Search
  
28
เรื่องเด่นประจำฉบับ...ความหลากหลายอันเกลียวกลม...กับประชาคมอาเซียน

เรื่องเด่นประจำฉบับ / วัฒน์ อนุวัฒน์

ความหลากหลายอันเกลียวกลม....กับประชาคมอาเซียน

          อีก 4 ปีข้างหน้า ภูมิภาคอาเซียนจะผนึกรวมกันเป็น ‘ประชาคมอาเซียน’ นับเป็นอีกวาระสำคัญที่คนไทย
ควรเตรียมพร้อม แต่บางคนอาจกำลังกังขาว่า  ประชาคมอาเซียนคืออะไร ?  จะเกิดอะไรขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า ? 
เราควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร ?  และอื่น ๆ อีกมากมาย  เราจึงขออาสาไปพูดคุยกับผู้รู้เพื่อขจัดข้อสงสัยที่มีอยู่
จะได้ตั้งตัวกันทัน  จะว่าไปแล้วระยะเวลา 4 ปีอาจไม่นาน เท่าไหร่เลย

ประชาคมอาเซียน

อาเซียน : หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตลักษณ์  หนึ่งประชาคม

          One Vision, One Identity, One Community  เป็นคำขวัญของอาเซียนที่ถูกกำหนดไว้โดยมีเป้าหมาย
ที่จะผนึกรวมเหล่าประเทศสมาชิก 10 ชาติ  อันได้แก่  ไทย  มาเลเซีย  สิงคโปร์  อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์  พม่า  ลาว
กัมพูชา  เวียดนาม  บรูไน
  ให้เป็นหนึ่งเดียว ในลักษณะประชาคมในปี ค.ศ. 2015  (พ.ศ. 2558)  กล่าวกันว่าแนวคิดนี้
ได้รับอิทธิพลมาจาก ประชาคมยุโรป (European Union)   อันเป็นประชาคมที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในเชิง
เศรษฐกิจ  ประชาคมยุโรปมีสกุลเงินตราเป็นของตนเอง  นั่นคือเงินยูโร  ซึ่งนับเป็นสกุลเงินของ 13 ประเทศสมาชิก
และมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งในปัจจุบัน 
         แต่อันที่จริงอาเซียนคงยังก้าวไปไม่ถึงจุดที่จะใช้สกุลเงินตราร่วมกัน เพราะกว่าจะจุดนั้นได้ต้องใช้เวลานานมาก
อย่างไรก็ตามความร่วมมือกันในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียนก็ถือเป็นการรวมพลังเพื่อเพิ่ม อำนาจต่อรองในสังคมโลก
ได้มาก ทั้งในเชิงของเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อาจารย์อัครพงษ์  ค่ำคูณ แห่งสถาบันนานาชาติปรีดี พนมยงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียน  อ.อัครพงษ์  กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า  เดิมทีอาเซียน
เป็นองค์กร ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาความร่วมมือในการต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์  ประเทศสมาชิกแต่เดิม 5 ประเทศมี
ไทย   สิงคโปร์   มาเลเซีย  อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์   5   ประเทศนี้มีแนวความคิด  ไปทางตะวันตก  แนวเสรีนิยม 
เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน  
           “ ตอนนั้นมีภัยคุกคามคือ  คอมมิวนิสต์  ก็เลยมารวมตัวกันว่าจะทำยังไงให้เป็นสมาคม   ที่สร้างความร่วมมือ
และความมั่นคง  ทีนี้พอร่วมมือกันแล้ว  คอมมิวนิสต์  ก็หมดไป   แต่องค์กรนี้มันยังอยู่    ก็เลยมาคิดว่าในโลกที่เป็น
โลกาภิวัฒน์เนี่ย   มันไม่ได้มีแต่ความมั่นคงของรัฐ   มันมีเรื่องอื่น ๆ ด้วย  เช่น  เรื่องการค้า  การลงทุน  พอยุค 1990
เป็นต้นมา    เมื่อคอมมิวนิสต์หมดไป   กำแพงเบอร์ลินล่มแล้วคอมมิวนิสต์ในจีน    ก็เริ่มที่จะเปิดตัวเองเปิดตลาด
การค้าเสรี ประเทศเหล่านี้ก็คิดกันว่าเราอยู่ไม่ได้แล้ว  เราจะต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า ประชาคมเศรษฐกิจ คุณชาติชาย
(พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน อดีตนายกรัฐมนตรี) ก็มาสำทับเรื่องเปลี่ยนสนามรบให้เป็น สนามการค้า  เพราะฉะนั้น
แต่เดิมอาเซียนซึ่งคุยกันแต่เฉพาะรัฐมนตรีว่าทำยังไง เราจะหามาตรการกันยังไง ก็มีความร่วมมือด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมา
เนื่องจากโลกมันเปลี่ยนไป

