จับนิยายใส่จอ : ลำเพา เพ่งวรรณ
ดอกแก้ว : ผู้ดีและปริศนาทายาท

ดอกแก้ว บทประพันธ์ของ ‘ส.อาสนจินดา’ นักแสดงยิ่งใหญ่ซึ่งล่วงลับไปหลายปีแล้ว บทประพันธ์ของท่านได้รับการสร้าง
เป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์อยู่หลายครั้ง จนชวนสงสัยว่ามีแนวคิดบางอย่างที่สื่อนัยต่อคนไทยและสังคมไทยบางประการ
จึงทำให้กระบวนการสร้างและเสพวรรณกรรมเรื่องดอกแก้วคงอยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน
‘ดอกแก้ว’ เรื่องราวของสาวบ้านป่าที่ตามล้างแค้นให้พ่อ ซึ่งมีบรรดาศักดิ์สูงส่งระดับเจ้าพระยา แม่ของเธอเป็นหญิงบ้านป่า
บ้านดอย เธอเติบโตอยู่ในชุมโจร ซึ่งขุนโจรนั้นได้ละวางความเหี้ยมโหดหันมาทำงานสุจริต ดอกแก้วได้เข้ามากรุงเทพฯ กับ ‘ไม้’
ลูกชายของหัวหน้าชุมโจร ซึ่งหลงรักและภักดีต่อดอกแก้วยิ่งชีวิต โดยมีปืนด้ามทอง สมบัติของพ่อติดตัวมาด้วย ชะตากรรมนำพา
ให้ได้เข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ของศัตรู ผู้ซึ่งเป็นคนฆ่าพ่อของเธอตาย และภายหลังเธอได้ใช้ปืนด้ามทองสังหารศัตรูคู่อาฆาตซึ่งเธอ
ต้องการแก้แค้นมาตลอด การณ์กลับกลายเป็นว่ากระสุนที่มีอยู่เพียงนัดเดียวนั้น ได้บรรจุกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ซึ่งก็คือพินัยกรรมที่
พ่อของเธอยกสมบัติทั้งหมดให้นั่นเอง
แม้ดอกแก้วจะมีเนื้อหาไม่ต่างจากนวนิยายหลีกหนีทั่วไป อันมีเหตุการณ์สำคัญคล้ายคลึงกับเรื่องอื่น ๆ เช่น ชนชั้น การซ่อนตัว
ของตัวละครเอก การแย่งชิงพินัยกรรม ความแค้นและความรัก การพบแล้วพลัดพราก และความดีที่ชนะความชั่วในท้ายที่สุด แต่
ดอกแก้วก็ได้สร้างกลวิธีที่แยบยลในการสร้างปริศนาของพินัยกรรม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีการหนึ่งที่นักประพันธ์ในช่วงทศวรรษ 2510
ได้พยายามสรรหามาเสนอต่อผู้อ่านให้ดูแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ เช่น ซ่อนไว้ในหลังกรอบรูป ซ่อนไว้ในล็อกเก็ต ซ่อนไว้ในความดูแล
ของคนเสียสติ ฯลฯ เป็นต้น
‘ปืนด้ามทอง’ ซึ่งซ่อนพินัยกรรมไว้นั้น เป็นนัยที่สำคัญมาก ปืนเป็นอาวุธสำคัญในการสังหารผู้อื่น ขณะเดียวกันปืนด้ามทอง
ก็เป็นเครื่องแสดงยศของผู้มีบรรดาศักดิ์ ดังจะเห็นว่าปืนกระบอกนี้เป็นสมบัติที่บิดาของดอกแก้วหวงแหนมาก การมีปืนด้ามทอง
เป็นสมบัติประจำตระกูล จึงแสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้มีเกียรติ มีอำนาจ และมีศักดิ์ศรีเหนือกว่าคนสามัญทั่วไป ที่น่าสนใจก็คือ
