เรื่องเด่นประจำฉบับ : วัฒน์ อนุวัฒน์
‘น้ำท่วม’ มาแล้วก็ไป ‘น้ำใจ’ สิอยู่คงทน

คำทักทายยอดนิยมของคนกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงปลายปี2554น่าจะเป็น “น้ำท่วมบ้านหรือยัง?” นี่ไม่ใช่การแช่งกัน
แต่เป็นการแสดงความห่วงใยที่มีให้กัน ของคนที่มีภาวะเหมือนตกอยู่ในเรือลำเดียวกัน เพราะน้ำเจิ่งนองในเกือบทั้งเมือง แม้แต่คนที่
โชคดี รอดพ้นจากภาวะน้ำท่วมบ้าน ก็ต้องได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางสัญจร
ภาวะสินค้าขาดตลาด ธุรกิจหยุดชะงัก ฯลฯ เรียกได้ว่า ‘เดือดร้อนกันไปทั่วทุกหย่อมหญ้า’
ไม่น่าเชื่อว่าภาวะเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับบ้านเราเมืองเรา เหตุการณ์โกลาหล น้อง ๆ ภาพแนววันสิ้นโลกที่เราเคยเห็นจากภาพยนตร์
เกิดขึ้นให้เห็นจริง ๆ ใน พ.ศ. นี้ นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า ไม่มีอะไรจะต้านทานภัยพิบัติจากธรรมชาติได้เลย
ในภาวะเช่นนี้ ใคร ๆ จึงต้องหันมาแสดงความห่วงใย ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นภาวะที่เราได้เห็น ‘น้ำใจ’
จากคนในชาติ ที่ไหลพรั่งพรูสู้ภัยน้ำท่วมอย่างไม่ลดละ ซึ่ งถึงแม้จะมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งให้เห็นกันบ้าง แต่นั่นก็เป็นธรรมดา
ของสถานการณ์ภัยพิบัติ ที่ย่อมต้องมีคนที่ได้รับความเดือดร้อนมากน้อยต่างกันไป แต่เหนือสิ่งอื่นใด ภาพของน้ำใจที่เราได้เห็น
จากสื่อต่าง ๆ ก็แสดงให้เห็นว่าในยามที่พี่น้องเพื่อนร่วมชาติของเราเดือดร้อนแสนสาหัส เราจะไม่ทอดทิ้งกันอย่างน้อยก็เพื่อให้ทุกคน
มีกำลังใจที่จะฝ่าฟันปัญหาไปได้อย่างมีความหวัง และก้าวข้ามความยากลำบากได้ในที่สุด
ศปภ. ภาคประชาชน รวมพลสู้น้ำท่วม
ในท่ามกลางผู้ที่แสดงน้ำจิตน้ำใจให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยเราได้พูดคุยกับ ‘คุณสมบัติ
บุญงามอนงค์’หรือ‘บก.ลายจุด’ อดีตประธานมูลนิธิกระจกเงา ผู้ซึ่งรวบรวมอาสาสมัครผู้พร้อมเสียสละแรงกายแรงใจจำนวนมาก
และจัดตั้ง‘ศปภ.ภาคประชาชน’ขึ้นโดยแรกเริ่มตั้งกองกำลังอยู่ที่สนามบินดอนเมืองแต่เมื่อมวลน้ำหลากเข้ามา ก็ต้องย้ายไปทำการ
ที่สนามศุภชลาศัย
คุณสมบัติบอกว่า ก่อนหน้านี้มูลนิธิกระจกเงาก็เคยมีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับภัยพิบัติมาบ้างแล้ว เช่นในเหตุการณ์
สึนามิถล่มภาคใต้ของไทยเมื่อปี2547มาคราวนี้ เมื่อเห็นว่า ศปภ.(ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย) ของรัฐบาลน่าจะรับมือ
ไม่ไหวแน่ ๆ จึงประกาศรับอาสาสมัครมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไม่รอช้า “เราใช้ต้นทุนที่เรามีอยู่ในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับการ
จัดการภัยพิบัติภาคประชาชน คือเรามองว่าการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชนนั้น โดยเฉพาะสาธารณภัยขนาดใหญ่ ประชาชนจะต้อง
เข้ามาเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมให้มาก เพราะมันเป็นเรื่องที่เกินกว่ารัฐจะจัดการได้สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมจะเป็นการ
ตอบโต้สถานการณ์ได้ดีที่สุดเราก็จะใช้ความรู้ที่เรามีเรื่องการจัดการอาสาสมัครหรือการทำงานแบบเครือข่ายเชื่อมโยง หนุนประสาน
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีอยู่ ให้เขาขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพหรือมีกำลังมากขึ้น”
เขาบอกด้วยว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้ ทำให้ได้เห็นเรื่องประทับใจ จากการปรับตัวสู้ปัญหาของชาวบ้านหลายอย่าง
“เราพบว่าในขณะที่การจัดการเป็นระบบหลักอย่างเช่นระบบโลจิสติกส์มันเกิดปัญหาขึ้น การเดินทางการขนส่งหรือการช่วยเหลือ
มันมีความลำบาก แต่ชาวบ้านเขาก็มีเส้นทางของตัวเอง มันทำให้ผมนึกถึงเส้นทางตามพรมแดนที่มันไม่ใช่วิ่งเส้นทางหลัก แต่ว่า
ระบบหลักเลย ไม่ว่าจะเป็นรัฐก็ดี เอกชนก็ดี ทำอะไรไม่ได้ พวกโมเดิร์นเทรดเนี่ยล้มหมดเลย ไม่สามารถขายของอะไรได้ แต่ว่า
พวกโชว์ห่วยอะไรพวกนี้ยังขายของได้ ผมคิดว่าวิธีการแบบชาวบ้านเนี่ยมันสอนเรา สอนถึงการยืดหยุ่น การไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบ
เมื่อสถานการณ์มันพลิกผันไปคุณจะต้องสามารถสร้างรูปแบบใหม่ๆได้ตัวอย่างเช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้างในซอยที่น้ำท่วม ไม่ได้ทำงาน
ก็เกิดมีเรือเมล์ หรือมีแพ คุณเห็นมั้ย แพเยอะมากนะ ใช้กระป๋องกระแป๋ง หรือกล่องอะไรมาทำแล้วก็รับจ้างลาก มันตลกดี แต่มันก็เป็น
วิธีการแบบชาวบ้าน ผมรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้มันน่ารัก แรก ๆ พูดตรง ๆ ว่าผมก็โมโหนะ โมโหชาวบ้านที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่
ผมก็ยอมรับว่า ผมก็มีอารมณ์ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องอยู่บ้าน เพราะทำให้พวกเราอาสาสมัครต้องยากลำบากมากเลยกว่าจะเข้าไป
ช่วยเหลือได้ กว่าจะช่วยคน 1 คนออกมาได้ มันเหนื่อยมากเลย แต่ว่าผมก็มาถึงในจุดที่เรียกว่าเคารพในการตัดสินใจของประชาชน
ที่เขายืนยันว่าจะอยู่ในบ้าน เฝ้าบ้าน กลัวของหาย กลัวโจรขโมยทั้งหลาย สุดท้ายก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเค้าแล้วก็ต้องช่วยกัน
ประคับประคองการดำรงชีวิตของพวกเค้าให้อยู่ให้ได้ในขณะเดียวกันเค้าก็พยายามที่จะแสวงหาวิธีการแปลกๆตอนนี้เรือเต็มไปหมดเลย
