้องทำหลังน้ำลดก็คือ   ‘ การฟื้นฟูบ้านเมืองครั้งใหญ่’    โดยจะต้องจับคู่  1  องค์กรกับ  1  พื้นที่หมู่บ้าน 
เป็นการจับคู่กันฟื้นฟู       “ขยะจะเป็นเรื่องใหญ่ในช่วงต้น   ๆ     หลังน้ำลดทันที   จากนั้นก็จะเป็นเรื่องการฟื้นฟู     ซ่อมแซมขนานใหญ่
 ‘Big Cleaning Day’ อาจจะใช้เวลาต่อเนื่องเป็นเดือน นึกถึงสภาวะเวลานั้นคงวุ่นวายมากเรายังมีเวลาอยู่ซัก 3 สัปดาห์หรือเดือนนึง
ผมคิดว่าเราควรจะมีใครซักส่วนนึงไปคิดเรื่องพวกนี้ไว้ก่อน แล้วก็สร้างแนวทางไว้ เมื่อถึงเวลาปุ๊บ ก็เดินตามแนวทาง มันจะลดปัญหา
ได้เยอะ อย่างกระสอบทรายเนี่ย  วันนี้ก็ยังไม่มีใครพูดถึงว่าจะทำกันยังไง เค้าไม่มีเวลาคิดหรอกครับ เค้ากำลังรบกับน้ำ รบกับคนอยู่

          ในส่วนของรัฐบาล คุณสมบัติบอกว่ารัฐบาลควรจะต้องมีวาระแห่งชาติในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างจริงจัง แม้ว่า
ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมีวาระแห่งชาติมาแล้วหลายเรื่อง   แต่ก็ไม่เคยเป็นจริงสักครั้งก็ตา
ม  “ถึงแม้จะประกาศตบโต๊ะ แต่พอเสร็จ
จากน้ำท่วม วาระแห่งชาติอาจจะไม่ใช่เรื่องการจัดการน้ำ   อาจจะกลายเป็นเรื่องล้มรัฐบาล  (หัวเราะ)  มันก็เบี่ยงเอาพลังพวกนี้ไปทำ
เรื่องทางการเมืองต่อ รัฐบาลต้องพยายามทำให้ดีที่สุดนะครับ  ผมก็เห็นเขาก็พยายามนะครับ  แต่นั่นก็คงทำให้เราเห็นสิ่งที่เราเรียกว่า 
เพดาน  หรือขีดความสามารถของรัฐบาลที่มีอยู่   หากรัฐบาลเห็นว่า   ตัวเองมีเพดานหรือขีดความสามารถจำกัด   รัฐบาลจะต้องทำให้
ภาคประชาสังคมอื่น  ๆ    เข้ามาร่วมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสังคมไทยทั้งสังคม   นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่ารัฐบาลยังทำได้ไม่ดีพอ 
คือ    ‘เมาหมัดอยู่’     แล้วไม่รู้ว่าจะทำยังไง    ถึงจะให้ภาคประชาชนสังคมเข้ามาร่วมกันได้จริง  ๆ   จนเกิดเป็นคลื่นมหาชนครั้งใหญ่
 ตอนแรกผมก็คิดว่า‘มันจะเกิดคลื่นขนาดใหญ่’แต่ปรากฏว่า‘มันไม่เกิด’เป็นเรื่องน่าเสียดายอาจเป็นเพราะว่าปัญหาในประเทศไทย
มันยังมีความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ ก็เลยทำให้พลังพวกนี้ไม่สามารถปลดปล่อยมาได้เต็มที่”
          ‘บก.ลายจุด’ ฝากทิ้งท้ายว่า หากใครมีจิตอาสาและอยากเข้าร่วมช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยจากภัยพิบัติต่าง ๆก็สามารถ
เข้ามาเป็นอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือกับมูลนิธิกระจกเงาได้
   “มันอาจจะเริ่มต้นจากการไปใช้แรงงานก่อน โดยไม่มีเงื่อนไข  ไม่ว่า
คุณจะเป็นใครเป็นคนรวยเป็นผู้บริหารมีทักษะความรู้ถ้าคุณยังเริ่มต้นทำอะไรไม่ได้ มาใช้แรงงานก่อน หลังจากนั้นคุณต้องมองรอบ ๆ 
ต้องมีเวลา ปัญหาคือ ในขณะที่คุณใช้แรงงาน คุณต้องมองให้ออกว่า มันมีอะไรเป็นช่องว่างที่คุณทำได้ และพยายามทำสิ่งนั้นมีงาน
ให้ช่วยหลายอย่าง   มาช่วยบริหารประสานงาน   จัดการให้มันเกิดประสิทธิภาพ   เพราะงานบางงานมันเป็นเรื่องของการจัดการจริง ๆ  
มันไม่ใช่งานใช้แรงงานเท่านั้น ในการจัดการนี่ ถ้าจัดการดีมันช่วยได้เยอะมาก"
          หรือหากอยากให้ความสนับสนุนด้านอื่น ๆ แก่มูลนิธิกระจกเงา สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์  www.mirror.or.th

                                                   ภาวะวิกฤติน้ำท่วม
แนะนำ
          ดูแลสุขภาพจิตในช่วงน้ำท่วมกันเถิด
          ในภาวะวิกฤติน้ำท่วมแบบนี้  หลายคนเกิดภาวะเครียดมากมาย    หากจะบอกให้คุณหยุดเครียด    หยุดกังวลคงจะทำได้ยาก 
กรมสุขภาพจิตจึงมีข้อแนะนำ 10 ประการ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพจิตของคุณในช่วงน้ำท่วมแบบนี้
  1. ตั้งสติให้มั่น มองทุกปัญหาว่า
‘มีทางแก้ไข’
  2. หากรู้สึกท้อใจ ให้ค้นหาแหล่งสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง ได้แก่ ความรักความผูกพันกับคนในครอบครัว ความศรัทธาทางศาสนา 
การมีเป้าหมายชีวิตที่มีคุณค่า ความเชื่อว่าปัญหาจะผ่านไปแล้วมันจะดีขึ้น การมองเห็นสิ่งดี ๆ ในชีวิต
  3. ฝึกหายใจคลายเครียด และทักษะผ่อนคลายอื่น ๆ
  4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7 - 8 ชั่วโมง
  5. พูดคุยกับคนใกล้ชิด อย่าคิดคนเดียว ช่วยกันปรึกษาหารือแปลงปัญหาเป็นโอกาสในการสร้างความผูกพันใกล้ชิดต่อกัน
  6. บริหารร่างกายเป็นประจำ เท่าที่สภาพแวดล้อมจะเอื้ออำนวย  อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที วันเว้นวัน
  7. ศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนา
  8. มองหาโอกาสในการช่วยเหลือผู้อื่น เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน
  9. คิดทบทวนสิ่งดี ๆ ในชีวิตเป็นประจำทุกวัน
  10. จัดการปัญหาทีละขั้นทีละตอน ทำในสิ่งที่ทำได้  สร้างความรู้สึกสำเร็จเล็กๆ จากสิ่งที่ทำ ไม่จมไปกับปัญหาที่ยังแก้ไขอะไรไม่ได้ 
หลีกเลี่ยงการใช้สุราหรือสารเสพติดในการจัดการความเครียด ความทุกข์ใจ
  
          ทั้งนี้หากไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อการรักษา เพราะความเครียดรุนแรงนำไปสู่โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายได้

 

 

‘น้ำท่วม’

Rating
Comments
Currently, there are no comments. Be the first to post one!
Click here to post a comment


                       


Copyright © 2007 by All Magazine