บทประพันธ์เรื่องดอกแก้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบราชการในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมไทยยามนั้นประสบกับความ
ผันผวนต่าง ๆ นานา อำนาจรัฐมิอาจควบคุมได้ทั่วทุกหัวระแหง จึงเกิดชุมโจรขึ้นมากมายในท้องที่ต่าง ๆ เรื่องดอกแก้วจึงเป็นการ
นำเสนอคู่ขัดแย้งที่สำคัญคือ ‘ชาวบ้านผู้ยากไร้’ กับ ‘ข้าราชการผู้เป็นตัวแทนของรัฐ’ ไปพร้อม ๆ กันด้วย
นวนิยายเรื่องดอกแก้วจึงสะท้อนให้เห็นถึงช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างสังคมที่มี ‘เจ้านายเชื้อพระวงศ์’ มีบทบาทสำคัญในสังคมไทย
มาเป็น ‘ข้าราชการ’ มีบทบาทแทนที่เจ้านายเชื้อพระวงศ์ มีเครื่องแสดงยศเพื่อแสดงลำดับชั้นของราชทินนามและสายพระโลหิต
ประจำราชตระกูล ข้าราชการในเรื่องนี้จึงมีปืนด้ามทองเป็นเครื่องแสดงเกียรติยศแทน
จุดที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคู่ขัดแย้งดังกล่าว มิใช่อะไรอื่น นอกจากความรักระหว่างบุคคล ดังเช่นที่ท่านเจ้าพระยารัก ‘กิ่ง’
แม่ของดอกแก้ว จนกระทั่งมีดอกแก้วสืบสกุลต่อมา ดอกแก้วจึงเป็นทายาทของตระกูลผู้ดีไปโดยปริยาย แต่ด้วยความที่ดอกแก้วมาจาก
บ้านป่า เธอจึงถูกเบียดขับออกไปจากสังคมของผู้ดี ซึ่งเธอจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าเธอเป็นผู้ดีโดยสายเลือด และมีสิทธิ์อันชอบธรรม
ในมรดกของตระกูล
ส.อาสนจินดา ได้เสนอให้ว่า ‘ช้อย’ เมียอีกคนหนึ่งของท่านเจ้าพระยาซึ่งคบชู้กับทนายความเจ้าเล่ห์ประจำตระกูล ทั้งสองมี
ทายาทสืบสกุลคือ ‘ชไมพร’ แต่ทั้งสองก็ลวงคนในสังคมว่าชไมพรคือทายาทอันชอบธรรมของท่านเจ้าพระยา

ตัวละครที่ ส.อาสนจินดาสร้างขึ้นจึงแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความเป็น ‘ผู้ดีโดยสายเลือด’ และ ‘ผู้ดีโดยการ
อุปโลกน์’ ดอกแก้วเป็นผู้ดีโดยสายเลือด ถึงแม้ว่าแม่ของเธอจะเป็นเพียงชาวบ้านป่าบ้านดง มิได้มีเกียรติยศเงินทองอย่างคนในตระกูล
ผู้ดีอื่น ๆ แต่นิสัยใจคอและพฤติกรรมล้วนเป็นคุณสมบัติของผู้ดีทั้งสิ้น ยิ่งนับเนื่องทางฝ่ายบิดาด้วยแล้ว บิดาของดอกแก้วก็คือท่านเจ้า
พระยา
ดอกแก้วจึงเป็นผู้ดีทั้งในด้านอุปนิสัยและสายตระกูล ขณะที่ผู้ดีโดยการอุปโลกน์อย่างชไมพร เป็นลูกที่เกิดจากช้อย สาวใช้ที่ตก
เป็นเมียของท่านเจ้าพระยา แต่ช้อยท้องกับทนายความเจ้าเล่ห์ ชไมพรจึงสายเลือดของ ‘ไพร่’ ต่ำต้อยทั้งฝ่ายพ่อและแม่ ซ้ำร้ายยัง
ขาดคุณสมบัติของผู้ดีทุกประการอีกด้วย
แนวคิดเรื่องผู้ดี สืบเนื่องและมีอิทธิพลมาจากหลังยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมื่อสามัญชนได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทใน
