มองไทยในสื่อบันเทิง : ฐนธัช กองทอง
จันทร์พันดาว โจ๊ะ พรึม พรึม : เรื่องเล่า ชาวบ้าน และเสียงเพลง

รายการจันทร์กะพริบเป็นรายการที่อยู่คู่กับโทรทัศน์ช่อง 7 สี มาเป็นเวลาช้านาน มีการปรับปรุงเพื่อพัฒนาให้รายการ
อยู่ในความสนใจของผู้ชมชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าการปรับปรุงล่าสุดจะทำให้จันทร์กะพริบได้รับความสนใจ
มากที่สุด และได้เรียกรายการของตนในภายหลังว่า จันทร์พันดาว โจ๊ะ พรึม พรึม
การปรับปรุงครั้งล่าสุดนี้เน้นการแข่งขันร้องเพลงจากชาวบ้าน ซึ่งเข้ามาแข่งขันในรายการ มีกรรมการตัดสินแสดง
ความคิดเห็น มีผู้ชมในห้องส่ง และให้ผู้ชมทางบ้านส่งคะแนนโหวตผู้เข้าแข่งขันที่ตนชื่นชอบ
ดูเหมือนว่ารูปแบบรายการที่ว่านี้ ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากนัก อาจจะซ้ำกับหลาย ๆ รายการที่เคยมีมาก่อนหน้านี้
ด้วยซ้ำ แต่จันทร์พันดาวกลับสร้างความโดดเด่นตรงที่สามารถจัดวางสถานะของรายการได้ถูกต้องและชัดเจน
นั่นก็คือเล่นกับ ‘ชาวบ้าน’
ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านที่เข้าแข่งขันในรายการ ชาวบ้านที่เป็นผู้ชม ชาวบ้านที่เป็นผู้โหวต และแม้แต่กรรมการก็เป็น
นักร้องลูกทุ่งที่เป็นขวัญใจของชาวบ้าน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวบ้านจึงรู้สึกว่ารายการจันทร์พันดาว โจ๊ะ พรึม พรึม เป็นรายการของเขา และทำขึ้นเพื่อพวกเขา
ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงรูปแบบของรายการแล้วก็จะยิ่งเห็นการจัดรายการให้เป็น ‘ชาวบ้าน’ เน้นความอึกทึกครึกโครม การเข้าถึง
ผู้เข้าร่วมแข่งขัน การมีส่วนร่วมของพิธีกรและกรรมการก็เชื่อมโยงระหว่างผู้เข้าแข่งขันกับผู้ชม ไม่แยกระยะห่างให้ดูห่างเหิน
ทำให้ผู้ชมชาวบ้านที่นั่งชมอยู่ที่บ้านรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องส่งรายการด้วย เมื่อมีผู้เข้าแข่งขัน ก็นำญาติพี่น้องจำนวนมากเข้าไป
ร่วมเชียร์ในห้องส่ง ต่างร้องไห้สะเทือนใจและส่งกำลังใจ

รายการจันทร์พันดาว โจ๊ะ พรึม พรึม จึงเป็นรายการที่ประกอบสร้างขึ้นเพื่อให้เป็น ‘เวที’ ของชาวบ้าน เพียงแต่เป็น
เวทีที่เปลี่ยนจากพื้นบ้านมาเป็นจอโทรทัศน์
ชาวบ้านเหล่านี้มักมีอายุมาก ไม่ใช่คนหน้าตาดี ไม่ได้มาจากสายตระกูลที่ดี ต่อให้พวกเขามีน้ำเสียงที่ดีมากเพียงใด
ก็ไม่มีค่ายเพลงใดไปปั้นให้เป็นศิลปินมีชื่อเสียงโด่งดังได้ จันทร์พันดาว โจ๊ะ พรึม พรึม จึงกลายเป็นเวทีของชาวบ้านผู้ยากไร้
และด้อยโอกาส หากแต่มีความสามารถด้านการร้องเพลงและการเล่าเรื่อง
เรื่องเล่าของพวกเขาเป็นเรื่องเล่าที่เกิดจากชีวิตจริง เกิดจากชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นผลพวงของการพัฒนา
ประเทศที่สร้างความแตกต่างทางชนชั้นให้เกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่นในสังคมไทย เมื่อพวกเขาได้ถ่ายทอดเรื่องราว
ของพวกเขาไว้ในรายการ พวกเขาจึงกลายเป็น ‘ตัวแทน’ ของชาวบ้านอีกจำนวนมากในประเทศไทย
เรื่องเล่าเกี่ยวกับความยากจนและการเป็นคนด้อยโอกาส ย้ำความเป็นคนชายขอบของพวกเขาให้เด่นชัดขึ้น จุดขายที่
พวกเขานำมาเสนอต่อผู้ชมทั่วประเทศก็คือ ความสะเทือนใจจากการสู้ชีวิตอันเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้ยากไร้นั่นเอง...

