รอบรู้ธุรกิจ : วัฒน์ อนุวัฒน์
C-FEE รถพลังงานไฟฟ้าไทย สู้ได้ไม่อายใคร

นับวันโลกก็ยิ่งร้อนขึ้น ใครจะบอกได้บ้างว่าโลกป่วยแค่ไหนแล้ว แต่จากปัญหาสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติที่เห็น ๆ กันอยู่
ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วมใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในระยะหลัง รวมไปถึงวิบัติภัยครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลกใบนี้ นั่นก็คง
พอจะบอกให้คนบนโลกหันมาใส่ใจกับภาวะโลกร้อนกันอย่างจริงจังเสียที ไม่เช่นนั้นมนุษย์นี่แหละที่จะเดือดร้อน
ตัวเลขการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยจากสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าความต้องการ
น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2554 ประเทศไทยต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า
1 ล้านบาร์เรล / วัน โดยในจำนวนนี้เป็นความต้องการในภาคการคมนาคมขนส่งถึง 7.66 แสนบาร์เรล / วัน หรือคิดเป็น 73%
ของความต้องการทั้งหมด ตัวเลขนี้อาจบอกได้ว่าหากเราสามารถลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในภาคการคมนาคมขนส่งลงได้
นอกจากจะช่วยชาติประหยัดเงินแล้ว นี่จะยังช่วยเรื่องการลดภาวะโลกร้อนได้ไม่น้อยเลย
ไม่แปลกที่ในยามนี้ใคร ๆ ก็หันไปหาพลังงานทางเลือกที่จะสามารถนำมาทดแทนการใช้น้ำมันได้ นอกจากแก๊สซึ่งมีทั้ง LPG
และ NGV แล้ว ทางเลือกอื่นที่น่าสนใจก็ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า ที่เป็นพลังงานสะอาดปราศจากมลพิษ ในเมืองไทยมีผู้จำหน่าย
รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่หลายราย แต่ส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน แต่รายที่กล้าประกาศตัวว่าเป็นรถไฟฟ้า
สัญชาติไทย ใช้คำว่า made in Thailand อย่างเต็มภาคภูมิก็ต้องยกให้ C-FEE

พลอากาศโท มรกต ชาญสำรวจ อดีตเจ้ากรมสรรพาวุธทหารอากาศ และปัจจุบันเป็นประธานกรรมการ บริษัท คลีน ฟูเอล
เอ็นเนอร์ยี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ( Clean Fuel Energy Enterprise Co., Ltd. หรือ C-FEE ) บอกว่ารถไฟฟ้าที่ C-FEE ผลิตมีทั้ง
รถกอล์ฟ รถตุ๊กตุ๊ก รถเอนกประสงค์ รถเมล์ รวมไปถึงเรือ แม้กระทั่งรถหรูระดับ Super Car ก็ยังมี
พล.อ.ท.มรกต หรือที่ใคร ๆ เรียกว่า อาจารย์ มีความใฝ่ฝันว่าต้องทำอะไรสักอย่างหลังจากที่เกษียณอายุราชการในปี
พ.ศ.2546 ประกอบกับมีเพื่อนฝูงและคนรู้จักยุยงให้นำความรู้ที่มีอยู่มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจ จึงได้ตั้งบริษัทC-FEE ขึ้นมา
“ตอนนั้นอายุ 60 พอดี ก็อยากจะเป็นตัวของเราเอง ไปเล่นกอล์ฟ ไปทำอะไรของเราเนี่ย ก็พอดีผมมีเงินในระดับนึงเพราะว่าขายที่
ได้เงินมาก็ไปเที่ยว ไปทำนู่นนี่แล้วก็นึกเบื่อ ก็มีคนมาชวน บอกว่ายูน่ะทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง รถไฟฟ้าเนี่ยเราถูกบังคับให้ใช้
ของแพง ทำไมยูไม่ทำ พอทำขึ้นมาก็เจอปัญหาเยอะแยะ ผมก็สู้จนหยดสุดท้าย ธนาคารเอาเงินมาให้กู้ ผมบอกผมไม่กู้ ใช้เงิน
ครอบครัวทั้งหมด สายป่านผมยาวพอที่จะสู้ได้ ผมก็สู้มาจนมันบูมมาเรื่อย ๆ”
ท่านอาจารย์บอกว่าลูกค้าของ C-FEE ส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานอย่างเช่น โรงแรม โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย สนามกลอ์ฟ
หมู่บ้านจัดสรร เป็นต้น แต่ปัญหาสำคัญที่พบก็คือการแข่งขันด้านราคากับรถไฟฟ้าที่มาจากจีนซึ่งมีราคาต่ำมาก ทำให้เวลาเข้าสู่การ
ประกวดราคาในงานของทางราชการ หรือที่เรียกว่า e-auction จะทำให้แพ้คู่แข่งจากจีนเป็นส่วนใหญ่ “รัฐบาลไม่ใช่ผู้ใช้ก็จะไม่รู้หรอก
เราเสนอราคาไป 3 แสน คนอื่นเค้าเสนอกัน 2 แสน หรือแสนห้า เราก็แพ้วันยังค่ำ ตอนนี้ของจีนก็มีอยู่ทั่วไปในส่วนของราชการ แต่มี
ราชการบางส่วนเค้าก็ไม่ยอมรับในเรื่องคุณภาพ เค้าพยายามมาซื้อของเรา แต่ติดที่ระเบียบของทางราชการก็เลยมีความลำบากใจ
ตอนนี้ผมก็เบนไปที่ตัวอื่น รถที่ออกมาใหม่ใช้พลังงานไฮโดรเจน เราเป็นประเทศแรกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำ”

