สกู๊ปพิเศษ
นายกหญิง

ในโอกาสที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก นวนิยายที่เหมาะจะนำมาวิจารณ์มากที่สุดในครั้งนี้
คือ นายกหญิง ผลงานประพันธ์ของ ‘ทมยันตี’ นักเขียนยอดนิยมตลอดกาลของไทย นวนิยายไทยที่นำเสนอ
บทบาทของผู้หญิงในทางการเมืองและการบริหารประเทศมีอยู่ ๓ เล่ม คือ สตรีหมายเลขหนึ่ง นายกหญิง และ
รัฐมนตรีหญิง สองเล่มแรกเป็นผลงานของ ‘ทมยันตี’ ส่วนเล่มหลังเป็นผลงานของ ‘ดวงใจ’หรือ รศ. ประทุมพร
วัชระเสถียร ผู้ล่วงลับไปแล้ว ดวงใจเขียนเรื่องรัฐมนตรีหญิง ลงเป็นตอน ๆ ในนิตยสาร ‘สตรีสาร’ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘
ทมยันตีเขียนเรื่องนายกหญิง ลงในนิตยสาร ‘ขวัญเรือน’ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ และก่อนหน้านั้น ๒๐ ปี ได้เขียน
เรื่องสตรีหมายเลขหนึ่ง ลงในนิตยสาร ‘สกุลไทย’ ซึ่งเป็นเรื่องราวของประเทศสมมุติที่อยู่ในแถบเอเชีย นวนิยาย
เปิดเรื่องโดยให้สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งหรือภรรยาประธานาธิบดีแห่งประเทศกราเซียลี้ภัยมาประเทศไทย
หลังเกิดการปฏิวัติ ต่อมามีข่าวสิ้นชีวิตของประธานาธิบดีเพราะเครื่องบินประสบอุบัติเหตุจากนั้นเรื่องเล่าจึงย้อนไป
สู่อดีต แม้ว่าจะเป็นเรื่องของสตรีหมายเลขหนึ่ง แต่เธอก็ยังเป็นเพียงคู่ชีวิตของประธานาธิบดี ไม่มีบทบาททาง
การเมืองโดยตรง หากรับบทบาทของคนรัก เมีย และแม่
นายกหญิงจึงนับเป็นนวนิยายแสดงวิสัยทัศน์ของทมยันตีในการจินตนาการถึงศักยภาพของผู้หญิงไทยว่า
หากได้รับโอกาส ผู้หญิงสามารถครองตำแหน่งทุกอย่างที่ผู้ชายครอง และอาจสามารถทำงานในตำแหน่งหน้าที่นั้น
ได้ ‘ดี’ และมีประสิทธิภาพกว่าผู้บริหารเพศชายบางคน เวลาผ่านมา ๑๙ ปี วิสัยทัศน์ของทมยันตีเป็นจริง
ประเทศไทยมีนายกหญิง แต่นายกหญิงตัวจริงของเราจะบริหารบ้านเมืองได้สมกับที่ทมยันตีวาดภาพไว้หรือไม่
ทั้งทมยันตีและเรา - คนไทยต้องรอดูกันต่อไป

ในระดับโลก ในหลายประเทศ ผู้หญิงมีโอกาสก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอันเป็นตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง
มาแล้ว โลกมีนายกรัฐมนตรีหญิงมาแล้ว ๕๑ คน นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลก คือนางสิริมาโว บันดาราไนยาเก
(Sirimavo Bandaranaike) แห่งศรีลังกา คนที่สองและคนที่สามก็มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีเช่นกัน นั่นคือ
นางอินทิรา คานธี (Indira Gandhi) แห่งประเทศอินเดีย และนางโกลดา แมร์ (Golda Meir) แห่งประเทศอิสราเอล
น่าภาคภูมิใจที่เริ่มมีนายกรัฐมนตรีหญิงในประเทศทางเอเชีย และในประเทศที่อาจกล่าวได้ว่าผู้หญิงมีสถานภาพ
ทางสังคมเป็นรองเพศชายอย่างมาก หลังจากนายกรัฐมนตรีหญิงทั้ง ๓ คนที่กล่าวไปแล้ว โลกมีนายกรัฐมนตรีหญิง
อีก ๔๘ คน กระจายอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวีปยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และแอฟริกา บางคนทำงาน
จนครบวาระ บางคนทำงานหลายวาระ บางคนต้องหลุดจากตำแหน่งก่อนวาระ และบางคนสิ้นชีวิตเพราะถูกลอบ
