ไอดินกลิ่นทุ่ง : วัฒน์ วรรลยางกูร
ไฟกับฝน

ฝนตกไม่ทั่วฟ้า, ฝนตกอย่าเชื่อดาว, ฝนตกขี้หมูไหล , ฝนสั่งฟ้า ปลาสั่งหนอง, ฝนจะตก ขี้จะแตก คนจะตาย พระจะสึก,
ฝนทั่งให้เป็นเข็ม
ภูมิปัญญาสำนวนไทยเกี่ยวกับฝนมีหลายสำนวนดังข้างต้น ‘ฝน’ ที่หมายถึง น้ำที่ตกจากฟ้าในราวช่วงเดือนมิถุนา, กรกฎา,
สิงหา ในสำนวนข้างต้นนั้น มีอยู่ ‘ฝน’ เดียวที่ต่างออกไป คือ ฝนทั่งให้เป็นเข็ม เพราะฝนนี้ เป็นกริยา หมายถึง ถู หรือ ลับ เช่น
ฝนยา ฝนมีด
เรื่องฝน ๆ ในภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยมีมากมาย ถ้าจะพรรณนากันจริง ๆ ก็เขียนไปได้ตลอดหน้าฝนนี้แหละ แต่อย่าเลย
เดี๋ยวจะเบื่อกันเสียก่อน
ฝนชะช่อมะม่วง, ฝนชะลาน, ฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า, ฝนไม่มีเค้า, ฝนไล่ช้าง, ฝนแสนห่า
แค่นึกภาพตามก็สนุกแล้วครับ เช่น ฝนไล่ช้าง ฝนเม็ดเล็ก ๆ นี่นะ ไล่ช้างได้ แสดงว่าฝนนี้จะต้องตกแรงมากแบบ จั้ก - จั้ก - จั้ก
จนช้างกลัว วิ่งหนีกันอุตลุต หัวซุกหัวซุน วิ่งเอาหัวไปทิ่มซอกกิ่งไม้แล้วดึงไม่ออก วิ่งไปถึงหน้าผาแล้วเบรคไม่ทัน ช้างลอยละลิ่ว
หวือ - หวือ - หวือ โครม ลงน้ำ แหม...ฝนไล่ช้างช่างร้ายจริง ๆ
ฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า นี่ก็เหลือเกิน มนุษย์ขี้เหม็นเคี่ยวเข็ญเทวดา ฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า อะไรก็ไม่ถูกใจไปหมด เพราะ
พอฝนตกก็เฉอะแฉะ เปียก ไปไหนมาไหนไม่สะดวก หญ้าก็งามพรวด ๆ รกไปหมด ยุง แมลงชุกชุม เอ้างั้นเปลี่ยนเป็นฝนแล้ง ก็ด่า
อีกว่า ร้อน แล้ง ต้นไม้ไร่นาแห้งเหี่ยว เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ
ฝนตกอย่าเชื่อดาว คือธรรมดาคนมองฟ้า หากเห็นดาวหมายถึงว่า ฟ้าโล่ง ไร้เมฆฝนที่จะมาบดบังดาว ถ้าเห็นดาว แสดงว่า
ฝนจะไม่ตก แต่ภูมิปัญญาไทยโบราณสอนว่าอย่าเชื่อดาว ถึงแลเห็นดาว แต่ฝนอาจตกลงมาก็ได้ สรุปว่าอย่าหลงปรากฏการณ์
อย่าไว้วางใจอะไรง่ายเกินไป
ขยายความอีกสักหนึ่งสำนวน ฝนจะตก ขี้จะแตก คนจะตาย พระจะสึก สี่อย่างนี้ห้ามไม่ได้ จริงไหม จริงครับ
ฝนจะตกใครห้ามได้ล่ะ จะทำพิธีบนบาน ปักตะไคร้กลับหัวอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ยิ่ง ‘ขี้จะแตก’ ก็ไม่ต้องอธิบายความ เชื่อว่า
ทุกคนมีประสบการณ์มาแล้ว ยิ่งเป็นการขี้อันเนื่องมาจากไปกินอาหารทะเลผิดสำแดง หรือกินส้มตำปูปลาร้าแจ๊คพ็อตเข้า ขนลุก
ขนพองกว่าจะหาห้องน้ำเจอ

