เสียดายคนตายไม่ได้รู้ : ดังตฤณ
ทำบุญด้วยอะไรจึงเกิดปัญญา

ถาม: ทราบว่าเคยมีผู้ถวายประทีปแล้วอธิษฐานขอให้มีปัญญา ชาติต่อมาก็มีปัญญาสมใจ แต่ก็มีผู้ถวาย
มีดโกนแล้วขอให้มีปัญญา ชาติต่อมาก็มีปัญญาสมใจเช่นกัน ที่สงสัยคือตกลงถ้าอยากมีปัญญามาก ควรถวาย
อะไรกันแน่
ตอบ: ของถวายเป็นแค่ตัวตั้งครับ ถวายอะไรจิตก็จับสิ่งนั้นเป็นเครื่องหมายของบุญ ทีนี้ประสงค์ให้บุญ
บันดาลผลอันใด ผลอันนั้นก็จะปรากฏตามคำอธิษฐาน ส่วนจะช้าหรือเร็ว จะมีคุณสมบัติหรือคุณภาพเพียงใด
ก็ต้องว่ากันเป็นกรณีไป
บุญเป็นสิ่งที่มีพลังในตัวเอง พอเทียบเคียงได้กับความร้อน เราใช้ความร้อนทำอะไร ได้หลายอย่าง
ตามประสงค์ ไม่จำกัดเฉพาะว่าจะต้องเอามาต้มน้ำเอามาทำให้เสื้อผ้าแห้งหรือเอามาทำให้อาหารสุก คุณเล็ง
ความร้อนไปที่วัตถุชิ้นไหน วัตถุชิ้นนั้นก็ร้อนขึ้นตามต้องการ
ถ้าหากคุณทำบุญ เป็นข้าวของเครื่องใช้ ตั้งต้นด้วยความปรารถนาดี อยากให้ผู้รับได้ใช้ประโยชน์
จากของชิ้นนั้น ๆ ผลโดยตรงคือจะทำให้เป็นผู้มีรสนิยมดี เกิดชาติหน้าวิบากกรรมจะจัดสรรให้เป็นผู้มีสิทธิ์
เกิดในบ้านคนรวย และในชาตินี้เองถ้าทำทานด้วยเจตนาเดิมนี้เป็นประจำ ก็อาจปรับฐานะให้ดีขึ้นพอสบาย
สมควรแก่อัตภาพได้ (แต่จะไม่ให้ผลใหญ่เท่าตอนล้างไพ่เกิดชาติใหม่) นอกจากนี้ยังมีอานิสงส์เป็นการ
ลดละความละโมบโลภมาก จิตใจเยือกเย็นลง ได้ความสบายทางใจในปัจจุบันอีกโสด
แต่หากคุณทำบุญเป็นข้าวของเครื่องใช้ชิ้นเดียวกันกับข้างต้น มีความยินดีในการให้เปล่า มีความยินดี
ที่มีผู้ใช้ของของคุณแล้ว และแถมด้วยการอธิษฐานหวังผลในทางใดทางหนึ่ง ผลของทานก็จะแคบลงมา
กล่าวคือไม่ได้ให้ผลแบบเหวี่ยงแหกว้าง ๆ ทว่าเล็งตรงจำเพาะเจาะจงตามปรารถนา ซึ่งถ้าหากอธิษฐานซ้ำ ๆ
จนสั่งสมกำลังบุญมากพอ ก็อาจเกิดผลที่สมน้ำสมเนื้อใน ๓ วันหรือ ๓ ปีได้ ไม่ต้องรอชาติหน้า
กลับมาพูดถึงเรื่องของการ ทำบุญ หวังความมี ปัญญา ก่อนอื่นต้องมองว่าปัญญาเป็นสมบัติติดตัว
เป็นนามธรรม เป็นคุณภาพของจิตอย่างหนึ่ง ซึ่งโดยรวมแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ต้องรอองค์ประกอบมากมายเหมือน
ข้าวของเงินทองภายนอกที่เป็นรูปธรรม เพราะตามธรรมชาติของจิตนั้น ขอเพียงหนักไปในทางกุศลสว่าง
ขจัดม่านหมอกความหลงผิด สามารถเห็นอะไรตามจริง ก็เริ่มเกิดปัญญาได้ทันทีแล้ว
ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ หากทำบุญอย่างสม่ำเสมอแล้วอธิษฐาน ขอให้สติปัญญาดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ในปัจจุบัน ก็มักได้ผลกันในเวลาไม่เนิ่นช้าเกินรอเหมือนอย่างอธิษฐานขอเงินทอง