สังคม สามัญชนเหล่านี้พยายามสืบขนบความเป็นผู้ดีจากชนชั้นเจ้านาย ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องขวนขวายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
รูปแบบต่าง ๆ เพื่อพยุงฐานะความเป็นผู้ดีของตนให้ยาวนานที่สุด เฉกเช่นที่ครอบครัวของชไมพรต้องทำทุกวิถีทางเพื่อคงความเป็นผู้ดี
ไว้นั่นเอง
น่าสนใจว่าเครื่องมือที่จะชี้วัดความเป็นผู้ดีในนวนิยายเรื่องนี้ นอกจากเรื่องสายเลือด เงิน และจรรยามารยาทแล้ว พรหมจรรย์ก็
กลายเป็นเครื่องชี้วัดความเป็นผู้ดีด้วย ดอกแก้วเอง แม้จะพยายามรักษาความเป็นผู้ดีไว้มากเท่าไร แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อธรรมชาติของ
ความเป็นมนุษย์ เธอรักกับราชันย์ และตกเป็นของเขา การชิงสุกก่อนห่ามนี้เองที่ทำให้ประวัติศาสตร์ชีวิตของเธอซ้ำรอยกับแม่ เธอถูก
ขับไสไล่ส่งและถูกตราหน้าว่าไม่ใช่ผู้ดีทันที

ในทำนองเดียวกัน ชไมพรตกเป็นเมียของไม้ และต่อมาเธอก็รู้ความจริงว่าพ่อที่แท้จริงของเธอก็คือทนายความต่ำต้อยที่เธอดูถูก
คิดว่าเขาเป็นเพียงคนงานของแม่เท่านั้น ชไมพรเสียใจที่หมดคุณสมบัติของความเป็นผู้ดีทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอที่เอาแต่ใจ
ตัวเอง การเกิดมาจากสายเลือดต่ำต้อย การที่มิได้เป็นเจ้าของพินัยกรรมตัวจริง ซึ่งทำให้เธอต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครอง
พินัยกรรม อันจะทำให้เธอประคองฐานะของความเป็นผู้ดีไว้ได้ยาวนาน ซึ่งได้เฉลยเรื่องราวตอนท้ายในที่สุดว่า ชไมพรเกิดมาต่ำต้อย
และเกิดมาเพื่อแพ้ดอกแก้วทุกประการ
ความเป็นผู้ดีในนวนิยายเรื่องนี้จึงปฏิเสธสายพระโลหิตของชนชั้นเจ้านาย แต่นำเสนอสายเลือดอันเข้มข้นของข้าราชการ ซึ่งซ่อน
ปริศนาความเป็นทายาทของความเป็นผู้ดีไว้ในปืนด้ามทอง อันเป็นเครื่องแสดงเกียรติยศในยุคที่สังคมไทยตกอยู่ใต้อำนาจของข้าราชการ
มิใช่อำนาจของเชื้อพระวงศ์อย่างแต่ก่อน ดอกแก้วจึงเป็นนวนิยายเรื่องหนึ่งซึ่งแสดงการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยที่น่าสนใจยิ่ง
แม้ว่าคนไทยในปัจจุบันจะใช้ชีวิตท่ามกลางสังคมบริโภคนิยม แสวงหาความทันสมัยทุกรูปแบบ แต่ลึก ๆ แล้วจิตใต้สำนึกก็ยัง
ผูกติดกับระบบราชการและเจ้านาย ซึ่งเกียรติยศและความเป็นผู้ดีมิอาจแยกออกจากกันได้ การกลับมาของดอกแก้วจึงเป็นการหวน
รำลึกและอาลัยใน ‘เกียรติยศ’ และ ‘ความเป็นผู้ดี’ ซึ่งหาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบันนั่นเอง