จับนิยายใส่จอ : ลำเพา เพ่งวรรณ
เมียแต่ง : ผู้หญิงกับทะเบียนสมรส

เป็นที่ยอมรับกันว่าคู่ความขัดแย้งของเรื่องเล่าไทยคือคู่ระหว่าง 'เมียน้อย' กับ 'เมียหลวง' ดังจะเห็นได้จากวรรณคดี
นิทานจักรๆวงศ์ๆ ตลอดจนเนื้อเรื่องในการแสดงต่างๆทุกท้องถิ่น เช่น ลิเก ละครชาตรี หมอลำ ฯลฯ ลักษณะดังกล่าวนี้
ทำให้เรื่องเล่าไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีเนื้อหาที่คับแคบและไม่สร้างสรรค์ ดังปรากฏให้เห็นชัดเจนในละครโทรทัศน์และ
นวนิยายพาฝันจำนวนมาก
ขนบนี้สืบเนี่องมาแต่อดีต จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผู้เสพชาวไทยก็ยังคงเสพ (อ่าน / ดู / ฟัง) อย่างไม่เบื่อหน่ายและยังชื่นชม
กับความบันเทิงที่มีเนื้อหาซ้ำไปซ้ำมา เปลี่ยนแปลงแต่รายละเอียดบางประการเท่านั้น เรียกได้ว่าหากเรื่องใดไม่มี ‘สงคราม
ผัว ๆ เมีย ๆ’ เป็น ‘ยาดำ’ แทรกอยู่แล้ว เรื่องเล่านั้นก็ขาดรสชาติแห่งความบันเทิงไปโดยปริยาย
เมียแต่งเป็นบทประพันธ์ของ นันทนา วีระชน นักประพันธ์สตรีที่ยุคหนึ่งเคยครองตลาดนวนิยายแนวชีวิตครอบครัว
จนกล่าวได้ว่าเธอเป็นผู้นำของการเขียนนวนิยายในแบบที่เรียกว่าเป็นเรื่องผัวเมียแบบถึงลูกถึงคน ผู้หญิงในนวนิยายของเธอ
มักจะไม่กลัวผู้ชาย และจะตอบโต้ผู้ชายอย่างเจ็บแสบ ดังเรื่องที่อยู่ในใจผู้อ่านหลายเรื่อง เช่น ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ภุมรีสีทอง
(ใช้นามปากกาอื่น) เป็นต้น
สงครามผัวเมียในเรื่องเมียแต่ง เป็นเรื่องราวระหว่าง ‘อรุณประไพ’ หญิงผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘เมียแต่ง’ กับ ‘ปรุงฉัตร’
หญิงผู้ซึ่งไม่มีโอกาสได้เข้าพิธีสมรสแต่ยื้อยุดสามีของชาวบ้านไว้เพื่อได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะบนเส้นทางของผัวเมีย

อรุณประไพ ถูกสร้างให้เป็นหญิงที่ดี เรียบร้อย และมีคุณสมบัติครบถ้วนอย่างที่ผู้หญิงไทยในอุดมคติควรจะมี ตัวละครทั้งสอง
จึงถูกสร้างให้เป็นคู่ขัดแย้งที่ตรงข้ามกัน เป็นดั่ง ‘สีขาว’ กับ ‘สีดำ’ แน่นอนว่าอรุณประไพคือตัวละครที่เป็นอุดมคติ ส่วนปรุงฉัตร
เป็นตัวละครตรงข้ามที่มีสีสัน มีเบื้องหลังชีวิตอันขมขื่น และใช้ ‘ความเป็นผู้หญิง’ เป็นอาวุธในการต่อสู้กับเมียแต่งอย่าง
อรุณประไพ
‘เมียแต่ง’ มีนัยบ่งชัดว่าหญิงผู้เข้าพิธีมงคลสมรส ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นเมียที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีทะเบียนสมรสเป็น
เครื่องยืนยัน นอกเหนือไปจากการประกาศให้สังคมได้รับรู้ว่าเธอเป็นหญิงที่แต่งงานกับชายคนหนึ่งอย่างถูกต้อง
แต่นันทนา วีระชนได้สร้างให้อรุณประไพเป็นตัวละครที่น่าสนใจ เพราะเธอยินยอมแต่งงานเนื่องจากเห็นควรตามผู้ใหญ่
ซึ่งจัดหาคู่ครองให้ไว้แต่วัยเด็ก อีกทั้งเห็นว่าว่าที่แม่สามีกำลังเป็นโรคร้าย เธอจึงยินยอมแต่งงานกับคงไคย ชายเพลย์บอย
ซึ่งเห็น ผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศ และเป็นเครื่องเล่นบำรุงบำเรอกามเท่านั้น
คงไคยไม่ยินดีที่จะแต่งงานกับอรุณประไพ เพราะคิดว่าเธอยินยอมแต่งงานกับเขา เพราะเห็นแก่เงิน การที่ไม่เคยรู้จักหน้า
ค่าตากันมาก่อน แต่ต้องมาแต่งงานด้วยวิธี ‘คลุมถุงชน’ จึงเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล ซึ่งไม่อาจอธิบายได้ การแต่งงานด้วย ‘เหตุผล’
มิใช่เพราะ ‘ความรัก’ จึงเป็นการตั้งป้อมให้คงไคยปฏิเสธอรุณ-ประไพ เมื่อแต่งงานกันไปแล้วทั่งสองจึงเป็นเพียงสามีภรรยา
แต่เพียงนิตินัย มิใช่พฤตินัย อรุณประไพต้องพิสูจน์ตัวเองโดยใช้ ‘ความเป็นกุลสตรี’ เป็นอาวุธในการต่อสู้เพื่อความเป็น ‘เมียแต่ง’
ของตน
กระนั้น หญิงสาวผู้แสนดีอย่างอรุณประไพ ผู้ซึ่งมีคุณสมบัติของเมียแต่งครบถ้วนก็ต้องทำสงครามแย่งผัวแย่งเมียกับหญิงสาว