             อ.อัครพงษ์บอกด้วยว่าในแนวคิดที่ดำเนินรอยตามประชาคมยุโรปนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ  ประเทศในยุโรป
ถือว่ามีมาตรฐานหลาย ๆ อย่างใกล้เคียงกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ หรือ  เรื่องทางด้านสังคม
และวัฒนธรรม  ในขณะที่ประเทศแถบอาเซียนยังมีความแตกต่างในหลาย ๆ ด้านอยู่ค่อนข้างมาก  
           “สิ่งสำคัญที่เราเรียกว่าประชาคมอาเซียนก็คือ เรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน  ถนน  รถไฟ เรื่องเหล่านี้ก็ต้อง
ทำให้ได้ ในยุโรปทำไมเค้าถึงไปมาหาสู่กันได้ง่าย เพราะว่าถนนเค้าผ่านกันไปได้เลย สถานะการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
เค้าค่อนข้างจะใกล้กัน   ไอเดียก็คือว่าทำอย่างไรให้คนในภูมิภาคนั้นอยู่ด้วยกันอย่างสงบสันติ  ไอเดียของอาเซียน
ก็เหมือนกัน   คืออยากให้แต่ละประเทศนั้นอยู่ด้วยกันได้   แต่ก็มีประเด็นว่าประเทศเล็กก็จะมองว่าสงบสันติแปลว่า
มาเอาเปรียบฉันหรือเปล่า  ประเทศใหญ่ก็รู้สึกว่า อยากจะเข้ามา  เพราะทรัพยากรในประเทศมันหมดแล้ว  มันต้องไป
เอาอะไรต่อมิอะไรจากเพื่อนบ้าน ถามว่ามันจะเป็นยังไง ในอาเซียน  คือสาระสำคัญจริง ๆ ตามข้อ 1 บอกว่า อาเซียน
ร่วมมือกัน  เพื่อสร้างความผาสุขให้ประชาชน ในภูมิภาค  นั่นคือสาระสำคัญ  คือทำยังไงก็ตาม  เมื่อมนุษย์อย่างที่เรา
บอกว่า  รุ้งหลายสีมันสวยดี  สีเดียวมันไม่สวย  เพราะฉะนั้นรุ้งต้องมีหลายสี  แต่ละประเทศในอาเซียนก็คิดว่าฉันเก่ง
เรื่องนี้  เธอเก่งเรื่องนั้น  มารวมกันดีกว่า จะได้เป็นทั้งตลาดด้วย  เป็นทั้งผู้ผลิตด้วย แล้วก็เป็นลูกค้าของประเทศอื่นๆ
ที่จะเอาสินค้ามาขาย  สร้างอำนาจในการต่อรอง  เพราะเวลารวมตัวกันเนี่ย  เหมือนกับเราอยู่บ้านคนเดียว  เวลาจะไป
สู้กับเขาก็สู้ไม่ได้ จะต้องเอาเพื่อนบ้านในหมู่บ้านถ้ารวมตัวกัน เป็นหนึ่งไปแข่งขันกับประเทศอื่นเราก็มีอำนาจต่อรอง
เพราะประเทศไทยมีพลเมือง 60 ล้านคน  ไปต่อรองกับอเมริกา 200 กว่าล้าน 
เราสู้เอาอาเซียนเกือบ 500 ล้านไปสู้
อเมริกาดีมั้ย อย่างนี้ก็คือสาระสำคัญที่จะอยู่ในโลกของการแข่งขันในภาวะโลกาภิวัฒน์

