เรื่องจากปก : เบญจภรณ์ ลิ้มเจริญเงิน
เปลี่ยนวิธีคิด...พลิกชีวิตสู่ความสำเร็จ
ปุ๊กลุก - ฝนทิพย์ วัชรตระกูล

คงไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงจนเกินไปนัก หากจะบอกว่า ณ ช่วงเวลานี้คนทั่วประเทศไม่น่าจะมีใครไม่รู้จัก
หญิงสาวหน้าตาสะอาดสะอ้านที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเรา ชื่อ ฝนทิพย์ วัชรตระกูล สาวน้อยนัยน์ตาคม วัย 21 ปี
กับความสามารถเกินขีดจำกัดของเธอ ซึ่งคว้าตำแหน่ง ‘มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ปี 2553’ มาครอบครอง
พร้อมทั้งแจ้งเกิดบนเวทีระดับโลกด้วยการคว้า 3 รางวัล อย่าง ชุดประจำชาติยอดเยี่ยม, Miss Photogenic
และ Miss People’s Choice Award ในการประกวด ‘มิสยูนิเวิร์ส 2010’ มาได้อย่างภาคภูมิ
ในโลกของแวดวงสาวงาม หญิงสาวที่เราเรียนกันติดปากว่า ‘ปุ๊กลุก’ คนนี้ มีความสนใจทางด้านกฎหมาย
มาตั้งแต่ยังเยาว์ และปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ทว่าในโลกของวงการบันเทิง เธอนั้นเป็นหนึ่งในนางเอกคลื่นลูกใหม่ของ สถานีวิทยุโทรทัศน์สีกองทัพบก
ช่อง 7 ด้วยบุคลิกมาดมั่น และสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ฉายแววให้กลายมาเป็นนางเอก
ที่กำลังได้รับบทบาทที่หลากหลายมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นบทหญิงไทยผู้สูงศักดิ์นามว่า ‘แม่ประยงค์’
ในละครเรื่อง ‘ทวิภพ’ ต่อด้วยบทสาวนักศึกษาใน ‘เรือนล้อมรัก’ และ ‘เพลงรักบ้านนา’ ที่กำลังจ่อคิวลงจอ
ในอีกไม่นาน
“จริง ๆ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะได้มาทำงานในวงการบันเทิง” เริ่มต้นประโยคด้วยรอยยิ้มสดใส เมื่อเรา
ถามถึงความฝันในวัยเด็ก
“ตอนนั้นจำได้ว่าเราอยากจะเป็นนักกฎหมายมากกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นคนนิสัยตรง ๆ ด้วยมั้ง (หัวเราะ)
ส่วนตัวเป็นคนที่จะรับฟังเหตุผลเป็นหลัก ถ้าหากมีน้ำหนักไม่เพียงพอก็จะไม่ปักใจเชื่อง่าย ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่า
ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น คงเพราะเห็นคุณพ่อเป็นตัวอย่างตั้งแต่เด็ก ๆ ท่านจะเลี้ยงดูเราโดยให้อิสระทางความคิด
ถ้าตัดสินใจทำอะไร ลงไปแล้วเห็นว่าผิด ก็มักจะถามเหตุผลก่อนเสมอว่า เพราะอะไรถึงทำอย่างนี้ แล้วท่านถึงจะ
นำเหตุผลของท่านกับของเรา มาเปรียบเทียบกันให้เห็นว่า อันไหนคือสิ่งที่ถูกต้อง ตรงนี้เองที่ทำให้จุดประกาย
ความคิดอยากที่จะเรียนทางด้านนี้อย่างจริงจัง
อีกอย่างปุ๊กลุกคิดว่าการที่ในสังคมมีกฎระเบียบแบบแผนมารองรับในทุก ๆ เรื่อง ทำให้คนในสังคมมีระเบียบวินัย
