เรื่องเก่าเล่าสนุก : โรม บุนนาค
จ้ำบ๊ะ

ในสมัยเมื่อ ๖๐ - ๗๐ ปีก่อน จะมีการแสดงอย่างหนึ่งเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เรียกกันว่า จ้ำบ๊ะ งานวัดทั้งหลาย
จะขาดการแสดงประเภทนี้ไม่ได้ แม้แต่งานภูเขาทองและงานวัดเบญจมบพิตร ซึ่งเป็นงานใหญ่ของปี ก็ยังมีจ้ำบ๊ะอยู่หลายโรง
การแสดงระบำแบบจ้ำบ๊ะ ไม่ต้องใช้ศิลปะใด ๆ เพียงแต่หาผู้หญิงก็ดูจะหาหน้าตาสวยยาก นุ่งผ้าสั้น ๆ ไม่ต้องใส่
ชั้นใน ออกมาเต้นหน้าเวทีให้คนดูที่นั่งต่ำกว่าเห็นวับ ๆ แวม ๆ พอได้จังหวะก็เปิดให้เห็นอย่างอล่างฉ่าง ทำให้คนที่อยาก
เห็นของที่มีอยู่ทั่วไปแต่หาดูยาก พากันเฮลั่น แต่ที่เห็นกันอย่างเต็มตานั้น ก็ไม่ได้เห็นของจริงอย่างจะแจ้ง ส่วนมากจะพอก
แป้งหรือดินสอพองไว้จนขาวโพลน แต่ก็พออาศัยทำให้ตื่นเต้นได้

โรงระบำจ้ำบ๊ะจึงมีแต่ผู้ชายเป็นคนดู และมี ๒ เวที เวทีหนึ่งเป็นเวทีการแสดงอยู่ในโรง ที่ต้องเสียเงินเข้าไปดู มีเก้าอี้
สำหรับคนดูตั้งเป็นแถว ๆ บางโรงก็ไม่มีเก้าอี้ ให้ยืนดูกันก็ยังไม่มีใครรังเกียจ อีกเวทีหนึ่งอยู่หน้าโรง สำหรับโฆษกออกไป
ประกาศเชิญชวนคนดู และพูดเหมือนนักเลือกตั้งสมัยนี้ไม่มีผิด โฆษณาว่าผู้หญิงที่จะมาเปิดให้ดูนั้นล้วนแต่สาว ขาว สวย
อวบอั๋น ซึ่งเป็นรสนิยมของยุคนั้น แต่กลับหาความจริงไม่ได้ ส่วนใหญ่มักเป็นแม่ลูกอ่อนหรือเด็ก ๆ
คนที่ชอบดูจ้ำบ๊ะจะมีอาแป๊ะแก่ ๆ เป็นแฟนอยู่ไม่น้อย โฆษกจึงมักโฆษณาเป็นภาษาจีนด้วย ยังจำได้อยู่ประโยคหนึ่ง
ที่ว่า “ชีชีแปะแป๊ะ เจ้กนั้งเจ้กพวด” และก่อนการแสดงแต่ละรอบ จะมีคนออกไปเต้นเป็นหนังตัวอย่างบนเวทีหน้าโรง
ทิ้งท้ายด้วยการ ‘เปิดหวอ’ ล่อคนดู พอการโชว์ช่วงนี้จบ คนดูก็จะตามเป็นขบวนเข้าไปในโรง การแสดงรอบนั้นจึง
เริ่มขึ้น
ค่าดูจ้ำบ๊ะคนละ ๑ - ๒ บาท แม้ผู้หญิงที่แสดงจะหาสวยยาก แต่ก็มีคนนิยมดูกันไม่น้อย จ้ำบ๊ะจึงระบาดไปทั่วทั้ง
งานเล็กงานใหญ่ ตั้งแต่งานฉลองรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นงานใหญ่ที่สุดในรอบปี จนถึงงานวัดทั่วไปก็ต้องมีจ้ำบ๊ะ
ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นคนริเริ่มจัดแสดงจ้ำบ๊ะขึ้นก่อน แต่ก็คาดว่าคงไม่พ้นไปจาก ๒ คนนี้ คือ นายหรั่ง เรืองนาม
ซึ่งเป็นเจ้าของคณะ ‘ระบำมหาเสน่ห์’ ที่โด่งดังของยุคนั้น เปิดแสดงที่ชั้น ๙ ของตึกย่านเยาวราช ตอนสงครามโลก
ครั้งที่ ๒ จึงย้ายมาเปิดวิกที่ตลาดบำเพ็ญบุญ ตรงข้ามศาลาเฉลิมกรุง ส่วนอีกคนก็คือ นายเปรื่อง เรืองเดช ซึ่งเป็นราชา
ระบำโป๊ยุคนั้นเช่นกัน นสพ.สยามนิกร ฉบับวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๔๙๕ รายงานว่า ในงานฉลองรัฐธรรมนูญปีนั้นซึ่งจัด
อย่างยิ่งใหญ่ที่สนามหลวง มีจ้ำบ๊ะถึง ๔ - ๕ โรง ส่วนใหญ่เป็นของนายเปรื่อง เรืองเดช เหมาเป็นราชาจ้ำบ๊ะ