          อย่างไรก็ตามในการดำเนินงานให้เป็นประชาคมอาเซียนนั้น ได้มีการกำหนดกรอบแนวคิดโดยแบ่งเป็น 3 ด้าน
หรือ 3 เสาหลักได้แก่  ด้านเศรษฐกิจ  ด้านสังคม วัฒนธรรม  และด้านการเมือง ความมั่นคง  อ.อัครพงษ์บอกว่า
กรอบแนวคิดแบบนี้ก็มี ความเหมาะสมอยู่  เพียงแต่มีความรู้สึกว่าด้านเศรษฐกิจจะเป็นตัวนำเกินไป 

อาจารย์อัครพงษ์  ค่ำคูณ

          “อย่างที่ผมเน้นเวลาสอนหนังสือว่า ต้องเอาเสาสังคม วัฒนธรรม  มาก่อน  ทำไมอเมริกามาขายของบ้านเรา
แล้วเกิดความภักดีในตราสินค้า (brand loyalty)  เพราะเรามีความรู้สึกดี ๆ กับอเมริกา  หรือแม้แต่ญี่ปุ่น  เกาหลี 
คือประวัติศาสตร์เนี่ยสำคัญ อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ที่เราไม่ค่อยมีประวัติศาสตร์ที่เป็นบาดแผล(wounded history)
เราก็จะรับง่าย   ทำไมสิงคโปร์ถึงค่อนข้างจะไปมีการลงทุนและสินค้าเข้าไปได้ง่าย   เพราะเขาไม่ได้มีประวัติศาสตร์
บาดแผลกับประเทศต่าง  ๆ  เหล่านั้น   ประเทศอื่นเค้าเน้นเสาหลักเศรษฐกิจเนี่ย  โอเค  แต่ถ้าเราจะไปมุ่งเสาหลัก
เศรษฐกิจเนี่ยเราต้องรู้ว่าสินค้าของเราหรือคนของเราจะเข้ากับคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น  มันจะไม่เป็น mass product
มันอาจจะเข้ากับฟิลิปปินส์ได้ หรือสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดฯ บรูไนได้ แต่ว่าประเทศเหล่านั้นก็อยู่ไกลมาก ค่าขนส่ง
โลจิสติค   สินค้าเราต้องแพงเลยแหละ  ถ้าเราจะขายพวกไฮเอ็นด์ การตลาดที่เป็น  brand positioning  จะเอาไง 
ก็ไปขายสิงคโปร์  แต่ถ้าจะขายพวก mass product  ก็ไปขายให้ลาว  เขมร  เวียดนาม  position ของเราคืออะไร 
ในกลุ่มความร่วมมืออาเซียน  เราได้รับหน้าที่คือคนที่ดูแลเรื่องการท่องเที่ยว   และศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศ 
เพราะเรามีสนามบินดี   อยู่ใจกลางพอดีเลย   ถ้าถามว่าความสามารถของประเทศไทยเนี่ย   พร้อมมั้ย ?    ถ้าเราจะมุ่ง
ทางด้านเศรษฐกิจ  เราต้องมองเลยว่าเราจะขายให้ใครได้บ้าง” 
          “  ผมเสนอว่าเราควรเอาเสาหลักทางด้านสังคม  วัฒนธรรม  ขึ้นมา  อันนี้จะเป็นตัวช่วยให้อาเซียนสามารถที่จะ
เข้าใจกันมากขึ้น   เอาง่าย ๆ  เวลาเราพูดถึงคนพม่า  มาทำงานบ้านเราเนี่ย  2  ล้านกว่าคน นะครับ  ไม่ธรรมดานะครับ 
ไปตลาดไทเนี่ย  มีแต่พม่า  เขมร  กะเหรี่ยง   ตลาดไทกลายเป็นตลาดนานาชาติ  ยังเงี้ยเรามีนโยบายยังไง  ค่าแรง