คราวนี้มาดูในคำถาม เกี่ยวกับวัตถุบุญอันเป็นที่ตั้งของการอธิษฐาน ขอมีปัญญาดี ผมขอแจกแจง
รายละเอียดดังนี้
๑)การถวายโคมไฟประดับโบสถ์หรือปักตามทางเดินในวัดให้สว่างไสวเห็นทั่วกำจัดจุดอันตรายอันเกิด
จากสัตว์ที่แฝงอยู่ในความมืดนั้น เมื่อทำสำเร็จแล้ว เกิดความยินดีแล้วว่าโบสถ์ หรือทางเดินวัดสว่างไสว
ด้วยทานของคุณ จิตจะจับความสว่างเป็นที่ตั้งของบุญ ดังนั้นเมื่ออธิษฐานขอให้ได้เป็นผู้มีปัญญาสว่างไสว
เช่นนั้น ก็ย่อมสัมฤทธิผลตามปรารถนา มีปัญญาอันสว่างแจ้ง
เมื่อถวายทานด้วยไฟเป็นประจำ ทำมาก ทำด้วยความเข้าใจ ทำด้วยความยินดีว่าวัดจะสว่างเพราะทาน
ของคุณ กระทั่งถึงจุดที่กำลังบุญใหม่ เหนือระดับบุญเก่าทางปัญญา ปัญญาของคุณ จะดีขึ้นผิดหูผิดตา
เมื่อต้องคิดอ่านแก้ปัญหา จิตจะมีลักษณะของความสว่างแจ้ง ผุดความเข้าใจกระจ่างขณะต้องเผชิญกับ
สถานการณ์ที่ชวนให้คนอื่นรู้สึกมืดมนแปดด้าน
การทำบุญในลักษณะนี้ ขอแนะนำสำหรับผู้รู้สึกตัวว่ามีปัญญาทึบ คือพอจะต้องแก้ปัญหาอะไรแล้ว
มืดแปดด้านไปหมด หรือคลำหาจุดเริ่มต้นของทางออกไม่ค่อยเจอ หากทำบุญลักษณะนี้ไปตลอดชีวิต
เกิดชาติใหม่ปัญญาจะเรืองรอง คือรู้แจ้งได้ไม่ติดขัด ไม่มีปัญหาอันเป็นมุมมืด หรือยากที่จะมีจุดอับซึ่งจิต
ส่องสว่างเข้าไปไม่ถึง นอกจากนั้น ผลของปัญญาที่เกิดจากบุญประเภทนี้มักเป็นไปในทางนุ่มนวล
ประนีประนอม ไม่ชอบใช้วิธีแก้ปัญหาแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่าอีกด้วย
๒) การถวายมีดโกนเพื่อให้พระโกนศีรษะปลงผม คิดเกื้อกูลให้พวกท่านโกนหนวดเคราอันเป็นสภาพ
รกเรื้อดูไม่สบายตา เมื่อเกิดความยินดีว่าพระภิกษุสงฆ์จะได้กำจัดความรุงรังทางกายออกจนเกลี้ยงเกลา
โดยง่ายด้วยมีดโกนอันคมกริบของคุณแล้ว จิตจะจับความคมกริบของใบมีดเป็นที่ตั้งของบุญ ดังนั้นเมื่อ
อธิษฐานขอให้ได้เป็นผู้มีปัญญาคมกล้าเช่นนั้น ก็ย่อมสัมฤทธิผลตามปรารถนา มีปัญญาอันคมกล้า
เมื่อถวายทานด้วยมีดโกนเป็นประจำ ทำมาก ทำด้วยความเข้าใจ ทำด้วยความยินดีว่าพระท่านจะมี
รูปศีรษะเกลี้ยงเกลาตามพระวินัยเพราะทานของคุณกระทั่งถึงจุดที่กำลังบุญใหม่เหนือระดับบุญเก่าทางปัญญา
ปัญญาของคุณจะดีขึ้นผิดหูผิดตา พอต้องคิดแก้ปัญหา จิตจะมีลักษณะของสติสัมปชัญญะคมชัด จับจุด
ปัญหาได้เร็วเพ่งเล็งเห็นเป้าที่ต้องตีให้แตกได้ชัดถนัดและสามารถฝ่าฟันปัญหาได้หลายชั้นไม่ติดขัดขบปัญหา
ได้แตกเป็นเปลาะ ๆ แบบฉับพลัน หรืออย่างน้อยก็ไม่เนิ่นช้าจนสายเกินการณ์
การทำบุญในลักษณะนี้ ขอแนะนำสำหรับผู้รู้สึกตัวว่ามีปัญญาทื่อ คือรู้ตัวว่าเฉื่อย ใช้สมองกัดปัญหา
