สุขภาพ : ดาด้า
ปวดหลัง ปวดไหล่ โรคฮิตของคนออฟฟิศ

สวัสดีค่ะ คุณผู้อ่านที่น่ารัก วันนี้ดาด้าก็จะมานำเสนอเรื่องราวของสุขภาพกันอีกเช่นเคยนะคะ วันนี้จะมาว่ากันด้วยเรื่องของ
โรคยอดฮิตประจำตัวของคนยุคนี้ ไม่ใช่อะไรอื่นไกลค่ะ โรคปวดคอ บ่า หลัง ไหล่ นี่เอง เดี๋ยวนี้ไปไหน เจอกับใครก็มักจะบ่นให้ฟัง
อยู่บ่อย ๆ ว่าปวดคอจังเลย ปวดหลังจังเลย อะไรทำนองนี้ พอไปนวดก็จะดีขึ้นบ้าง แต่แล้วก็กลับไปปวดเหมือนเดิมอีก เรียกได้ว่ามี
อาการปวดเรื้อรังกันเลยทีเดียว

ดาด้าเพิ่งได้ยินคำคำหนึ่งมาค่ะ ‘Trigger Point’ (ทริกเกอร์ พอยต์) คำนี้เป็นคำใช้เรียกอาการปวดเรื้อรัง
สำหรับใครที่สงสัยว่าตัวเองเป็นโรคนี้อยู่หรือเปล่า ลองมาสังเกตตัวเองสิคะว่ามีอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกาย ตั้งแต่คอ
บ่า ไหล่ สะบัก บ้างไหม แล้วพอเรานวด ทายาคลายกล้ามเนื้อ ประคบร้อน หรือกินยา ก็อาจช่วยให้อาการดีขึ้นบ้างชั่วคราว แต่ไม่
หายขาด ถ้าคุณมีอาการนี้อยู่ก็เรียกว่าเข้าข่ายแล้วล่ะค่ะ
โดยมากคนทำงานออฟฟิศ มักจะมีอาการที่ว่านี้กันมาก เพราะกิจวัตรประจำวันต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างน้อยวันละ
7 - 8 ชั่วโมง ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งสะสมต่อเนื่องกัน นานเข้าเลยเกิดเป็นก้อนเล็กๆ ขนาด 0.5 - 1 เซนติเมตร เรียกว่า
Trigger Point (ทริกเกอร์ พอยด์) หรือ จุดกดเจ็บ จำนวนมากซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อหรือเยื่อพังผืด พอมีจุดกดเจ็บมากขึ้น
ก็เลยทำให้ออกซิเจนและเลือดส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ไม่เพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอ มีอาการปวด และส่งผลกระทบต่อบริเวณ
ใกล้เคียงกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง

แล้วจะรักษาอย่างไรดีล่ะ ?
การรักษาอาการปวดแบบเรื้อรังนั้น โดยทั่วไปจำเป็นต้องได้รับการนวดบริเวณเหนือ Trigger Point ที่มีอาการ
หดเกร็งให้คลายตัวลง เลือดจะได้ไปหล่อเลี้ยงสะดวกขึ้น จากนั้นเมื่อกล้ามเนื้อรอบ ๆ คลายตัว จึงเริ่มกดไปยังจุด Trigger Point
ให้คลายตัว เมื่อเลือดและออกซิเจนมาหล่อเลี้ยงจุดที่มีปัญหา อาการปวดย่อมดีขึ้น
ในการกดจุดนั้น โดยมากมักใช้เวลาครั้งละประมาณ 45 นาที - 1 ชั่วโมง ทำสัปดาห์ละครั้ง ต่อเนื่องกัน 4 - 6 ครั้ง
จะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวและหายปวดได้
ถ้าใครเป็นอยู่ มีศาสตร์การดูแลรักษาอาการนี้ทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นการ
นวดแผนไทยแบบรักษาอาการ, การนวดจีนที่เรียกกันว่า ทุยหนา, การแพทย์แผนไทยประยุกต์ Trigger Point Therapy
หรือการแพทย์ตะวันตกที่ใช้การกายภาพบำบัดควบคู่กับการกินยาคลายเส้น ลองเลือกว่าอยากจะรักษาแบบไหน และปรึกษาแพทย์
ดูนะคะ
แต่ถ้าใครที่ยังไม่มีเวลา หรือว่าติดขัดในเรื่องการไปพบแพทย์ การทำกายบริหารง่าย ๆ ด้วยการยืดกล้ามเนื้อ อย่างการทำโยคะ
ในท่าง่าย ๆ เช่น ยืนตัวตรง แยกขาเล็กน้อย และยกแขนทั้งสองขึ้นแนบใบหู พร้อมกับยืดลำตัวตรง เอนไปด้านซ้าย - ขวา สลับกัน
และค้างพักแต่ละท่าสัก 10 - 15 วินาที ก็จะช่วยคลายกล้ามเนื้อข้างลำตัวได้ค่ะ ถ้าอยากคลายกล้ามเนื้อบริเวณสะบักก็ลองยืดแขน
ทั้งสองออกไปทางด้านหลัง และคลายกล้ามเนื้อคอด้วยการหันหน้าไปทางซ้ายสลับขวาเบาๆ เวลาที่นั่งโต๊ะทำงานแล้วรู้สึกเมื่อยล้า
ก็จะช่วยได้พอสมควรค่ะ
ส่วนใครที่ยังไม่เป็นถือว่า คุณเป็นคนโชคดีมาก ๆ ค่ะ รักษาความโชคดีของคุณไว้นะคะ ป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ
เรื้อรังด้วยการหมั่นบริหารกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ ยืดกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวด้านบน ต้นคอ และแขน ด้วยการประสานมือเข้าหากัน
ยืดมือออกไปด้านหน้า จากนั้นยกขึ้นด้านบน แนบใบหู แล้วโยกไปด้านซ้ายและขวา นอกจากนี้ก็ยังสามารถยืดกล้ามเนื้อได้ด้วยวิธีการ
อื่น ๆ เช่น การหมุนคอเบา ๆ, การบิดเอวไปด้านซ้าย - ขวา ฯลฯ มีเวลาว่างก็หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอนะคะ สัปดาห์ละ 2 - 3
ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโยคะ ว่ายน้ำ เดินเร็วในสวนสาธารณะ หรืออะไรอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และความชอบส่วนตัวค่ะ
แต่อย่าหักโหมนะคะ ออกกำลังกายแต่พอดีจะดีที่สุด ฟังเสียงร่างกายของเราไว้ค่ะ
ส่วนวันนี้ดาด้าก็คงต้องขอตัวไปก่อน จะหาเวลาไปออกกำลังกายบ้างค่ะ แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
....ต้อนรับหน้าฝนด้วยหัวใจที่เป็นสุข บ๊าย บายค่ะ
**Tip ดูแลตัวเองให้ดี ก่อนเกิดอาการปวด
- สังเกตท่านั่ง ปรับเก้าอี้ให้เหมาะสม อย่านั่งหลังค่อม หรือก้มหน้านานๆ
- เมื่อนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ต้องลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายกันบ้าง
- ออกกำลังกาย คลายกล้ามเนื้อ เช่น ทำโยคะท่าง่าย ๆ เบา ๆ ว่ายน้ำ ฯลฯ
- งดใส่รองเท้าส้นสูงบ้างในวันสบาย ๆ อย่างวันหยุดที่ไม่ต้องเข้าร่วมงานใด ๆ
- ใครที่มีอาการปวดแล้ว หมั่นดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ สม่ำเสมอ
และยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจำจะช่วยบรรเทาอาการได้