ธรรมะอมยิ้ม : พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
สวยอย่างมีคุณค่า

เจริญพร พบกันอีกแล้ว ถึงเวลาที่เราจะเติมธรรมะให้ดวงจิต เติมคุณค่าชีวิตให้กับดวงใจ สังคมที่วุ่นวาย ธรรมะสามารถ
ช่วยเราได้ เพราะธรรมะเป็นโอสถทิพย์ที่รักษาความทุกข์ให้หายได้ดีนักแล พร้อมหรือยังโยม ถ้าพร้อมก็เข้าเรื่องกันเลยแล้วกัน
ฉบับนี้พูดกันถึงเรื่องความสวยความงาม แต่มันอยู่ที่ว่า ‘งามอย่างไรถึงจะมีคุณค่า’ จะมีราคาให้กับตนเองไม่ใช่ข้างนอก
สดใสแต่ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง แบบนี้เขาเรียกว่าเน่าใน คือข้างนอกสดใด แต่ข้างในดูไม่ได้ เรียกว่ารูปร่างโสภา แต่กิริยาโสโครก
บรื๋อ...ขนาดฟังดูแล้วยังสกปรกเลย ถ้าต้องให้ไปสัมผัสคงจะติดเชื้อได้ง่าย ๆ เป็นแน่ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตก็ได้
คนโบราณจึงสอนไว้ว่า ‘คนจะงาม งามน้ำใจ ใช่ใบหน้า คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน คนจะแก่ แก่ความรู้
ใช่อยู่นานคนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต’
อย่าว่าแต่โบราณเลย สมัยนี้ก็เหมือนกัน เราคบกันอย่ามองกันแค่ภายนอก ต้องมองให้ลึกซึ้งถึงภายในนั่นคือ ‘จิตใจ’
บางคนรูปร่างหน้าตาดี แต่นิสัยใช่ไม่ได้ เอาแต่ใจตนเอง ชอบเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ชอบพูดดูถูกคนอื่นแบบนี้ก็คบไม่ได้
แต่บางคนรูปร่างไม่ได้สวยไม่ได้หล่อแต่นิสัยเหมือนกับเทวดาเหมือนกับนางฟ้ามาเกิดก็มีแบบนี้ไงจึงมีคำพูดที่ว่า‘ดำดีสีไม่ตก
ขาวสกปรกคบไม่ได้’ คือจะดำก็ดำแค่ตัว แต่ไม่ใช่หัวใจ รูปร่างจะเป็นอย่างไรก็รักจริง
เมื่อพูดถึงเรื่องความดำ อย่าว่าแต่โยมเลยที่ถูกแซวหรือถูกกระแนะกระแหน แม้แต่พระก็ยังไม่วายโดนไปกับเขาด้วย
ทีมงานอาตมามีพระที่ผิวดำอยู่รูปหนึ่ง เด็กก็มักจะแซวว่า ‘พระไรดำจัง’ อาตมาก็ปลอบใจท่านไปว่า คนเรามันเป็น รูปธรรม
นามธรรม ไม่มีใครอยากเกิดมาดำหรอก เราต้องพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ คนเราได้อย่างมันก็ต้องเสียอย่าง เหมือนท่านได้
ความดำมาก็เสียความขาวไปส่วนผมได้ความหล่อมาก็เสียความขี้เหร่ไปเห็นไหม(แม้..ไม่ได้เลยทีเดียวได้จังหวะมาก็ชู๊ทเลย)
หลังจากนั้นมา ท่านก็สบายใจขึ้นเยอะ เพราะท่านมองเห็นความดีของตนเอง มันไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก แต่มันอยู่ที่ใจ
ท่านจึงมีสโลแกนประจำตนที่ว่า ‘ดินดีคือดินดำ พระดีคือพระดำ’
อย่างนี้แหละที่เขาว่า ความคิดหรือทัศนคติของคนเราสำคัญที่สุด เพราะเมื่อมีความคิดหรือทัศนคติดีแล้ การกระทำ
ย่อมดีตามมาด้วย เมื่อการกระทำดี ผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมดีไปด้วยเช่นกัน อย่างนี้เขาเรียกว่า ‘งามทั้งภายนอกภายใน’