ไม่ได้ลึก เห็นปัญหาทั้งหลายเป็นของยากเย็นแสนเข็ญไปหมด หากทำบุญลักษณะนี้ไปตลอดชีวิตเกิดชาติ
ใหม่ปัญญาจะคมเหมือนดาบซามูไร คือฟันปัญหาฉับ ๆ ขาดเป็นท่อน ๆไม่ติดขัดไม่มีกำแพงปัญหาใดแข็ง
เกินคมปัญญาของคุณทะลวงผ่าน
อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงของปัญญาที่เกิดจากบุญประเภทนี้ มักเป็นไปในทางแข็งกระด้างเทียบแล้ว
มีแนวโน้มว่าอัตตาจะแรงกว่าปัญญาประเภทแรก และธรรมดาผู้เกิดมาพร้อมปัญญาคมกล้ามักบ้าบิ่น ทะนงว่า
ไอคิวสูงชอบข่มชาวบ้านด้วยความฉลาด พลิกแพลงแห่งตนตรงนี้ก็สามารถทำบุญเพิ่มเติมเพื่อแก้เคล็ด โดย
ขออาสาพระขัดห้องน้ำห้องท่าในวัด แล้วอธิษฐานให้ตนเป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตัว ไม่ดูถูกดูหมิ่นใครเพราะ
ทะนงในปัญญาอันคมกล้า นี่ก็จะเป็นบุญที่คานกันพอดีไม่ให้เหลิงได้
จิตนั้นมีความวิจิตรพิสดารนัก ทำบุญอะไรแล้วอธิษฐานก็จะได้ผลตามทิศทางนั้นๆมากบ้างน้อยบ้างเสมอ
คุณจะคิดปรุงแต่งบุญให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างไรก็ได้ เช่นซื้ออาหารอร่อย ๆ ไปให้พ่อแม่หรือผู้ทรงศีล
สัตย์กิน เมื่อเห็นถูกปากพวกท่าน จนคุณเกิดความปลื้มใจในทานของตนดีแล้ว ก็อาจอธิษฐานขอให้มีปัญญา
ขบคิดปัญหาได้อย่างเอร็ดอร่อย อันนี้ผลอาจได้เป็นผู้เพลินคิดแก้ปัญหา จำพวกเล่นหมากรุกได้นาน ๆ ยิ่งคิด
ยิ่งมัน ยิ่งคันสมอง ยิ่งแตกแขนง ใช้สมองได้ไม่รู้เบื่อ เป็นต้น
ในแง่ของการทำทานด้วยวัตถุเพื่อหวังปัญญา คงไม่มีอะไรเกินถวายหนังสือธรรมะ สร้างห้องสมุดให้วัด
แต่จิตคุณต้องจับอยู่ที่เนื้อหาในหนังสือจนปลื้มจริง ๆ พูดง่าย ๆ คือคุณต้องอ่านก่อน ได้ประโยชน์ก่อน แล้วจึง
คิดบริจาค แต่ละคนจะเข้าใจธรรมะไม่เหมือนกัน นับถือแนวคำสอนของพระหรือครูบาอาจารย์ต่างกัน ขอให้
เลือกตามที่คุณมีจิตแช่มชื่น และให้แน่ใจว่าหนังสือนั้นนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกที่ตรงจริง ๆ เถิด (หากไม่แน่ใจ
ถวายพระไตรปิฎกฉบับของท่านอาจารย์สุชีพ จะประกันความปลอดภัยสูงสุด หนังสือธรรมะนั้น ถ้าปลื้มผิด ๆ
แล้วเอาไปถวายพระ จะชักนำให้คุณติดอยู่ในแนวทางผิด ๆ แบบนั้นลึกเกินกว่าจะคะเนถูก)

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ความจริงแล้ว คือการทำบุญซึ่งไม่ใช่เหตุแห่งปัญญาโดยตรง เมื่อไม่ใช่เหตุ
โดยตรงย่อมไม่ให้ผลสม่ำเสมอ ไม่ให้ผลกว้างใหญ่ไพศาลสมบูรณ์แบบ ทางที่ดีขอให้เผื่อทางเลือกสุดท้าย
ตามคำแนะนำของพระพุทธเจ้าเอาไว้ด้วย
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นหญิงหรือชายก็ตามจะได้ชื่อว่าสร้างเหตุแห่งการ