ที่ชื่อปรุงฉัตร และนี่เองที่ทำให้นวนิยายเรื่องเมียแต่งมีสีสันจัดจ้าน ชวนอ่านและชวนให้ดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์
มาหลายเวอร์ชั่น
ปรุงฉัตร มีคุณสมบัติตรงข้ามกับอรุณประไพทุกประการ ชีวิตที่ขาด ๆ เกิน ๆ ด้วยความเป็นกำพร้า สะสมปมด้อยไว้แต่เด็ก
ซ้ำร้ายยังถูกล่วงละเมิดทางเพศมาแต่เป็นสาวรุ่น ทำให้ปรุงฉัตรต้องดิ้นรนเพื่อถีบตัวเองให้พ้นจากความเลวร้ายทั้งปวง แน่นอนว่า
เป้าหมายของเธอก็คือการได้เป็นภริยาถูกต้องตามกฎหมายของคงไคย สงครามระหว่างปรุงฉัตรกับอรุณประไพก็คือสงคราม
แย่งชิงการเป็น ‘เมียแต่ง’ นั่นเอง
แม้ทะเบียนสมรสจะเป็นเพียงหลักฐานทางกฎหมายที่ใช้ประกาศการเป็นเมียที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็เป็นใบเบิกทางสำคัญ
ในการเปลี่ยนสถานภาพของผู้หญิงให้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ใบเบิกทางนี้มีความสำคัญหลังจากที่สยามมีกฎหมายว่าด้วย
การสมรส ผู้ชายจะต้องมีภรรยาเพียงคนเดียวตามแบบอารยประเทศ อันเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 หลังจากนั้น
เป็นต้นมา ประวัติศาสตร์ผัวเมียของสยามประเทศก็ถูกครอบงำด้วยกระดาษแผ่นเดียวที่มีชื่อว่าทะเบียนสมรส
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชายไทยสามารถมีภรรยาได้หลายคน มีการแบ่งชั้นตามลำดับเป็นเมียหลวง เมียน้อยและเมียเก็บ ยิ่งย้อนหลัง
ไปก่อนหน้านั้นก็ยังมีเมียกลางเมือง เมียบำเรอ การแบ่งลำดับชั้นของเมียก็เพื่อจัดลำดับ เมียหลวง หมายถึงเมียที่ผัวให้ความไว้
วางใจมากที่สุด จัดเป็น ‘เมียใหญ่’ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลบ้านช่องบ่าวไพร่ ส่วนเมียน้อยคือเมียที่อาจมาเป็นลำดับแรก แต่ผัวกลับให้
ความไว้วางใจหรือให้บทบาทหน้าที่น้อยกว่าเมียหลวง
หลังจากที่มีกฎหมายว่าด้วยการแต่งงานขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ชายไทยต้องมีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงคนเดียว
สงครามแย่งชิงการเป็นเมียแต่งจึงเกิดขึ้นในสารบบชีวิตชาวไทย และในเรื่องเล่าของไทย ก่อให้เกิดเรื่องเล่าที่สร้างความ
สนุกสนานให้แก่ผู้ชมชาวไทย นับเนื่องมานาน
ทั้งที่สัญญะหนึ่งซึ่งแฝงเร้นอยู่ในเรื่องเล่าแนวนวนิยายเรื่องเมียแต่งก็คือ การเทิดทูนคุณค่าของผู้ชายให้ดำรงตนเป็นสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ สูงค่า และ ‘ความเป็นชาย’ ถูกทำให้เป็นสิ่งที่เหนือกว่า ‘ความเป็นหญิง’ ในสังคมไทย
เพราะถ้าไม่สูงค่าแล้ว ผู้หญิงก็คงไม่แย่งชิงต่อสู้กันเพื่อจะได้ผู้ชายมาครอบครอง
ผู้เสพซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงย่อมตระหนักดีว่า “ชีวิตจะดีหรือเลวก็ขึ้นอยู่กับสามี” ซึ่งเป็นดั่ง “ฉัตรแก้วกั้นเกศ” ตามที่ยึด
ถือกันมาแต่โบราณ
ทว่าฉัตรแก้วในละครโทรทัศน์แต่ละเรื่องซึ่งผู้หญิงแย่งชิงกัน หาได้มีคุณสมบัติอันควรเป็นแบบอย่างไม่แม้แต่น้อย ละคร
โทรทัศน์แนวนี้จึงเป็นละครที่กลับทำให้ ผู้เสพตกเป็นเหยื่อของมายาคติอันสมบูรณ์ ซึ่งสร้างขึ้นให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเชื่อและ
ยอมรับสงครามผัวเมียดังกล่าว
แม้ในท้ายเรื่องเล่าของไทยทั้งหลายแหล่จะให้ผู้ชายเป็นฝ่ายงอนง้อ ‘เมียแต่ง’ ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนของหญิงไทยก็ตาม
แต่กว่าจะเห็นความดีงามของหญิงไทยเหล่านั้นแล้ว ก็เล่นเอาตัวละครและผู้เสพเหนื่อยไป ตาม ๆ กัน
มายาคติเรื่อง ทะเบียนสมรส และการเป็นเมียแต่งจะดำรงคงอยู่ในสังคมไทยไปอีกช้านาน ตราบที่สื่อบันเทิงและเรื่องเล่ายังคง
ผลิตซ้ำเนื้อหาแนวนี้ต่อไปอีก