ก่อนหน้านั้น งานประจำปีต่าง ๆ จะมีละครลิงเป็นดาราเด่นของงาน แสดงกันทั้งกลางวันกลางคืนจนลิงง่วงตกเวทีก็มี
แต่พอมีจ้ำบ๊ะเกิดขึ้นมาละครลิงเลยเฉา นอกจากนี้ งานประเภทนี้ยังสรรหาของแปลกพิสดารมาแสดงกัน อย่าง เมียงู
คนสองหัว เงือกสาว กระสือสาว และอีกหลายอย่างที่ไม่มีทางเป็นของจริงไปได้ แต่ก็ยังมีคนเสียเงินเข้าไปดูให้หายสงสัย
แม้แต่คนหรือสัตว์พิการต่าง ๆ ก็ยังเอามาแสดงเก็บเงินในงานวัดได้ทั้งนั้น
การแสดงของแปลก ๆ แบบนี้ บางอย่างที่เป็นหญิงสาวก็มีจุดขายที่ล่อให้ผู้ชายสนใจยิ่งขึ้นไปอีก คือให้คนดูจับต้อง
ลูบคลำได้ อย่างเมียงู โฆษกจะมีลูกเล่นประกาศให้น่าสนใจว่า
“สองเท้าก้าวเข้ามา บาทเดียวดูเพลินไม่มีอะไรเกินเมียงู ลูบได้คลำได้ แต่อย่าเอาไม้แหย่รู...”
ส่วนเวทีมวยก็มักไปตั้งอยู่ใกล้โรงจ้ำบ๊ะ อาจจะถือเป็นย่านท่องเที่ยวของผู้ชาย โฆษกเวทีมวยเลยได้ลูกเล่น หันไปบอกทาง
เวทีจ้ำบ๊ะว่า
“จ้ำบ๊ะหยุดแสดงเดี๋ยว มวยจะเริ่มชกแล้ว นักมวยใส่กระจับไม่ได้...”
จ้ำบ๊ะได้รับความนิยมมากในยุคนั้น แม้แต่โรงงิ้วเยาวราชก็หันมาเปิดแสดงจ้ำบ๊ะ งานวัดทั้งหลายก็ไม่ยอมขาดจ้ำบ๊ะ
พระเณรพลอยได้เห็นหนังตัวอย่างที่เต้นล่อคนอยู่หน้าโรงไปด้วย ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นทุกที สภาวัฒนธรรม
ได้ขอร้องให้สถานีวิทยุต่าง ๆ นำเพลงที่ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยมาเปิด เพื่อรณรงค์ต่อต้านจ้ำบ๊ะ ในที่สุดจ้ำบ๊ะก็เป็นของ
ต้องห้าม ถูกสั่งให้เลิกโดยเด็ดขาด
จ้ำบ๊ะหายจากสังคมไทยไปนาน จนคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักจ้ำบ๊ะ แต่ในยุคปัจจุบันมีการแสดงในลีลาแปลก ๆ จากต่าง
ประเทศเข้ามา เช่นในชื่ออะโกโก้ โคโยตี้ เต้นประกอบเพลงเร้าใจในลีลายั่วยวน โดยนุ่งน้อยห่มน้อย หรือไม่นุ่งไม่ห่ม
เลยก็มี หลายรายยั่วกามารมณ์ยิ่งกว่าจ้ำบ๊ะเสียอีก จนเข้าขั้นลามกอนาจาร ทั้งยังไม่เลือกกาลเทศะและสถานที่ ไม่ใช่แค่
เข้าไปแสดงในงานวัดอย่างจ้ำบ๊ะ แต่เข้าร่วมในงานบวชนาคและเต้นโชว์ที่หน้าเมรุในงานศพก็ยังมี ไม่รู้ว่าจะเอาไปยั่วให้
คนตายลุกขึ้นมาหรืออย่างไร

หนักหนาสาหัสไปกว่านั้น นสพ.ไทยนิวส์ของเชียงใหม่รายงานว่า การแสดงลามกอนาจารได้ลามขึ้นไปถึงงาน
ปอยหลวงของวัดต่าง ๆ มีสาวแต่งตัววาบหวิวขึ้นบนเวที ร้องเพลงสองแง่สองง่ามยักย้ายส่ายสะโพกโดยมีหนุ่ม ๆ ออกัน
หน้าเวทีชูมือสลอน รอจังหวะที่สาวบนเวทีเชื้อเชิญให้คนดูลูบคลำได้ โดยสอดเงิน ๒๐ บาทเข้าไปในร่องอกและกางเกงใน
เป็นที่สนุกสนานครื้นเครง แต่หลายคนก็สลดใจที่เห็นภาพนี้ในงานประเพณีและในวัด จนเกิดกระแสต่อต้านขึ้น
คำว่า ‘จ้ำบ๊ะ’ เลยถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีก เปรียบเปรยว่าการแสดงเหล่านี้ก็ลามกอนาจารไม่ต่างไปจากจ้ำบ๊ะในอดีต

ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ยังรู้จัก ‘จ้ำบ๊ะ’ ในอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่ระบำลามกอย่างในสมัยก่อน แต่เป็นขนมหวาน
ดับร้อนชื่นใจ ทำด้วยน้ำแข็งไส โปะไปบนขนมปังหรือปาท่องโก๋ที่หั่นเป็นชิ้นพอคำ แล้วราดด้วยน้ำหวาน ซึ่งส่วนมาก
จะใช้สีแดง โรยด้วยนมข้นหวานแต่งหน้า แต่ก่อนนี้ก็เรียกกันว่า ‘ขนมปังน้ำแดง’ แต่ตอนนี้กลับเรียกว่า ‘จ้ำบ๊ะ’
ซึ่งต่างกับ ‘จ้ำบ๊ะ’ ในสมัยก่อนไปคนละเรื่อง คนละแคว ไม่รู้ว่าแปรเปลี่ยนไปได้ยังไง