สังหาร ปัจจุบันมีนายกรัฐมนตรีหญิง ๗ คนใน ๗ ประเทศ คือ เยอรมนี ออสเตรเลีย เปรู มาลี สโลวาเกีย และตรินิแดด
แอนด์โตแบคโก กว่าบทความนี้จะเผยแพร่ ประเทศไทยคงได้รับการบันทึกว่าเป็นประเทศที่ ๘ ที่มีนายกรัฐมนตรีหญิง
อันดับที่ ๕๓ ของโลก เมื่อคิดอย่างนักสตรีนิยม นี่คือชัยชนะของสตรีไทยบนเวทีการเมืองที่บุรุษครองพื้นที่มายาวนาน
เนื่องจากการเมืองไทยเมื่อเกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว ไม่มีช่องว่างให้ผู้หญิงมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นวนิยายเรื่อง
นายกหญิง ของ ทมยันตี จึงใช้ฉากสมมุติของประเทศไทวัคซึ่งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำนองเดียวกับประเทศ
กราเซียในเรื่องสตรีหมายเลขหนึ่ง เข้าใจได้ไม่ยากว่าการใช้ฉากและเหตุการณ์เป็นอุปมาสมมุติเช่นนี้ น่าจะทำให้
ทมยันตีแสดงความคิดวิพากษ์วิจารณ์ “การเมือง” ไทยได้ถนัดปาก และปล่อยให้ผู้อ่านได้เติมเติมช่องว่างระหว่าง
พรมแดนของนวนิยายและความจริงเอาเอง สนุกทั้งคนเขียน สนุกทั้งคนอ่าน
ในเรื่องนายกหญิง มาดามโกลัญญ์ คริมา ภรรยาของคีน คริมา ต้องรับบทหัวหน้าพรรคหลังจากสามีและลูกชาย
เสียชีวิตจากการวางระเบิดสังหารของพรรคการเมืองคู่แข่ง ความฉ้อฉลทางการเมืองพาให้เธอซึ่งมี ส.ส. ของพรรค
เพียง ๑๓ คน ได้รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล พรรคการเมืองฝ่ายค้าน
กองทัพ พ่อค้ามาเฟีย และประชาชนธรรมดา ต่างเห็นว่าเธอเป็นเพียง ‘นายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ’ หรือ ‘ละครสลับ
ฉากสั้น ๆ ไล่เมื่อไรก็ต้องเลิกเมื่อนั้น’ และให้เวลาไม่เกิน ๖ เดือน โกลัญญ์ คริมา มีเวลาดำรงตำแหน่งมาดามนายก
รัฐมนตรีไม่ถึง ๖ เดือนอย่างที่ใคร ๆ คาดการณ์เอาไว้ แต่ไม่ใช่เพราะว่าเธอโง่เง่าอ่อนหัด บริหารงานไม่เป็น ถูกครอบงำ
โดยกลุ่ม ‘อำนาจเก่า’ หรือว่าอ่อนแอเป็นผู้หญิงเกินไป ตรงกันข้ามเธอครองตำแหน่งได้ไม่ครบวาระเพราะเธอฉลาด
เกินไป รู้ทันคน รู้ทันเกมการเมืองเกินไป แกร่งเกินไป และที่สำคัญยึดมั่นในความดีความถูกต้องเกินไป จนได้รับ
ฉายาว่า หญิงเหล็ก หรือนางสิงห์แห่งไทวัค ‘ไออ้อน หรือไลอ้อนแห่งไทวัค’ โกลัญญ์ไม่เสพติดสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่ว่าเก้าอี้
ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ ทรัพย์สิน หรืออำนาจ และแม้กระทั่งชีวิต เธอก็ปล่อยวางถือเป็นเรื่องของวัฏสงสาร
เธอมีความมุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน แต่ความมุ่งมั่นของเธอสร้างความหวาดหวั่นแก่บรรดา
‘ปลวกที่กัดแทะไทวัค’ เมื่อเธอเปิดโปงรายชื่อคนชั่วฝ่าย ‘อำนาจ’ ก็เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ละครฉากสั้นนี้ต้องเลิกเล่น
แต่เธอกลับสามารถบัญชาการจนพลิกสถานการณ์วิกฤตทางการเมืองได้ ชีวิตของเธอจึงต้องสังเวยให้แก่ ‘อำนาจ’ และ
‘พลังเงินตรา’ เช่นเดียวกับสามีและลูก
ปัญหาที่ทำให้ขาดเสถียรภาพทางการเมือง และฉุดรั้งไม่ให้ประเทศชาติก้าวหน้าตามที่ทมยันตีเสนอไว้ในนวนิยาย
เรื่องนายกหญิงไม่ต่างไปจากปัญหาการเมืองของจริง นั่นคือ การคอร์รัปชั่นที่เกิดจากความร่วมมือของนักการเมืองและ