ทีนี้มาถึง ฝนทั่งให้เป็นเข็ม
ทั่ง คือเหล็กเป็นแผ่นหนา สำหรับช่างใช้ทั่งรองตีเหล็กตีทองให้ได้รูป ตีด้วยค้อนใหญ่ฆ้อนเล็ก หมายถึงว่า ทั่งจะต้องแข็งแรง
ทนทาน เป็นที่วางรองรับเหล็กหรือทองร้อน ๆ ให้ช่างใช้ค้อนตีลงไป
การจะฝนทั่งให้เป็นเข็มเย็บผ้าได้นั้นเป็นความเปรียบ หมายถึงความพากเพียรพยายามชนิดเหนือมนุษย์ นั่นคือโลกของจินตนาการ
ผ่านถ้อยคำภาษา แต่ในโลกของความเป็นจริง ใครที่วัน ๆ นั่งฝนทั่งให้เป็นเข็ม คนมาเห็นเข้าก็ต้องบอกว่าเป็นบ้าแน่นอน หรือทั้งบ้า
ทั้งโง่ อยากได้เข็มก็ไปหาซื้อเข็มมาสิ มานั่งฝนทั่งอยู่ทำไม แล้วนี่ไปเอาทั่งของใครมา ช่างตีเหล็กแกเที่ยวหาอยู่นั่นไง ว่าใครเอาทั่ง
ของแกไปไหน –ฮา
ฝนทั่งให้เป็นเข็ม ก็พอ ๆ กับสำนวน เข็นครกขึ้นภูเขา
ครกในที่นี้หมายถึงครกตำข้าวโบราณ มีขนาดใหญ่ชนิดสามคนสามสากตำข้าวในครกเดียวกันแบบยืนตำ โป้ก - ปึ้ง - ปั้ง
ครกใหญ่และหนักอย่างนี้ แค่เข็นไปตามพื้นราบก็เหนื่อยแย่ นี่ต้องเข็นครกขึ้นภูเขา หนักหนาสาหัส ในเพลงลูกทุ่งเขาเลยนำไป
เปรียบเทียบกับความรักว่า
“ความรักมันหนักอก ยากที่จะหยิบยกเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา...
เจ้าก็รู้ว่าพี่จน จะไปขอหน้ามน เห็นจะไม่มีทาง หากรักพี่จงหนีพ่อ พี่จะรอร้อรอน้องอยู่ที่หน้าต่าง”
ไอ้หนุ่มรายนี้ยากจน ไม่มีเงินจะมาสู่ขอสาวก็เลยใช้สติปัญญาลูกทุ่งว่า รักพี่จงหนีพ่อ
ทั้ง ฝนทั่งให้เป็นเข็ม เข็นครกขึ้นภูเขา มีความหมายไปในทางพากเพียร ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวกับสำนวน จุดไฟในสายฝน
อย่างที่กองบก. ออล แม็กกาซีนวางเข็มไว้ในเดือนนี้
จุดไฟในสายฝน เป็นการทำอะไรยาก ๆ ที่ต้องมีทั้งความเพียรและสติปัญญาความสามารถ
คือต้องทั้งขยัน และเก่ง

ทุกวันนี้ไม่ว่าฝนจะตกหรือไม่ตก ผมจุดไฟเป็นประจำเลยครับ และจุดสำเร็จเป็นปกติทุกครั้ง เหตุเพราะที่พำนักผมนั้นอยู่ติด
ป่าเขา ต้องสุมไฟไล่ยุงไล่แมลงเป็นประจำ การจุดไฟเป็นกิจวัตรที่ทำแล้วมีความสุข อาจถึงขั้นเสพติด เพราะการจะจุดไฟให้ติดได้นั้น
ต้องใช้สมาธิ ต้องตั้งใจ ต้องมีวิธีวางเรียงเชื้อไฟ พอไฟเริ่มติดเล็กน้อย ต้องคอยดูว่าติดจริงหรือไม่ จะล่อเชื้อไฟอย่างไรให้ไฟลุกยิ่งขึ้น
และเมื่อไฟลุกติดดีแน่นอน เราก็รู้สึกประสบความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ มีความสุขน้อย ๆ เล็ก ๆ ได้แล้ว
จุดไฟกลางสายฝน ของแท้ดั้งเดิมก็สมัยผมเดินป่าอยู่สี่ปีที่ภูพาน เดินทางแรมรอนไปยามค่ำคืนในฤดูฝน ถ้าฝนตกแต่ยังไม่ถึงที่
หมายก็ต้องกรำฝนไป หรือไม่ก็หยุดพักกลางฝน กางหลังคาผ้ายาง แล้วก่อไฟกันใต้ผ้ายางนั้น เพื่อหุงต้มอาหาร หรือเพื่อคลายหนาว
แน่นอนว่า ไม้ฟืนที่หยิบหาได้รอบตัวล้วนแต่เปียกฝน จะจุดไฟให้ติดได้อย่างไร ไม่ยากครับ ขอเพียงแต่มีมีด คนเดินป่าทุกคน
ต้องมีมีดประจำตัว และลับให้คมอยู่เสมอ
จะเป็นไม้ไผ่ ไม้จริงอะไรก็ตาม ถึงจะเปียกฝนก็เปียกแต่เพียงด้านนอก เพียงใช้มีดคม ๆ ถาก หรือผ่าเข้าไป เนื้อในยังแห้งติดไฟ
ได้ไม่ยาก ค่อย ๆ ถากเป็นเสี้ยว เป็นขุยจนเป็นกองเชื้อไฟ จุดไฟแช็กเข้าไปก็ไม่ผิดหวัง
แต่ถ้าฝนตกติดต่อมาหลายวันในป่าดิบชื้น จุดยังไงก็ไม่ยอมติด ต้องเพิ่มมาตรการเข้มขึ้น ใช้พื้นรองเท้าแตะเป็นเชื้อไฟอย่างดี
ติดไฟแน่นอนไม่ว่าฝนจะชื้นแค่ไหน ดังนั้น บรรดารองเท้าแตะของคนเดินป่าจึงมักมีร่องรอยของผู้เสียสละ คือยอมเฉือนเศษเสี้ยว
ตรงส้นเท้าไปทำเชื้อไฟ
แค่เรื่องจุดไฟ ก็ต้องมีทั้ง ความเพียร มีปัญญา เสียสละ
ส่วนในชีวิตจริงด้านอื่น ๆ ที่มิใช่การเดินป่า ก็ยิ่งต้องพากเพียร เรียนรู้ ใช้สติปัญญา หลากหลายแง่มุม ทำสิ่งยาก ๆ ให้ประสบ
ความสำเร็จ ย่อมเป็นความถนัดของแต่ละท่านในแต่ละวิถีทาง