งามนิยมคืองามจิต งามชีวิตคืองามสม งามวจีเลิศคารม งามน่าชมกายและใจ
แต่ทุกวันนี้คนเราให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตามากกว่าจิตใจคือแต่งแค่หน้าไม่แต่งใจบางคนรูปร่างและรูปหน้าสวย
แต่จิตใจใช้ไม่ได้เลย ถ้าให้ดีต้องสวยทั้งหน้าตาและจิตใจ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ทำให้อาตมานึกถึงยายคนหนึ่ง แกเป็นคนชอบ
ความสนุกสนาน รักการเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่งขณะที่กำลังเดินเที่ยวอยู่เพลิน ๆ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น มีรถยนต์
คันหนึ่งยางระเบิดพุ่งมาชนร่างยายเสียชีวิต ท่านสุวาน กับท่านยมก็มารับวิญญาณของยายไปสอบสวน ปรากฏว่า ‘ยายยังไม่ถึง
คราวตาย’ เหลือเวลาอีกตั้งสามสิบปี ท่านยมจึงส่งวิญญาณของยายกลับเข้ามาสู่ร่าง เมื่อยายฟื้นขึ้นมาจึงไปหาหมอทันที
เพื่อทำศัลยกรรมให้หน้าตาสวยเช้ง เพราะยังเหลือเวลาอยู่ในโลกอีกตั้งสามสิบปี ต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่า พอยายทำศัลยกรรม
เดินออกจากร้านเสริมสวยเดินไปได้เพียงไม่กี่เมตร รถเกิดยางระเบิดพุ่งมาชนยายตายคาที่อีก ท่านสุวานมารับวิญญาณยาย
ไปหาท่านยม อีกครั้งก่อนที่ท่านยมจะสอบสวนยายชิงพูดก่อนเลยว่า ท่านเป็นคนมุสาไหนบอกว่าข้าจะอยู่ได้อีกตั้งสามสิบปี
ทำไมอยู่ได้ไม่ถึงวันก็ตายเสียแล้วล่ะ
ท่านยมก็ถามว่า “แล้วยายเคยเจอเรารึ” ยายตอบว่า “ก็เคยเจอนะสิ ก็ยายที่ถูกรถชนมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วไง”
ท่านยมกลับตอบมาว่า “โทษทีจำไม่ได้ เพราะหน้าตายายไม่ใช่แบบนี้ ตอนนั้นแก่ ตอนนี้สาวข้าจำไม่ได้หรอก”
เป็นไงโยม รอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แทนที่จะเข้าวัดทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา มาแต่งใจให้สวยงาม จะได้
เป็นที่พึ่งทั้งโลกนี้และโลกหน้า กลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องหน้าตา เลยไม่ได้มีชีวิตอยู่ต่อไป

คำสอนพระพุทธองค์แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ได้กล่าวถือธรรมที่ทำให้งาม ซึ่งมีอยู่ 2 ประการคือ
๑) โสรัจจะ ได้แก่ ความเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ผยอง เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนตามครรลอง ไม่หยิ่งผยองถือดี ไม่เป็น
แมงป่องชูหางอยู่ตลอดเวลาทั้งๆที่ตนเองมีพิษแค่เพียงนิดเดียว โยมลองสังเกตดูรวงข้าวที่มันสมบูรณ์ ย่อมน้อมลง ส่วนข้าว
ที่ลีบแห้งไม่มีเมล็ดย่อมชูขึ้นฟ้า ดังคำที่ว่า ผลผลิตยิ่งเต็มรวงเท่าใด ก็จะน้อมอ่อนลงมาเท่านั้น คนยิ่งประสบความสำเร็จ
มากเท่าใด ก็ต้ออ่อนน้อมถ่อมตนมากเท่านั้น
๒) ขันติ ได้แก่ ความอดทน อดกลั้น เช่น อดทนต่อความเหนื่อยล้าจากดินฟ้าอากาศ อดทนต่อคำติฉินนินทา เมื่อมี