มากขึ้น สร้างความเป็นธรรมในสังคม การเรียนนิติศาสตร์จึงเป็นเสมือนการที่เรามีอาวุธทางปัญหา และไม่ว่าใคร
หน้าไหน ก็ไม่สามารถ รังแกเราได้ง่าย ๆ ซึ่งพอมีโอกาสได้ศึกษาจริง ๆ จัง ๆ ก็ทำให้รู้ว่านี่แหละค่ะ คือตัวตนของ
ปุ๊กลุกเอง”
ว่าแต่ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา เราอยากรู้เหลือเกินว่า ระหว่างการเรียนในสิ่งที่เธอรักควบคู่ไปพร้อม ๆ กับ
อาชีพที่เธอใฝ่ฝัน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากสองสาขาอาชีพซึ่งแตกต่างกันนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
“สำหรับ ปุ๊กลุก การที่ได้เรียนกฎหมายมันเป็นประโยชน์ทั้งกับคนอื่นและตัวเอง คือได้ช่วยเหลือคน และได้
ฝึกการคิดวิเคราะห์ ใช้หลักเหตุผล ส่วนนักแสดงมันก็ทำให้เราได้เจอกับประสบการณ์หลายอย่างเหมือนกัน ทุกวันนี้
จากการที่ได้เข้ามาในวงการโดย ไม่ได้คาดคิด เราก็เริ่มคิดแล้วว่าอยากจะเป็นนักแสดงที่ดี เพราะตั้งแต่วันแรกที่
ปุ๊กลุกเข้ามาสมัครที่กองประกวด ก่อนหน้านี้รู้จักแค่คำว่าดารา เราไม่เคยรู้จักคำว่านักแสดงเลย แต่พอเราได้เจอรุ่นพี่
ที่มากฝีมือ ผู้กำกับ เจอผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการแสดงมากขึ้นมันก็ทำให้คำว่าดาราหายไปเหลือแต่คำว่านักแสดงเพราะ
การเป็นนักแสดง คือ การทำทุกอย่างเพื่อที่จะเป็นตัวละครตัวนั้นให้ดีที่สุด นักแสดงไม่ใช่อาชีพที่ต้องขายแต่หน้าตา
เหมือนกับดารา เดี๋ยวนี้ดาราหน้าตาดีอย่างเดียวแต่การแสดงห่วงแตก ไม่มีความตั้งใจ คุณก็เป็นนักแสดงที่ดีไม่ได้หรอก
สองอาชีพนี้ ดูไม่น่าจะไปด้วยกันได้ ประสบการณ์การแสดงช่วยในเรื่องของหลักจิตวิทยาได้เยอะเหมือนกัน มันทำ
ให้เรามองอะไรเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การแสดงมันทำให้เรามีความเห็นอกเห็นใจ มองเห็นตัวตนของคนอื่นมากขึ้นว่า
คน แต่ละคนแตกต่างกันอย่างไง เขาน่าจะไปพบเจออะไรมาบ้างถึงแสดงออกด้วยวิธีนี้ การแสดงมันหล่อหลอมให้เรา
คิดแบบนี้โดยไม่รู้ตัว ในขณะที่การเป็นนักกฎหมายมีหลักทางความคิดที่คล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะคนเรียนกฎหมาย
เพื่อต้องการนำความรู้ไปช่วยคนที่ตกทุกข์ได้ยากเช่นกัน”
แต่การเป็น ‘นักแสดง’ ก็ไม่ได้ส่งผลแค่ในแง่บวกเท่านั้น เพราะการทำงานที่ต้องเดินทางไปยังต่างจังหวัดมักต้อง
ประสบอุปสรรค์มากนัก ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนดั่งที่ทุกคนคิดเสมอไป
“ตั้งแต่แสดงละครเรื่องแรก ช่วงเวลาพักผ่อน ก็เปลี่ยนไป ด้วยความที่เราต้องถ่ายละครอยู่ต่างจังหวัดบ่อยครั้ง ทำให้
ต้องนอนหลับบนรถบ่อยมาก เลยกลายเป็นคนนอนสะดุ้งทุกสองชั่วโมง เพราะวิตกจริตว่าจะถึงคิวของตัวเองแล้วหรือยัง