เป็นผู้มีปัญญามาก ก็เมื่อเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไร
มีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรที่ทำแล้วเป็นโทษ หรือเป็นไปเพื่อต้องทนทุกข์
จนสิ้นกาลนาน อะไรที่ทำแล้วเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล หรือเป็นไปเพื่อความสุขจนสิ้นกาลนาน
เมื่อไถ่ถามหรือใฝ่รู้อยู่โดยอาการอย่างนี้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดถามในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด
เมื่อเผชิญกับปัญหาให้ขบคิด จิตจะมีลักษณะตื่นรู้ตามจริง ทั้งสว่างไสวและคมกริบ เมื่อค้นคิดจะพยายาม
ตัดตรงเข้าสู่แก่นของปัญหาไม่เนิ่นช้า ใช้ใจชั่งตวงวัดเอาได้ว่าทางแก้ไหนมีน้ำหนักผลดีผลเสียมากกว่ากัน
นอกจากนั้นยังมีปัญญามากอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ เอาแน่ไม่ได้เหมือนคนทั่วไป
นอกจากนั้น สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรอผลยาวไกลถึงชาติหน้า พระพุทธองค์ยังตรัสเหตุที่จะก่อให้เกิด
ผลเป็นปัญญาในปัจจุบัน คือการพยายามตั้งสติระลึกรู้ความเป็นไปต่าง ๆ ในร่างกายอยู่เสมอ ๆ นับตั้งแต่ดูว่า
ลมหายใจกำลังเข้าหรือออก กำลังยาวหรือว่าสั้น ดูไป ๆ จนกระทั่งเห็นชัดล่วงเข้าไปถึงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ว่า
กำลังนั่งเดินยืนนอนด้วยลักษณะอย่างไร และในแต่ละขณะรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ สงบหรือฟุ้งซ่าน ดูเป็น
ตอน ๆ ไปเรื่อย ๆ โ ดยไม่ปล่อยให้จิตเสียกำลังสติไปในเรื่องฟุ้งซ่านมั่วซั่วทั้งหลายในที่สุดก็จะเกิดปัญญา
ชนิดพิเศษ เห็นแจ้งว่ากายไม่น่ายึดมั่นถือมั่น
ผู้ฝึกสติดังกล่าวนี้ เมื่อเผชิญปัญหา จิตจะมีลักษณะของการรู้แจ้งแทงตลอด ประกอบด้วยกำลังสติ
สัมปชัญญะเกินสามัญมนุษย์ คือถึงขั้นแก้ปัญหา ได้ด้วยญาณหยั่งรู้ลึกซึ้ง ผิดแผกแตกต่างจากธรรมชาติ
ของการคิดนึกธรรมดา คนอื่นใช้เวลาเป็นชั่วโมง ผู้ทรงสติสัมปชัญญะตามแนวทางพระพุทธเจ้าอาจใช้เวลา
เพียงพริบตาเดียวก็ได้คำตอบออกมาแล้ว
อันที่จริงการฝึกฝนให้เกิดปัญญานั้น จะอาศัยกลวิธีแบบโลก ๆ ก็ได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องประกอบการอันเป็นบุญ
กุศลในขอบเขตของ พุทธศาสนาอย่างเดียว เพียงแต่ความฉลาดหรือ ไอคิวที่เกิดขึ้นโดยปราศจากบุญ
ในพุทธศาสนารองรับนั้น ไม่มีอะไรเป็นประกันว่าส่งขึ้นฟ้าหรือผลักลงเหว โน้มเอียงไปก่อกรรมทำชั่วหรือ
สร้างคุณประโยชน์ให้แก่โลก
เอาความมีใจบุญเป็นฐานหล่อเลี้ยงความฉลาดนั่นแหละครับ จะได้ชื่อว่าฉลาดอย่างประเสริฐสุดแล้ว