เนื้อหาที่ผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่นำมาใช้เป็นจุดขายก็คือ สภาพชีวิตที่แร้นแค้น การต่อสู้ชีวิตด้วยความบากบั่นยากลำบาก
การเป็นหนี้เป็นสิน การแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าในชีวิต เรื่องเล่าเหล่านี้เป็นเรื่องที่สะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐในการจัดการแก้ไข
ปัญหาความยากจนของประเทศ แม้รัฐจะใช้กระบวนการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัยอย่างไรก็ตาม แต่ก็ประสบความล้มเหลว
มาโดยตลอด เพราะยิ่งพัฒนาก็ยิ่งเกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อชาวบ้านที่มาร่วมรายการได้เล่า
เรื่องเกี่ยวกับความยากจนและปัญหาความด้อยโอกาสของตนจึงเท่ากับเป็น ‘ตัวแทน’ ของชาวบ้านที่มาบอกเล่าปัญหาของ
ตนให้แก่สาธารณชนได้ทราบ
เรื่องเล่าของพวกเขายังสะท้อนให้เห็น ‘ตัวตน’ ของผู้ยากไร้อีกด้วย แต่ละเรื่องจึงเสนอไปในทำนองเดียวกันคือ
การต่อสู้บากบั่น การไม่ย่อท้อต่อชีวิต การถูกเอารัดเอาเปรียบ ความกตัญญู ความรักครอบครัวและพวกพ้อง และการใช้ ‘อาวุธ’
ที่มีอยู่เป็นเครื่องมือในการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า
อาวุธที่ว่านั้นก็คือ ‘เสียงร้อง’ ซึ่งพวกเขาใช้เสียงร้องเพลงเป็นเครื่องผ่อนคลายจากความทุกข์ เป็นแหล่งเพาะความสุข
ให้เกิดขึ้น แน่นอนว่าเสียงเพลงส่วนใหญ่คือ ‘เพลงลูกทุ่ง ซึ่งยังมีอิทธิพลตราตรึงอยู่ในชีวิตของพวกเขา ด้วยเสียงเอื้อน เสียงแหล่
และท่วงทำนองที่ยังนอนเนื่องอยู่ในวิถีชีวิตของพวกเขา
เสียงเพลงที่เลือกมา ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ของชาวบ้านอีกด้วย เรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาในเพลงลูกทุ่งคือวิถีชีวิต
ของชาวบ้าน ทั้งที่เป็นชาวบ้านในชนบทซึ่งสภาพสังคมได้ผ่านเลยไปแล้ว ไม่หลงเหลือภาพของท้องทุ่งแบบดั้งเดิม ชนบทกำลัง
ได้รับผลกระทบจากเมืองและเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับชาวบ้านที่อพยพเข้ามาเผชิญชีวิตในเมือง
ประเด็นที่จะละเลยเสียมิได้ก็คือ กรรมการซึ่งมาทำหน้าที่วิจารณ์เสียงร้องของผู้เข้าแข่งขัน รายการจันทร์พันดาว โจ๊ะ พรึม พรึม
จัดหามา อาทิ อาภาพร นครสวรรค์,เอกชัย ศรีวิชัย ซึ่งล้วนแล้วแต่ประกาศตนว่าเป็นชาวบ้าน ต่อสู้ชีวิตมาก่อน ดังนั้นการวิจารณ์
เสียงร้องรวมถึงการแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้เข้าแข่งขัน บางครั้งเขาก็น้ำตาซึมไปกับเรื่องเล่า และพูดจาให้กำลังใจผู้แข่งขัน
จนสะเทือนใจกันไปทั้งห้องส่งและคนดูทั่วประเทศ
กรรมการเหล่านี้ จึงเป็น ‘รสชาติ’ ที่สำคัญ เพราะเป็นส่วนเสริมให้รายการมีน้ำหนักขึ้น จนทำให้เห็นว่าผู้แข่งขันซึ่งเป็น
ตัวแทนของชาวบ้านเหล่านี้ พวกเขาเป็นบุคคลสำคัญ เป็นบุคคลที่น่าเห็นใจและจำเป็นต้องให้พวกเขาได้แสดงตัวตนออกมา เพื่อ
นำพาเรื่องเล่าและเสียงร้องซึ่งสะท้อนถึงความทุกข์ยากของพวกเขาออกสู่พื้นที่สาธารณะ
เรื่องราวในเสียงเพลง ชาวบ้านที่มาแข่งขันร้องเพลง เวทีที่ถูกประกอบสร้างขึ้นเพื่อให้มีบรรยากาศของชาวบ้าน พิธีกรที่
เน้นความอึกทึกครึกโครมไม่ต่างจากงานวัดหรืองานมงคลในหมู่บ้าน เหล่านี้ต่างสอดประสานกันจนทำให้จันทร์พันดาว โจ๊ะ พรึม พรึม
กลายเป็น ‘พื้นที่’ ของชาวบ้านที่ทรงอิทธิพลต่อชาวบ้านทั่วประเทศในปัจจุบัน
หวั่นเกรงก็แต่ว่า เมื่อเรตติ้งตก จันทร์พันดาวก็ไม่ ‘โจ๊ะ พรึม พรึม’ แล้ว เวทีของชาวบ้านก็หมดบทบาทไป วาทกรรม
ความยากจนซึ่งรัฐไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ไม่สามารถผ่อนคลายความตึงเครียดให้แก่ชาวบ้านได้อีกต่อไป