นักธุรกิจ นอกจากนี้การที่คุณหญิงนักประพันธ์เขียนถึงการเมืองของประเทศไทวัคที่ขับเคลื่อนไปด้วยพลังอำนาจ ๕ ฝ่าย
คือ รัฐบาล ฝ่ายค้าน กองทัพ นักธุรกิจ และ ‘กลุ่มกวนเมือง’ ที่เป็นกลุ่มจัดตั้งด้วยพลังเงินชั่วร้าย ก็ช่างเป็น ‘กระจกเงา’
สะท้อนภาพการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยปัจจุบันยิ่งนัก คนอ่านนวนิยายเรื่องนายกหญิงจึงไม่รู้สึกว่าอ่านเรื่อง
ไกลตัวเลย
อย่างไรก็ตาม ความที่ผู้เขียนคงจะมี ‘อารมณ์’ กับความเลวร้ายของนักการเมืองอยู่ไม่น้อย
“เสียงเล่า” ของผู้เขียนซึ่งเล่าเรื่องในฐานะผู้รู้รอบ (omniscient narrator) จึงมีสำเนียงของความหงุดหงิดแฝงการ
เยาะหยัน เสียดสี เมื่อถ่ายทอดผ่านอารมณ์และความคิดของตัวละครฝ่ายร้ายไม่ว่าตัวใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคต้น
ของนวนิยายเรื่องนี้ ทำให้บุคลิกของตัวละครฝ่ายฉ้อฉลทั้งหลายคล้ายคลึงกันจนแยกไม่ออก อย่างเช่น บทแสดงความคิด
ในใจของตัวละครที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้าน
“นังเหนียงยานที่ทำเนียบมันพูดอย่างงี้แหละ แล้วไง..มันเก๊าะได้เสียงจากคนพื้นฐานท่วมท้น คราวหน้ากูคงจะต้อง
พูดอย่างงี้กับภารโรง..ใครจะว่าจำขี้ปากผู้หญิงมาก็ช่างมัน พอกูได้เป็นนายกฯ มันก็สังกะเสิญเจริญพรกู ลืมคนอื่น ๆ หมด
คุณสมบัติของนักการเมืองน่ะหรือ..ต้องอดทนและทนอด ต้องด้านหน้าและหน้าด้าน ต้องใจแข็งและแข็งใจ ประการสุดท้าย
..ต้องพร้อมจะฆ่าเพื่อนและถูกเพื่อนฆ่า !”
บทแสดงความในใจของนายพลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็มี ‘เสียง’ ไม่ต่างกัน
“พอเป็นแล้วเสือกคิดได้ วงศ์ตระกูลจะพินาศเพราะกูแหละ! ท่ามกลางพายุเงิน ท่ามกลางความหิวกระหายของคน
กูมารับตำแหน่งทำไมวะ ? กองทัพจะดันให้กูเดินอกแอ่นเข้าหารัฐบาล แล้ว
‘ยายนั่น’ ก็จะทิ่มกูกลับมา กูถูกอัดก็อปปี้แหง ๆ แล้วจะมาเป็นรัฐมนตรีหาพระแสงด้ามไหน ?”
เช่นเดียวกับบทรำพึงของประธานหอการค้า
“เป็นคำตอบ ‘ทั่วไป’ ซึ่งคาดไว้แล้ว ผู้หญิงรู้แค่รับจ่ายในบ้าน จะเข้าใจการเงินทั้งระบบได้อย่างไร อยู่นานเท่าไรก็
เจ๊งเท่านั้น
คราวหน้าใครจะเป็นนายกฯ วะเนี่ย ?”
และบทบรรยายความคิดของอธิบดีเมื่อถูกรัฐมนตรีพาณิชย์ ‘จวก’ ฐานให้ข้อมูลตัวเลขที่ทำให้ขายขี้หน้ามาดาม
นายกรัฐมนตรี
“ไอ้พวกเลขาฯ กะที่ปรึกษาของท่านละแสบ มันกล้าเอาตัวเลขจริงจากเราเสียเมื่อไหร่ มันตบตานายไปวัน ๆ พ่อค้า
วิ่งหาให้คึ่ก ตอนเช้ากะว่าจะเข้าพบสักหน่อย มันก็บอกว่าไม่ว่าง เข้าพบไม่ได้ เลยเปิดไปสัมมนาเสียให้สบายใจ แล้วเป็น
ยังไงบ้าง...อย่างนี้กูก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ‘เป็น’ น่ะไม่ยาก แต่ตอน ‘จะเป็น’ ซิวะยาก !”
‘เสียง’ ของผู้เขียนที่กำกับตัวละครหลายตัวในอารมณ์เดียวกันเช่นนี้ทำให้เสียอรรถรสในการอ่านอยู่บ้าง แต่ฝีมือ
ของ ‘ทมยันตี’ เสียอย่าง ถ้ามองข้ามตรงนี้ไป นายกหญิงก็มีรสของนวนิยายครบถ้วน ทั้งสาระที่ชวนสะท้านใจและอารมณ์
ที่สะเทือนไหว ทั้งรัก เหงา เศร้า
ที่บางครั้งถึงกับรื้นน้ำตา ถึงจะเขียนไว้ ๒๐ ปีแล้วมาอ่านใหม่ตอนนี้ก็ไม่เชย
|