วันละ 300 บาทจะขึ้นให้กับคนเหล่านี้มั้ยปัญหาเรื่องของการควบคุมคนเวลาเราพูดถึงพม่าเราก็รู้สึกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
เพราะเราโดนเผากรุงศรีอยุธยาเรื่องเหล่านี้เนี่ยมันไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญมากแต่ว่ามันอยู่ในใจรอวันระเบิดได้ตลอดเวลา
แล้วมันก็สร้างความเกลียดชัง ประเทศเราอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าไปดู คนเขมร คนลาว เค้ารู้สึกเค้ามีปมด้อย  ไอ้เรา
มีปมเขื่อง  เวลาเราไปไหน ไปลาวนี่ค่อนข้างจะเสียงดัง  ใหญ่มากเงินบาทนี่  ไปเขมรเราก็รู้สึกกร่างดีจริง ๆ  แต่พอไป
ยุโรปเราก็จะรู้สึกหดตัวนิดนึง ไปอเมริกาก็หด ๆ นิดนึง ก็เหมือนกันเป็นธรรมดาของมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องถูกเรื่องผิดนะครับ
ไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดี  แต่ว่าเป็นเรื่องที่เราจะทำยังไงถึงจะเพิ่มวิธีคิดแบบนี้ให้กับสังคมว่ามนุษย์มันก็อยู่ด้วยกันยังงี้แหละ
มันก็มีดีมีไม่ดี เวลาพูดถึงคนลาว คนเขมร เราก็จะรู้สึกเหยียด ๆ นิดนึง ซึ่งมันเป็นธรรมดาแค่คนในบ้านเราเองพี่น้องกัน
เรายังเหยียดกันเลย ไม่ต้องคิดมาก  เพราะฉะนั้น 3 เสาหลักมาถูกทางแล้ว  เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม  แต่ค่อนข้าง
ที่จะเน้นเศรษฐกิจมากเกินไป”
         ทั้งนี้เมื่อมีการเปิดเสรีทางการค้าอันเป็นผลพวงจากประชาคมอาเซียนอ.อัครพงษ์บอกว่าก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย  
อยู่ที่เราจะรับมืออย่างไร  
       “ที่สำคัญก็คืออย่าไปกลัวว่าการเปิดตลาดเสรีจะทำให้เราแพ้ถ้าของเราดีจริงผมไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่ เราชอบบอก
ว่าทุนนิยม มันมากับความเอารัดเอาเปรียบ   แต่ในแง่นึงมันก็ทำให้เรา ถีบตัวขึ้น  ทำให้เราพัฒนาตัวเองมากขึ้น เอารัด
เอาเปรียบก็จริง  แต่รัฐบาลต้องมีกลไกอะไรบางอย่าง   ส่วนในด้านความมั่นคง   ผมคิดว่าเราเน้น ความมั่นคงของรัฐ 
คือการคงอยู่ของรัฐบาลมากเกินไป   ความมั่นคงของรัฐใน  ที่นี้ผมคิดว่าเราต้องใส่เรื่อง  ความมั่นคงของมนุษย์ด้วย 
การอยู่ดีกินดี  ความมั่นคงในเรื่องของอาหาร  สุขภาพอนามัย  เราเน้นแต่ในเรื่องทหาร  อาเซียนเน้นในเรื่องทหาร 
ซึ่งตอนนี้ความขัดแย้งในเรื่อง  การสู้รบมันค่อนข้างจะน้อยหรือหมดไปในโลกนี้  ยกเว้นจะสู้กันเองภายใน”