เรือไม่รู้อะไร เยอะมาก ๆ มันก็กลายเป็นวิถีแบบใหม่ของประชาชนเรื่องไทยประดิษฐ์นี่ผมก็ขำมากเลย นแง่มุมที่ดีมันก็คลายเครียดนะ
ถ้าไม่มีก็ลำบากนะ”

และในยามที่สินค้าขาดตลาดเขาจึงพยายามช่วยเหลือชาวบ้านในการหาข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่าง ๆไปให้กับผู้ประสบภัย
ในพื้นที่“ผมให้รถปิคอัพไปคันนึงให้เขาไปซื้อของที่ร้านยี่ปั๊วมาลงแล้วก็เริ่มศึกษาเส้นทางผมว่าเรื่องเป้าหมายโชว์ห่วยนี่น่าจะถูกต้อง
แต่ว่าวิธีการที่จะเอาไปทำจริง ๆ ยากมากนะ เหนื่อยจริง ๆมีอยู่วันนึงเราเข้าไปถึงตอนเย็น ไปถึงปากซอยแล้วต้องเข้าไปในซอยนั้น
กลับออกมาตอน 6 โมงเช้า งานโหดมากเพราะว่าพอคุณเข้าไปถึงปั๊บเนี่ย คุณติดอยู่ ไปไหนไม่ได้ แล้วคุณก็ไม่มีรถกลับตอน4-5ทุ่ม
คุณต้องรอจนกว่ารถทหารจะมา เราเอารถ เรือ แพไป เพื่อที่จะเอาส่งไปส่งตามกลุ่มเป้าหมายที่เค้าระบุไว้ ก็ยุ่งยากพอสมควร
แต่มันก็ได้บทเรียน มันบอกความจริงกับเราเรื่องข้อจำกัดจริง ๆ แต่เราก็พยายามเรียนรู้ หาเส้นทาง หาวิธีการเรียนรู้ต่อ ก็ไปกันทุกวัน
เอาของไปส่งให้พวกโชว์ห่วยตามหมู่บ้าน”
คุณสมบัติมองว่า น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้เป็นปัญหามากสำหรับ คนกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ค่อยได้พบเจอภัยพิบัติในลักษณะนี้เหมือนกับ
คนต่างจังหวัด “ปัญหาใหญ่คือ ‘พวกที่ไม่เคยถูกน้ำท่วม’ จะเป็นปัญหามาก คนที่ไม่เคยประสบเหตุมาก่อนจะมีขีดความสามารถ
ในการรับมือได้ต่ำ ทั้ง ๆที่ส่งสัญญาณแล้วนะว่า พื้นที่นี้เป็นลำดับต่อไปแล้วนะ ก็ยังอยู่ น้ำมาก็ยังอยู่ ไม่สามารถยกของหรือย้ายของ
ได้ทัน แล้วก็จมน้ำกัน ก็น่าเสียดาย รถราจำนวนมหาศาลไปติดอยู่ ออกไม่ทัน เป็นเรื่องน่าเสียดายมาก ทั้ง ๆ ที่มันค่อย ๆ คืบคลาน
เข้ามา เรารู้แน่ ๆ ว่ามันต้องมาถึงในอีกไม่กี่วัน แต่ก็ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมพร้อม จิตนิยมมากไป คือไหว้พระเนี่ยมันไม่ได้ช่วยทำให้
น้ำลดหรือหายท่วมนะ ถ้าพูดอย่างหนัก ๆ ก็คือพระสยามเทวาธิราชก็ยังช่วยไม่ได้ มันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์จริงๆ น้ำไม่หายไปไหน
มันอยู่ตรงนั้นแล้วมันก็เดินทางของมันไป”
นอกจากนี้เขายังคิดว่า น้ำท่วมครั้งนี้ คนกรุงเทพฯยังได้บทเรียนในเรื่องพลังอำนาจของธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่กว่าพลังของมนุษย์
หลายร้อยหลายพันเท่านัก “ผมคิดว่าคนกรุงเทพฯ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ทำให้ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องพวกนี้มันเป็นรูปธรรมจริงๆ
ไม่ใช่อยู่กับเรื่องที่มันลอย ๆ คือคนกรุงเทพฯเวลานึกถึงสิ่งแวดล้อมก็ทำประเภทกระเป๋าผ้า หรืออะไรอย่างนี้ ดูมันก๊องแก๊ง มันไม่ไป