จุดนี้เองที่ทำตัดสินใจเลือกซื้อรถบ้านเพื่อที่จะทำให้เราพักผ่อนสมองได้อย่างเต็มที่
ปุ๊กลุก ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนมาก ด้วยความที่เป็นคนไฮเปอร์ตลอดเวลา ทำให้เราต้องใช้พลังมากกว่าคนอื่น
และหมดแรงได้ง่ายกว่าคนทั่วไป การที่เรามีที่พักส่วนตัวทำให้เรานิ่งและได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ทั้งมีห้องน้ำในตัวพร้อม
กับที่เปลี่ยนเสื้อผ้า หมดกังวลไปเลย เพราะเวลาที่อยู่กับคนเยอะ ๆ เป็นคนที่จะไม่มีสมาธิ ทำให้ต้องอ่านบทอยู่ในรถ
เพื่อที่จะทำสมาธิอยู่คนเดียววิเคราะห์ตัวละครนั้น ๆ พอออกมาก็สามารถบ้าได้เต็มที่ เพราะเราทำความเข้าใจแล้วทุกคน
ในกองถ่ายก็จะหมั่นไส้มากเพราะว่าตี 3 ทุกคนหมดแรงแล้ว แต่เรายังมีแรงแกล้งคนอื่น ในขณะที่พวกเขาง่วงนอนกัน
การพักผ่อนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนในวงการบันเทิง ถ้าให้เลือกระหว่างขายคอนโดกับขายรถก็คงเลือกขาย
คอนโดฯ ค่ะ”
ปัจจุบันถึงแม้ว่าเธอจะเข้ามาทำงานเป็นนักแสดงเต็มตัวแล้วก็ตาม ด้วยนิสัยใจคอที่ตรงไปตรงมากับความรู้สึกนั้น
ทำให้สาวน้อยคนนี้ต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงและปรับตัว เพื่อก้าวเดินบนเส้นทางบันเทิงอย่างมั่นคง
“ตั้งแต่เริ่มแสดงละครมาได้ 2 ปี ถือเป็นช่วงที่ต้องค่อย ๆ ปรับตัวค่ะ ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เรากลายเป็นผู้ใหญ่
มากขึ้น เรียนรู้ธรรมชาติของการทำงานกับคนหมู่มาก เคยมีครั้งหนึ่งรอเข้าฉากนานมาก ทำให้กระทบกับตารางงานของ
ปุ๊กลุกด้วยความที่เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ไม่คิดหน้าคิดหลัง เราเห็นว่าเขาควรจัดการเวลาให้ดีกว่านี้ เลยแสดงความ
ไม่พอใจออกมา ทำให้คนที่ฟังรู้สึกว่าเป็นกิริยาที่ก้าวร้าว ไม่มีสัมมาคารวะ ประสบการณ์นี้เองที่สอนให้รู้ว่า ถึงแม้จะไม่มี
เจตนาทำร้ายใคร แต่ในสังคมของการทำงานก็ควรที่จะเก็บอารมณ์ให้มากขึ้น เดี๋ยวนี้ถ้าหากต้องรอนาน ๆ ปุ๊กลุก ก็จะหา
หนังสือมานั่งอ่านไปเรื่อย ๆ ส่วนตัวคิดว่า การเรียนรู้ลักษณะการทำงานของแต่ละกองถ่ายถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ละที่จะ
แตกต่างกันออกไป จำเป็นต้องปรับความเข้าใจให้มากที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ค่ะ”
ปุ๊กลุก ถือเป็นหญิงสาวที่มีความชัดเจนในความคิด และยังถือเป็นไอดอลของผู้หญิงยุคใหม่ ที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้า
แสดงออก อย่างสร้างสรรค์ เธอเป็นคนหนึ่งที่ตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิความเท่าเทียมระหว่างเพศหญิง
และเพศชายใน สังคมไทยทุกวันนี้
(โปรดติดตามต่อในเล่ม)