จับนิยายใส่จอ : ลำเพา เพ่งวรรณ
รอยมาร: รอยรัก รอยชีวิต

คำว่า ‘มาร’ เป็นศัพท์ทางพุทธศาสนา ซึ่งต่อมาได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นคำเปรียบเปรยถึงสิ่งที่อยู่
ตรงกันข้าม โดยมีความร้ายกาจ และพลังอำนาจบางอย่างแฝงอยู่ ซึ่งทำให้เกิดผลร้ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังเช่นสำนวน
ที่กล่าวว่า ‘มารผจญ’ ซึ่งเริ่มจากเรื่องราวในพุทธประวัติ แต่ต่อมาได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
ชื่อนวนิยาย ‘รอยมาร’ ของ ‘พัดชา’ จึงสะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยของสิ่งชั่วร้ายซึ่งกัดกร่อนชีวิตของตัวละครให้จมจ่อม
อยู่ในกระแสแห่งความทุกข์ จนกว่า ‘รอยมาร’ นั้นจะหมดไป ความสุขจึงจะบังเกิดขึ้นแก่ชีวิต
ดุจดังชีวิตของ‘สไบนาง’ตัวละครเอกฝ่ายหญิงของเรื่องที่ถูกกระแสของมารจากคนรุ่นพ่อรุ่นแม่สร้างสมไว้ แล้วสร้างรอย
ระทมให้แก่ตน สไบนางเติบโตขึ้นอย่างขาด ๆ เกิน ๆ ด้วยสถานะของเด็กกำพร้า ซึ่งไม่รู้ที่มาที่ไปของตนเองชัดเจน แม้ว่า
แท้จริงแล้ว เธอคือลูกสาวที่เกิดจากบิดาคนเดียวกัน เมธาวี แต่สไบนางก็ถูกเลี้ยงมาในฐานะ ‘แกะดำ’ ของวงศ์ตระกูล
ความสุขอันอบร่ำด้วยเงินทองเกียรติยศและสายเลือดผู้ดี ซึ่งสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน มิอาจทำให้สไบนางนำมาสร้างความสุข
ให้แก่ชีวิตได้

แม้สไบนางจะแสดงออกในภาพของ หญิงสาวจอมแก่น ปราดเปรียว กล้าต่อปากต่อคำ ไม่กลัวคน ตามแบบพฤติกรรม
ตัวละครแนว ‘แก่นแก้วแต่แสนดี’ แต่สไบนางก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์ความเป็นนางเอกไว้ ในด้านของความดีงาม ซึ่งเป็น
คุณสมบัติประจำตนจะเห็นได้จากความรักและกตัญญูต่อผู้มีพระคุณที่สำคัญคือมีหัวใจรักมั่นต่อ ‘อุปมา’ ผู้เป็นพระเอกของเรื่อง
สไบนาง เป็นตัวละครคู่เทียบตรงข้ามกับ เมธาวี หญิงสาวผู้เกิดมาคู่กับตน ซึ่งมีความสมบูรณ์พร้อมทั้งทางด้านรูปสมบัติ
คุณสมบัติและวุฒิการศึกษาเมธาวีรักกับอุปมา โดยที่ไม่รู้เลยว่าภายใต้ความเป็น ‘คู่กัด’ ระหว่างสไบนางกับอุปมานั้น ทั้งสอง
ได้เชื่อมประสานหัวใจรักให้แก่กันและกันไปพร้อม ๆ กันด้วย แต่สไบนางก็ไม่สามารถแสดงออกได้ชัดเจนมากนัก
ความรักที่ไม่ลงรอยกันนี้เอง กลายเป็น ‘รอยรัก’ อันแสนเจ็บปวด สไบนางต้องเสียสละคนรักให้แก่เมธาวี ผู้ซึ่งเป็นธิดา
ของผู้มีพระคุณ แต่เมธาวีก็ต้องพานพบกับรอยรักอันเจ็บปวดเช่นกัน เมื่อในวันเข้าพิธีแต่งงานนั้นเอง เธอก็ถูก‘ชันษา’ ลักพาตัว
ชันษาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ส่วนเมธาวีบาดเจ็บสาหัส ต่อมาความลับเรื่องชาติกำเนิดของเธอถูกเปิดเผย เธอจึงถูกขอร้อง