คนมานินทา เราก็ต้องรู้จักมองหาความดีในสิ่งนั้น ถ้าเราทำผิดจริงอย่างที่เขาพูด ก็ต้องขอบคุณเขาที่มาชี้ข้อบกพร่องให้เรา
ปรับปรุงตัว พุทธศาสนาสอนว่า เมื่อมีคนชี้ข้อบกพร่องให้เห็น นั่นคือ การชี้ขุมทรัพย์ให้กับเรา เราจะได้นำไปปรับปรุงพัฒนา
ตนเองให้ดีขึ้น ถ้าเราไม่ได้เป็นจริงอย่างที่เขาพูด เราก็ได้ธรรมะคือ เรารู้ว่าการพูดแบบนี้ไม่ได้ เราก็อย่าทำแบบนั้น คำว่า
‘อดทน’ คือ อดทนต่อกิเลสทั้งปวง อดทนต่อบ่วงแห่งมารที่จะมาทำให้ใจของเราเศร้าหมองเพียงโยมมีธรรมสองประการ
ดังกล่าวก็งามยิ่งกว่างามโยมรู้ไหมงามกายต้องตา งามวาจาต้องจิต งามความคิดพิชิตใจสหาย ทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ทั้งโลกนี้และโลกหน้า
พูดถึงความอดทน ลุงคนหนึ่งแกอดทนมาก ๆ คุณลุงทำงานอยู่ที่ กทม. วันหนึ่งก็มารอรถเมล์ จะกลับบ้าน รออยู่
นานมาก...เพราะคันไหนคันไหนก็เต็มทุกคันเวลาก็ค่ำลงเรื่อย ๆ แต่มีคันหนึ่ง ทำท่าว่าจะจอดรับ แต่ก็ไม่จอด ไม่จอดเหรอ
วิ่งตามก็ได้วะ ลุงวิ่งไล่ตามไป เผลอไปสักพักใหญ่ “เฮ้ย...ถึงบ้านแล้วนี่หว่า” แกดีใจ “เออดี ไม่ต้องเสียค่ารถเมล์เจ็ดบาท”
แกดีใจใหญ่เลยพอถึงบ้านก็เล่าให้เมียฟัง “นี่เธอจ๋า...วันนี้พี่วิ่งไล่ตามรถเมล์มานะ ถึงบ้านพอดี สตางค์ก็ไม่ต้องเสียสักบาท
เมียพอได้ยินแทนที่จะดีใจ กลับด่าส่ง “ไอ้แก่ แก่จะตายอยู่แล้วยังจะโง่อีก นี่ถ้าแกวิ่งตามแท็กซี่ แกรู้มั้ย ประหยัดได้อีก
ตั้งเท่าไหร่” เฮ้อ...มนุษย์หนอมนุษย์ แทนที่จะชมกันหน่อยก็ไม่ได้
อยากจะบอกโยมว่า คุณค่าของวัตถุนั้น เราอาจจะแยกออกได้เป็น 2ส่วนคือ ‘คุณค่าแท้’ กับ ‘คุณค่ารอง’ เช่นเสื้อผ้านี้
คุณค่าแท้ของมันคืออะไร คือเพื่อปกปิดร่างกาย ป้องกันความละอาย และแก้ความหนาว นี่คือประโยชน์ที่แท้จริงของมัน
แต่คนเรามักให้ความสำคัญที่คุณค่ารองมากกว่า นั่นคือ เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกสวยงาม โก้หรู นำมาซึ่งการแต่งตัวเพื่อใช้แข่ง
โดยแต่งเอามาอวดและวัดกันในที่สุดทุกวันนี้จึงมีแฟชั่นอวดเนื้อหนังมังสาอยู่มากมาอย่างรถยนต์อีก คุณค่าแท้ของมันคือ
ใช้เป็นยานพาหนะ นำเราไปสู่ที่หมายด้วยความรวดเร็ว...คุณค่ารองของมันก็คือว่า เราจะต้องทำให้โก้ ซึ่งเป็นสิ่งแสดงฐานะ
พยายามให้สวยหรือให้เด่นที่สุด
ดังนั้นเราต้องให้ให้ความสำคัญของสิ่งแท้มากกว่าสิ่งรองหลวงพ่อปัญญากล่าวว่าถ้าคนเราอยากสวยให้ครบสมบูรณ์
ต้องแต่งหน้าให้ครบทั้งสามหน้า คือ หน้านอก หน้าใน และหน้าที่ หน้านอกบอกความงาม หน้าในบอกความดี และหน้าที่
บอกความสามารถ หน้านอกแต่งให้พอดี หน้าในและหน้าที่แต่งให้มาก ๆ เมื่อแต่งทั้งสามหน้าให้ดีแล้ว ไม่ว่าโยมจะรูปร่าง
หน้าตาเป็นอย่างไร โยมก็จะเป็นคนที่สวยและหล่ออย่างมีคุณค่าในที่สุด เจริญพร
|