เรื่องตรง ๆ จริง ๆ เรื่องน้ำที่มันถล่มบ้านคุณได้ สัมผัสได้ รอบนี้มันสัมผัสได้ใกล้ตัวมาก มันทำให้เวลาเขามองเรื่องสิ่งแวดล้อมเนี่ย
มันจะละเอียดมาก จริงจังมากขึ้นกว่าพวกกระเป๋าผ้าโลกร้อนที่มันเป็นกระแสมาจากต่างประเทศซึ่งไม่ใช่เกิดจากรากของปัญหาจริง ๆ
ในสังคมไท มันเป็นแค่การตลาดแบบสิ่งแวดล้อมแต่ไม่ใช่เรื่องของจิตสำนึกเพื่อสิ่งแวดล้อมจริง ๆ ที่เติบโตมาจากการเห็น
ปัญหา สัมผัสปัญหาจริง ๆ นี่คือบทเรียนครั้งใหญ่”
อย่างไรก็ สิ่งที่จะต้องทำหลังน้ำลดก็คือ ‘ การฟื้นฟูบ้านเมืองครั้งใหญ่’ โดยจะต้องจับคู่ 1 องค์กรกับ 1 พื้นที่หมู่บ้าน
เป็นการจับคู่กันฟื้นฟู “ขยะจะเป็นเรื่องใหญ่ในช่วงต้น ๆ หลังน้ำลดทันที จากนั้นก็จะเป็นเรื่องการฟื้นฟู ซ่อมแซมขนานใหญ่
‘Big Cleaning Day’ อาจจะใช้เวลาต่อเนื่องเป็นเดือน นึกถึงสภาวะเวลานั้นคงวุ่นวายมากเรายังมีเวลาอยู่ซัก 3 สัปดาห์หรือเดือนนึง
ผมคิดว่าเราควรจะมีใครซักส่วนนึงไปคิดเรื่องพวกนี้ไว้ก่อน แล้วก็สร้างแนวทางไว้ เมื่อถึงเวลาปุ๊บ ก็เดินตามแนวทาง มันจะลดปัญหา
ได้เยอะ อย่างกระสอบทรายเนี่ย วันนี้ก็ยังไม่มีใครพูดถึงว่าจะทำกันยังไง เค้าไม่มีเวลาคิดหรอกครับ เค้ากำลังรบกับน้ำ รบกับคนอยู่”
ในส่วนของรัฐบาล คุณสมบัติบอกว่ารัฐบาลควรจะต้องมีวาระแห่งชาติในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างจริงจัง แม้ว่า
ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมีวาระแห่งชาติมาแล้วหลายเรื่อง แต่ก็ไม่เคยเป็นจริงสักครั้งก็ตาม “ถึงแม้จะประกาศตบโต๊ะ แต่พอเสร็จ
จากน้ำท่วม วาระแห่งชาติอาจจะไม่ใช่เรื่องการจัดการน้ำ อาจจะกลายเป็นเรื่องล้มรัฐบาล (หัวเราะ) มันก็เบี่ยงเอาพลังพวกนี้ไปทำ
เรื่องทางการเมืองต่อ รัฐบาลต้องพยายามทำให้ดีที่สุดนะครับ ผมก็เห็นเขาก็พยายามนะครับ แต่นั่นก็คงทำให้เราเห็นสิ่งที่เราเรียกว่า
เพดาน หรือขีดความสามารถของรัฐบาลที่มีอยู่ หากรัฐบาลเห็นว่า ตัวเองมีเพดานหรือขีดความสามารถจำกัด รัฐบาลจะต้องทำให้
ภาคประชาสังคมอื่น ๆ เข้ามาร่วมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสังคมไทยทั้งสังคม นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่ารัฐบาลยังทำได้ไม่ดีพอ
คือ ‘เมาหมัดอยู่’ แล้วไม่รู้ว่าจะทำยังไง ถึงจะให้ภาคประชาชนสังคมเข้ามาร่วมกันได้จริง ๆ จนเกิดเป็นคลื่นมหาชนครั้งใหญ่
ตอนแรกผมก็คิดว่า‘มันจะเกิดคลื่นขนาดใหญ่’แต่ปรากฏว่า‘มันไม่เกิด’เป็นเรื่องน่าเสียดายอาจเป็นเพราะว่าปัญหาในประเทศไทย
มันยังมีความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ ก็เลยทำให้พลังพวกนี้ไม่สามารถปลดปล่อยมาได้เต็มที่”
‘บก.ลายจุด’ ฝากทิ้งท้ายว่า หากใครมีจิตอาสาและอยากเข้าร่วมช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยจากภัยพิบัติต่าง ๆก็สามารถ