ให้เข้าพิธีวิวาห์กับอุปมา เพื่อรักษาทรัพย์สมบัติและเกียรติยศของวงศ์ตระกูลเอาไว้ ถึงแม้ว่าผู้ชายคนที่เธอเข้าพิธีแต่งงานด้วย
จะเป็นชายคนที่อยู่ในหัวใจของเธอมาตลอดก็ตาม แต่การที่เธอถูกลดค่าลงเหลือเพียง วัตถุทางเพศ ที่ถูกนำมาเป็นตัวแลก
เปลี่ยนกับทรัพย์สมบัติและเกียรติยศ หาใช่หัวใจและความรักเฉกเช่นชายหญิงที่แต่งงานกันไม่เมื่อบิดาของเธอเสียชีวิตลง
สไบนาง จึงมิอาจทนเป็นวัตถุทางเพศที่คนในตระกูลอัครเดชยัดเยียดให้ เธอจึงหนีจากชีวิตสมรส ต้องการเพียงใบหย่า
เพียงใบเดียวเท่านั้น... ทำให้อุปมาต้องยอมหย่าเพื่อตามใจหญิงที่ตนรัก เมื่ออุปมาพลาดหวังจากสไบนาง เขาจึงประชด
ด้วยการขอเมธาวีแต่งงาน แต่ในวันแต่งงานนั้น เมธาวีได้หนีไปและยอมให้สไบนางเป็นเจ้าสาวแทนเพื่อลบรอยมารที่คนรุ่นพ่อ
ได้สร้างไว้

‘รอยรัก’ ในชีวิตของสไบนาง จึงเป็นรอยรักที่กว่าจะลงรอยได้ด้วยความเข้าใจอันดี ก็ต้องผ่านความทุกข์ทั้งทางกาย
และทางใจอย่างแสนสาหัส รอยรักนี้เองเกิดจาก ‘รอยมาร’ ที่คนรุ่นพ่อได้สร้างเอาไว้ให้เธอ ความขัดแย้งระหว่างวงศ์ตระกูล
ภายใต้บริบททางการเมือง ได้ส่งผลให้คนรุ่นหลังประสบชะตากรรมสารพัดอย่าง เป็นดั่ง ‘รอยมาร’ ที่ตามติดเป็นชะตากรรม
อันคาดเดามิได้ และต้องเผชิญหน้าด้วยความมีสติและใช้ปัญญา
พัดชาได้นำสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวน ซึ่งเกิดจากการแก่งแย่งชิงดีกัน อันเป็นภาพที่ผู้อ่านคุ้นชินกันเป็นอย่างดี
แต่ผู้ประพันธ์ ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า ตัวละครในฐานะมนุษย์คนหนึ่งซึ่งเกิดและเติบโต อยู่ภายใต้ความผันผวนทางการเมืองนั้น
ต้องประสบความชะตากรรมอย่างไรบ้าง นวนิยายเรื่อง ‘รอยมาร’ เป็นนวนิยายที่มีอยู่เพียงไม่กี่เรื่องนัก ที่นำประเด็น
ทางการเมืองมาเป็นฉากหลังในชีวิตของตัวละคร ทำให้นวนิยายแนวชีวิตครอบครัวเรื่องนี้มีมิติที่แตกต่างไปจากนวนิยาย
เรื่องอื่น ๆ
พัดชายังสร้างให้ ตัวละครรุ่นพ่อ ซึ่งมีชีวิตอยู่ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่แข่งขันแย่งชิงกันนั้น มีชีวิตอยู่
ท่ามกลางความมัวเมาและอบายมุขดังเช่นตัวละครอย่าง‘ประมุข’ที่ติดการพนันจนสิ้นเนื้อประดาตัวส่วนตัวละครอย่าง ‘บารมี’
ก็มัวเมาในความโลภจนกระทั่งมีส่วนพัวพันกับเหตุการณ์ขบถทางการเมือง จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ส่วนตัวละครรุ่นลูกซึ่งเป็น
ตัวละครที่ได้รับผลพวงจากคนรุ่นพ่อนั้น ต่างได้รับผลกรรมที่เกิดจากคนรุ่นพ่อได้สร้างไว้