นั่นเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจอีก 1 ชิ้นของอาจารย์มรกต ซึ่งเคยเปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อนโดยมีท่านนายกฯอภิสิทธิ์ทดลองขับด้วย
ตนเองมาแล้ว และทุกวันนี้อาจารย์กำลังเตรียมงานใหญ่เพื่อเปิดตัวผลงานอีกหลายชิ้นในงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ปลายปีนี้ “เป็นเทคโนโลยีที่ปราศจากมลพิษทั้งนั้น เช่น เครื่องตีน้ำ ที่ให้ออกซิเจนแก่ฟาร์มกุ้ง เครื่องขับเรือในแม่น้ำ เครื่องปั่นไฟ
แทนกังหันลม ตอนนี้กำลังพัฒนาสำหรับแสดงในงานวันเฉลิมฯ รถตัวใหม่ที่ผมกำลังทำมีรูปร่างหน้าตาเหมือนซูเปอร์คาร์ ใช้ Fuel Cell
มีกำลัง 88 แรงม้า ความเร็วจะได้ 132 กม./ชม. ถือว่าเป็นรถซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่ รถคันนี้จะสมบูรณ์มาก เป็นลูกผสมระหว่างแบตเตอรี่
กับ fuel cell ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่เอี่ยม” ใครอยากเห็นซูเปอร์คาร์คันนี้คงต้องรอดูตอนปลายปีนี้
เมื่อถามถึงสภาวะการณ์โดยทั่วไปของธุรกิจนี้ ท่านอาจารย์บอกว่าตอนนี้ยังไม่เฟื่องฟูเท่าไหร่ แต่ประมาณปีหน้าและปีถัดไปจะ
เฟื่องฟูกว่านี้ “เพราะว่าปัญหาเรื่อง Global Warming มันต้องมีการปกป้องโลก ลดมลภาวะ การใช้น้ำมันเนี่ยราคามันขึ้น
โดยที่เรากำหนดไม่ได้ แล้วมลพิษที่ออกมาจากปิโตรเลียมมีมากเลย ก็ต้องหนีมาหารถไฟฟ้า แต่ถ้าพูดถึงรถในระบบขนส่งมวลชน
หรือรถลากจูงใหญ่ ๆ ก็ต้องยอมให้ใช้ดีเซลไปก่อน เพราะด้านนี้ไฟฟ้ายังไม่ค่อยพัฒนาไปถึง แม้กระทั่งในต่างประเทศเอง”
ข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่งของการใช้รถพลังงานไฟฟ้าในเมืองไทยก็คือบ้านเราเป็นเมืองร้อน รถต้องติดแอร์ เมื่อมีแอร์จะต้อง
ใช้พลังงานเยอะมาก “ปกติถ้าไม่ใช้แอร์คุณวิ่งได้ทั้งวัน 6 – 8 ชม. พอมีแอร์คุณจะวิ่งได้แค่ชั่วโมงเดียว ทีนี้พอหมดแล้วคุณ
จะเติมได้ที่ไหน ตอนนี้ก็มีบริการของการไฟฟ้านครหลวงเค้ามาปรึกษาผมว่าปั๊มทั้งหลายที่มีอยู่เนี่ย เค้าจะไปติดตั้งมิเตอร์ชาร์จพลังงาน
การชาร์จก็จะมี 2 แบบ ชาร์จธรรมดา ใช้เวลานานหน่อย ตอนเย็นไปถึงรุ่งขึ้น กับอีกแบบเรียกว่า Quick Charge เสียบแป๊บเดียว
ประมาณ 20 นาทีก็วิ่งต่อได้ แต่ก็จะทำให้แบตเตอรี่มีอายุสั้นลง”
อย่างไรก็ตามท่านอาจารย์บอกว่าธุรกิจยังต้องพัฒนาต่อไป ถึงแม้จะมีคู่แข่งเกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ด้วยความที่ C-FEE เป็น
ผลิตภัณฑ์ของคนไทย มีสัญชาติไทยเต็มตัว จึงเชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากคนไทยด้วยดี และถึงแม้จะไม่มีโชว์รูมแสดงสินค้า
ไม่มีการโฆษณา มีแต่เว็บไซต์ที่ใช้เป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงของลูกค้า “ผมไม่ได้ทำโฆษณา เพราะมีสื่อมาช่วยเยอะ ออกทีวี
แทบทุกวัน แม้กระทั่งต่างชาติก็มา ผมเลยมีตัวช่วยโดยไม่รู้ตัว ใครมาเราก็ต้อนรับหมด ถือเป็นการคุยกัน”
ใครสนใจจะหารถพลังงานไฟฟ้าราคาประหยัดไปใช้ โดยสามารถจดทะเบียนและวิ่งได้ตามท้องถนนทั่วไป เชิญแวะดูข้อมูล
เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.c-fee.com แล้วคุณจะได้ชื่อว่าเป็นอีกผู้หนึ่งที่ช่วยลดโลกร้อนได้จริง ๆ