เข้ามาเป็นอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือกับมูลนิธิกระจกเงาได้ “มันอาจจะเริ่มต้นจากการไปใช้แรงงานก่อน โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่า
คุณจะเป็นใครเป็นคนรวยเป็นผู้บริหารมีทักษะความรู้ถ้าคุณยังเริ่มต้นทำอะไรไม่ได้ มาใช้แรงงานก่อน หลังจากนั้นคุณต้องมองรอบ ๆ
ต้องมีเวลา ปัญหาคือ ในขณะที่คุณใช้แรงงาน คุณต้องมองให้ออกว่า มันมีอะไรเป็นช่องว่างที่คุณทำได้ และพยายามทำสิ่งนั้นมีงาน
ให้ช่วยหลายอย่าง มาช่วยบริหารประสานงาน จัดการให้มันเกิดประสิทธิภาพ เพราะงานบางงานมันเป็นเรื่องของการจัดการจริง ๆ
มันไม่ใช่งานใช้แรงงานเท่านั้น ในการจัดการนี่ ถ้าจัดการดีมันช่วยได้เยอะมาก"
หรือหากอยากให้ความสนับสนุนด้านอื่น ๆ แก่มูลนิธิกระจกเงา สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.mirror.or.th

แนะนำ
ดูแลสุขภาพจิตในช่วงน้ำท่วมกันเถิด
ในภาวะวิกฤติน้ำท่วมแบบนี้ หลายคนเกิดภาวะเครียดมากมาย หากจะบอกให้คุณหยุดเครียด หยุดกังวลคงจะทำได้ยาก
กรมสุขภาพจิตจึงมีข้อแนะนำ 10 ประการ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพจิตของคุณในช่วงน้ำท่วมแบบนี้
1. ตั้งสติให้มั่น มองทุกปัญหาว่า ‘มีทางแก้ไข’
2. หากรู้สึกท้อใจ ให้ค้นหาแหล่งสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง ได้แก่ ความรักความผูกพันกับคนในครอบครัว ความศรัทธาทางศาสนา
การมีเป้าหมายชีวิตที่มีคุณค่า ความเชื่อว่าปัญหาจะผ่านไปแล้วมันจะดีขึ้น การมองเห็นสิ่งดี ๆ ในชีวิต
3. ฝึกหายใจคลายเครียด และทักษะผ่อนคลายอื่น ๆ
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7 - 8 ชั่วโมง
5. พูดคุยกับคนใกล้ชิด อย่าคิดคนเดียว ช่วยกันปรึกษาหารือแปลงปัญหาเป็นโอกาสในการสร้างความผูกพันใกล้ชิดต่อกัน
6. บริหารร่างกายเป็นประจำ เท่าที่สภาพแวดล้อมจะเอื้ออำนวย อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที วันเว้นวัน
7. ศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนา
8. มองหาโอกาสในการช่วยเหลือผู้อื่น เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน
9. คิดทบทวนสิ่งดี ๆ ในชีวิตเป็นประจำทุกวัน
10. จัดการปัญหาทีละขั้นทีละตอน ทำในสิ่งที่ทำได้ สร้างความรู้สึกสำเร็จเล็กๆ จากสิ่งที่ทำ ไม่จมไปกับปัญหาที่ยังแก้ไขอะไรไม่ได้
หลีกเลี่ยงการใช้สุราหรือสารเสพติดในการจัดการความเครียด ความทุกข์ใจ
ทั้งนี้หากไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อการรักษา เพราะความเครียดรุนแรงนำไปสู่โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายได้
‘น้ำท่วม’