แม้ประเด็นดังกล่าวจะทำให้ ‘รอยมาร’ เป็นนวนิยายที่มีมิติที่ทันสมัย แต่ ‘รอยมาร’ ก็ยังคงดำเนินเรื่องตามขนบ
ของนวนิยายแนวพาฝันอยู่มาก โดยเฉพาะการสร้างให้สไบนาง ตัวละครเอกฝ่ายหญิงมีลักษณะของนางเอกในนวนิยายหลีกหนี
ทั่วไป กล่าวคือเป็นตัวละครที่มีชาติกำเนิดคลุมเครือ แต่เมื่อเปิดเผยแล้วก็พบว่า มีชาติกำเนิดอันแสนจะงดงาม ดังนั้น สไบนาง
จึงเป็น ‘ตัวละครซ่อนตัว’ ซึ่งไม่ทราบที่มาของตนเอง ทว่าผู้ชมและผู้อ่านได้รู้และเอาใจช่วยสไบนางให้ได้รู้ถึงชาติกำเนิด
ที่แท้จริงของตนนอกจากนั้นแล้วสไบนางยังเป็นตัวละครที่ยึดมั่นในความรักเป็นผู้เสียสละและอดทนต่อความยากลำบากต่าง ๆ
ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ลักษณะดังกล่าวนี้เป็นดั่งตัวละครในอุดมคติของผู้อ่าน
‘รอยมาร’ จึงเป็นนวนิยายที่ผูกเรื่องขึ้นโดยใช้ขนบของนวนิยายแนวพาฝันเป็นพื้นหลัง โดยสร้างความน่าสนใจด้วยการ
เพิ่มมิติทางสังคมและการเมืองให้เป็นฉากหลังของตัวละครเอกโดยชี้ให้เห็นว่าบางครั้งคนเราก็พบกับความทุกข์จากการกระทำ
ของบรรพบุรุษซึ่งตนเองมิอาจปฏิเสธได้กลายเป็นตราบาปที่สร้างความทุกข์ใจให้แก่ตนเอง ดุจดั่ง ‘รอยมาร’ ที่ตามผจญชีวิต
ให้ต้องอดทน เพื่อพิสูจน์ความดีงามของตน

น่าเสียดายที่ ‘พัดชา’ มิได้ทำให้มิติทางการเมืองนั้นมีบทบาทจนทำให้ตัวละครมีพลังมากพอตัวละครในนวนิยายเรื่องนี้
จึงมิอาจทำให้ผู้อ่านตระหนักว่าการเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมือง
แต่ละครั้ง...หรือว่าบางที ‘พัดชา’ เข้าใจและรู้จักผู้อ่านของตนดีว่า เป็นผู้ที่ต้องการเพริดไปสู่หนทางแห่งการหลีกหนี โดยวาง
ความทุกข์ยากในชีวิตประจำวันไว้ชั่วคราวแล้วซึมซับว่า สักวันหนึ่งชาติกำเนิดอันงดงามและคุณความดีที่สั่งสมมาตลอดชีวิต
จะนำพาให้ตัวละครที่ตนเฝ้าติดตามประสบความสำเร็จ การหลีกหนีเพื่อนำพาชีวิตไปสู่ความสุขชั่วขณะจึงเป็นความเพลิดเพลิน
จำเริญใจใ ห้คลายความทุกข์ยากในชีวิตลง โดยหลงลืมไปสิ้นว่า เบื้องหลังความทุกข์และความสุขที่ได้เสพจบลงไปนั้น
เป็นแบบอย่างของชีวิตที่ควรนำมาขบคิด
สภาพความวุ่นวายของสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในประเทศและของโลกคือ ‘ทุกข์อันหนักอึ้ง’ ซึ่งเมื่อเทียบกับความสุข
จากการหลีกหนีความทุกข์สักชั่วขณะแล้ว ‘การหลีกหนี’ ย่อมมีค่ากว่า ‘การจดจำอดีตอันแสนขม’ ผู้ชมและผู้อ่านจึงเฝ้า
ติดตามชีวิตของ ‘สไบนาง’ ด้วยการลุ้นให้ ‘รอยมาร’ ลงเอยด้วยดี
‘รอยรัก’ อันขมขื่น และ ‘รอยชีวิต’ ที่กรีดเป็นแผลลึก จึงมิอาจจารึกได้เท่ากับ ‘ความสุขสมหวัง’ ของตัวละคร
ในท้ายเรื่อง และนี่แหละคือความบันเทิงแบบไทย ๆ เริงอารมณ์มักมาก่อนเริงปัญญาเสมอ