ประชาคมอาเซียน

รู้จักเพื่อนบ้านที่ไม่ใช่แค่เพื่อนบ้าน

         อีกผู้หนึ่งซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมความรู้แก่เด็กเยาวชนและประชาชนทั่วไปก็คือ  ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล
รองผู้อำนวยการ อุทยานการเรียนรู้ หรือ TK Park  ซึ่งมีภารกิจหลักในการส่งเสริมการอ่าน 
         “   ในส่วนที่เราเกี่ยวข้องกับ  ประชาคมอาเซียน   ก็คือใน เรื่องของการเรียนรู้  การอ่าน จะเป็นการเปิดประตู
เปิดพรมแดนสู่ความเป็นอาเซียนด้วยซึ่งจะเป็นเหมือนการที่เราจะก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเข้าใจซึ่งกันและกัน
ตรงนี้ก็คิดว่าเราก็ได้ทำมาในระดับหนึ่งเราก็มองว่าความเป็นประชาคมอาเซียนเนี่ย มันก็เหลือเวลาอีก4ปี เด็ก เยาวชน
และประชาชนทั่วไปรู้จักประเทศอาเซียนแค่ไหน   ตรงนี้ต่างหากที่เราคิดว่าถ้าหากว่าเราศึกษาจาก ประเทศเพื่อนบ้าน
จริง ๆ  แล้วก็มาดูว่า แต่ละประเทศเค้าเตรียมความพร้อมมันสอดคล้องกัน หรือไม่  ยกตัวอย่างถ้าหากเราไป  สิงคโปร์
เอกสารที่เค้าแจก   จะมีหลายภาษา  รวมถึง ภาษาไทยด้วย  แต่ของเราไม่มี  เรายังไม่ได้คิดถึงตรงนี้  เราควรจะมีครบ
ทุกภาษาในประเทศสมาชิกซึ่งทางเราเองเราก็ได้มีการประชุมระดมสมอง เพื่อที่จะมองหาแนวคิดในการที่จะ เตรียมคน 
เตรียมเด็กและเยาวชน  ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการของเราก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน”
          เมื่อถามว่าภาพในจินตนาการในอีก4ปีข้างหน้าเมื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจะป็นอย่างไรบ้าง ดร.ทัศนัยบอกว่า
          “  ถ้าเรามองในแง่บวกนะคะ  เราก็ยังมีเวลาอีก 4 ปีในการที่เราจะเตรียมการไปถึงตรงนั้น   ซึ่งตรงนี้ก็อยากจะให้
มีการเปลี่ยน ทัศนคติกันสักเล็ก ๆ   คือตอนนั้นเรามองประเทศเหล่านั้น   มองอย่างเพื่อนบ้านจริง ๆ    คือเป็นประเทศ
ที่ตั้งติดอยู่กับฉันแต่ฉันจะสนใจเค้ารึเปล่าทีนี้อยากจะให้มองว่าไม่ใช่แค่เพื่อนบ้านแต่เป็นเพื่อนของเราด้วยเพราะฉะนั้น
ถ้าหากว่ามองอย่างเพื่อน   มันก็หมายถึงว่าเราก็ต้องพยายามที่จะรู้จักกัน  ให้มากกว่านี้   เพราะฉะนั้น ถ้าหากทุกภาคส่วน
ร่วมมือในการที่จะทำงานร่วมกัน อย่างเช่นอย่างที่เห็นตอนนี้ สพฐ.ก็มีหลักสูตรอาเซียนทางเราเองก็ได้ร่วมมือกับ กศน.
ที่จะดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย   ในเรื่องของการที่จะทำมุมอาเซียน   หรือกิจกรรมที่จะ เสริมทางด้านนี้  TK Park  เอง
ก็มี  เครือข่ายระดับจังหวัด  เราก็จะให้จังหวัดชายขอบนี้  เป็นในลักษณะคล้าย ๆ  กับเป็นศูนย์ในการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับ
ประชาคมอาเซียน  เพิ่มขึ้นมาด้วย  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของการ  เสริมสื่อการเรียนรู้  รวมถึง  กิจกรรมต่าง ๆ ด้วย 
ประชาคมอาเซียน รวมทั้งหมด  3  แกนหลัก ๆ ก็คือด้านเศรษฐกิจ  การเมือง  สังคม วัฒนธรรม  ซึ่งความจริงที่เรามอง
ตอนนี้ส่วนใหญ่ที่จะพูดถึง  ก็จะพูดถึงเศรษฐกิจกับการเมืองเป็นหลัก  พูดถึงแรงงานที่จะไหลเข้ามา  พูดถึงเมืองที่ตอนนี้
อาจจะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเพราะว่าชายแดนเปิด  เป็นชายแดนเสรี  เป็นการเปิดพื้นที่เสรีขึ้นมา  แต่ความจริงสิ่งที่
มันเป็นพื้นฐานจริง ๆ คือสังคมและวัฒนธรรมการที่เรารู้จักเข้าใจกัน ในฐานะบุคคลในฐานะมนุษย์ ซึ่งเราจะรู้ว่าพฤติกรรม
ชีวิตความเป็นอยู่  วิถีของเค้าเนี่ยเป็นอย่างไร  ตรงนี้ต่างหาก ที่เราสามารถที่จะสร้างความเข้าใจแล้วก็สามารถที่จะทำให้
เกิดแนวร่วมในเรื่องความร่วมมือทางด้านอื่น ๆ ได้”

ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล

          ในเรื่องการแข่งขันในหมู่เพื่อนบ้านนั้นดร.ทัศนัยบอกว่าถามว่าก็คงมีส่วนหนึ่งแต่จะเป็นการแข่งขันกันแบบเข้าใจ
ไม่ใช่ว่ามองทุกคนเป็นศัตรู หรือว่ามองว่าจะมีคนมาแย่งแต่มองว่าเป็นการทำงานร่วมกัน เป็นการเสริมในจุดที่ประเทศไทย
ยังอ่อนเป็นการจับมือกันเพื่อความเป็นประชาคมส่วนในด้านการเตรียมพร้อมรับมือของเด็กๆ และเยาวชนนั้น ดร.ทัศนัย
กล่าวว่าเด็ก ๆ ของเราจะต้องรู้จักตัวเองด้วย นอกเหนือจากที่จะต้องรู้จักเพื่อนบ้าน  
         “เราต้องพร้อมคือในลักษณะของการทำงานไม่ว่าจะในเรื่องของการศึกษาเล่าเรียน  เพราะว่าตรงนี้นี่มันจะเปิดกว้าง
มากยิ่งขึ้นแล้วก็ในเรื่องของการศึกษาตอนนี้ แม้กระทั่งกระทรวงศึกษาเองก็ไม่ได้จัดการศึกษาเฉพาะชาวไทย แต่จัดการ
ศึกษาให้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย   เพราะฉะนั้ก็ต้องพูดในเรื่องของชาวต่างชาติด้วย   ไม่ว่าจะเป็นแรงงานข้ามชาติ
หรือใครก็ตามหรือแม้แต่กระแสของการที่จะแลกเปลี่ยนในเรื่องวิชาการด้วย เราก็ต้องรับในส่วนนี้ด้วย  นี่คือเรื่องในระบบ
การศึกษา  แต่ถ้าในเรื่องของอาชีพ  เราก็ต้องยอมรับว่าคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าน่าจะมีแรงงานต่างชาติที่จะข้ามพรมแดนกันมา
ตรงนี้เราก็คิดว่าเราก็ควรจะต้องเตียมตัวว่า ความพร้อมของเราอยู่ตรงไหน”

ความสามัคคีกลมเกลียว

ความหลากหลายอันกลมเกลียว

           ความหลากหลายทางวัฒนธรรมสามารถสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ตัวอย่างเช่น อเมริกา สิงคโปร์ มาเลเซีย
ซึ่งมีคนหลายเชื้อชาติมาอยู่ร่วมกันสังคมจึงเปรียบเสมือนสังคมสายรุ้ง มีทุกสีสัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติความมีเสถียรภาพ
ความรักชาติ ไม่ได้ทำให้คนเหมือนกันหมด  แต่การทำให้คนในชาติรู้สึกสะดวกใจ สบายใจที่จะแสดงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์
ของตัวเองภายใต้ความเหลื่อมล้ำที่มีไม่มากต่างหากที่เป็นหลักประกันความมั่นคงในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 
          เมื่อไหร่ก็ตามที่อาเซียน  เดินหน้าผลักดันให้คนเหมือนกัน   อาเซียน ก็จะหมดเสน่ห์ และอาจนำไปสู่ ความขัดแย้ง
และความรุนแรง  ดังที่ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวไว้ว่า  
         “หากจะสร้างประชาคมอาเซียน ต้องส่งเสริมประชาคมสังคมและ วัฒนธรรมอาเซียน  ให้ทุกคนในอาเซียนตระหนักว่า
มรดกทางวัฒนธรรม มีค่า ต้องรักษาไว้ หากทำไม่ได้ ในปี 2015 อาเซียนก็จะยืนอยู่บนรากฐานที่สั่นคลอน”

คุณล่ะ  เตรียมพร้อมที่จะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนแล้วหรือยัง...

 

 


                             


Copyright © 2007 by All Magazine   |  Login | 



);