ธรรมะอมยิ้ม : พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
แผ่นดินธรรม... แผ่นดินไทย...

แผ่นดินธรรมนำใจให้ไร้ทุกข์ แผ่นดินทองพากายสุขไม่ทุกข์เข็ญ
แผ่นดินเพชรมีความเด็ดคือร่มเย็น เพราะว่าเป็นแผ่นดินไทยไม่ไร้ธรรม
เจริญสุขสวัสดีสาธุชนคนดีทั้งหลาย พบกันเหมือนเดิมกับธรรมะง่าย ๆ ในสไตล์ธรรมะเดลิเวอรี่
ส่งถึงที่ซึ้งถึงใจ ในระยะนี้เป็นช่วงที่กำลังเปลี่ยนฤดูกาล รัฐบาลก็กำลังเปลี่ยนแปลง เป็นช่วงปลาย
ฤดูร้อน กำลังเริ่มต้นฤดูฝน สิ่งหนึ่งที่เราต้องสังเกตคือ ฝนที่มาเร็วกว่าปกติ และมามากเป็นพิเศษ
อะไรที่มากเกินไปมักจะไม่ดี เพราะว่ามันทำให้คนเดือดร้อน ถ้าหากเรามองตามหลักพุทธศาสนาเราจะ
เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง พระพุทธองค์ตรัสว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
เรียกว่าต้องมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด เช่นฤดูกาลเปลี่ยนแปลง ฝนตกนอกฤดูเกิดภัยธรรมชาติมากมาย
เพราะว่าคนไม่รักษาธรรมชาติ ทำให้ความสมดุลของธรรมชาติหายไป ตอนนี้สิ่งที่เราทำได้คือ ช่วยกัน
รักษาธรรมชาติ ช่วยกันประหยัดพลังงานเพื่อลดภาวะโลกร้อน อะไรที่ไม่ใช้ก็ปิด เช่น ทีวี เวลาที่เลิกดู
อย่าปิดแค่สวิทช์ต้องถอดปลั๊กด้วย แอร์ก็เช่นกัน เรียกง่าย ๆ คือ ปิดน้ำ ปิดไฟทุกครั้งหลังใช้ เราทำได้
ง่ายนิดเดียว
เอาละมาเข้าเรื่องกันนะโยม ตอนนี้นอกจากความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติแล้ว ก็กำลังจะมีการ
เปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุบสภา บรรดานักการเมือง
ทั้งหลายก็เริ่มเปลี่ยนตนเอง จากที่เคยสงบนิ่ง ไม่เคยสนใจชาวบ้านประชาชน ตอนนี้รู้สึกว่าประชาชน
จะเนื้อหอมเป็นพิเศษ นักการเมืองจะออกไปพบปะประชาชนกันทุกภาคของประเทศไทย เห็นแล้วจะ
ดีใจหรือจะสลดใจ ที่ว่าอย่างนั้นคือ ถ้าได้เป็นรัฐบาลส่วนมากจะเงียบ ไม่เคยออกไปพบประชาชนเหมือน
ตอนที่หาเสียง ดังนั้น ต้องฝากถึงพ่อแม่พี่น้องญาติโยมทั้งหลายว่า แผ่นดินไทยต้องเป็นแผ่นดินธรรม
ขอให้เราใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ให้ดีในการตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศ เลือกบุคคลที่มีธรรมะ
เราต้องเอาธรรมะนำการเมือง นำประเทศชาติ อาตมาขอฝากธรรมะกับประชาธิปไตยให้โยมได้พิจารณากัน
ประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองของรัฐ ซึ่งอำนาจบริหารของรัฐมาจากเสียงข้างมากของพลเมือง
โดยพลเมืองอาจใช้อำนาจของตนโดยตรง หรือผ่านผู้แทนที่ตนเลือกไปใช้อำนาจแทนก็ได้ พูดให้เข้าใจ
ง่าย ๆ คือ อำนาจที่เกิดจากปวงชน ประชาชนส่วนมากเป็นคนตัดสินใจเพื่อให้บุคคลกลุ่มหนึ่งมาบริหาร
ประเทศชาติ แต่โยมต้องเข้าใจอีกมุมหนึ่งว่า เสียงส่วนมากบางคราก็ไม่ถูกต้องเหมือนกัน ถ้าเสียงนั้น
ได้มาจากมิจฉาทิฐิ คือมาจากความเห็นผิด ดังนั้น ท่านทั้งหลายต้องตั้งความเห็นให้ถูกต้อง อย่าตัดสินใจ
ด้วยความชอบส่วนตัว จงใช้ความถูกต้องและประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักสำคัญ
คณาธิปไตย คือ เป็นการปกครองโดยคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้มีโอกาสเข้ามาปกครอง หรือเป็นคนที่มี
พวกพ้องทำให้มีอำนาจในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง
ธนาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองที่ใช้กันในประเทศทุนนิยม ใช้เงินเป็นใหญ่และเงินก็สามารถที่จะ
ทำให้เกิดธนาธิปไตยได้ เมื่อมีพวกพ้องก็ทำให้เกิดอำนาจ ถ้าอำนาจที่ได้มามีธรรมะเป็นกรอบในการบริหาร
ประเทศ บ้านเมืองก็มีความเจริญรุ่งเรื่องและผาสุก ถ้าอำนาจที่ได้มาเพื่อตอบสนองกิเลส ไม่ได้มองที่ผล
ประโยชน์ของชาติ แบบนี้เป็นอันตรายต่อบ้านเมืองอย่างยิ่ง
ธรรมาธิปไตย คือ การยึดถือธรรมเป็นใหญ่ ยึดถือหลักการ ความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม ความเป็น
ไปตามเหตุผล กฎกติกา และกฎหมายที่วางไว้เป็นเกณฑ์ตัดสิน โยมทั้งหลายอาจจะถามว่า ใช้อะไรตัดสิน
ว่าเป็นธรรมาธิปไตย
คนที่มีธรรมาธิปไตย หรือคนที่ถือธรรมเป็นใหญ่ ต้องมีลักษณะสำคัญคือ
1. เป็นคนมีหลักการ ไม่เลื่อนลอยไหลไปตามกระแส ยึดหลักความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม ความเป็นไป
ตามเหตุผล และกฎกติกาเป็นเกณฑ์ตัดสิน
2. ใช้ปัญญาและพัฒนาปัญญาอยู่เสมอ เพื่อให้รู้เท่าทันข้อมูล ความเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพความเป็นจริง
และเพื่อให้รู้ให้เข้าใจ เข้าถึงหลักการ ความจริง ความถูกต้องดีงาม และเหตุผลในเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้สามารถ
รักษาหลักการ ความจริง ความถูกต้องไว้ได้
3. มีความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ สุจริตใจในการใช้ปัญญาพิจารณาตัดสินใจ ไม่เอนเอียงไปด้วยอคติ
4. รักธรรม รักความจริง ความถูกต้องดีงาม ทำอะไรมุ่งจะให้ถึงธรรมและเป็นไปตามธรรม มุ่งให้ได้ความจริง
มุ่งให้เกิดความถูกต้องดีงาม จนข้ามพ้นความยึดถือในตัวตนไปได้ ให้ธรรมเป็นใหญ่เหนือเกียรติและศักดิ์ศรี
ของตน และเพราะธรรม ที่มุ่งให้เกิดความเป็นธรรมนั้น จึงเป็นคนที่พูดด้วยง่าย รับฟังข้อมูลและเหตุผล
ไม่ดื้อรั้นมีทิฐิ
ใน 4 ข้อนี้ ข้อสุดท้ายเป็นตัวตัดสินความเป็นธรรมาธิปไตย แต่ในการปฏิบัติ จะขาด 3 ข้อแรกไม่ได้
ต้องมีครบทั้งหมด
ท่านทั้งหลายเราเป็นคนไทย ‘ไท’ ซึ่งแปลว่า ‘อิสระ’ คือเป็นใหญ่ในตัวเอง ไม่เป็นทาสใคร ไม่เป็นทาส
นักการเมือง มองความถูกต้องเป็นใหญ่ ให้ธรรมะเป็นสิ่งสำคัญ ไทยต้องชูธรรม ถ้าไทยชูธรรม ไทยจะเป็น
‘ไท’ ได้แท้จริง หากไทยไม่ชูธรรม ไทยก็อาจจะตกเป็นทาสตลอดกาล
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ขอเล่าเรื่องที่เป็นอุทาเห่าให้โยมฟัง แล้วกัน...อุทาหรณ์ครับท่าน เจริญพร...หอนกับ
เห่าก็หมาเหมือนกัน น่าจะแทนกันได้ เอาล่ะหอนก็หอน เราต้องฟังเสียงส่วนมาก ต้องเอาความถูกต้องเป็น
สำคัญ
วันหนึ่งได้มีการจัดการแข่งขันกินจุแห่งประเทศไทย มีคนมาจากทั่วสารทิศ มีทุกสาขาอาชีพ แต่ละคน
พกความมั่นใจมาเต็มร้อย ซ้อมมาอย่างเต็มที๋เพื่อจะมาคว้ารางวัล เมื่อทุกคนมาถึงก็กรอกประวัติส่วนตัว เพื่อให้
เห็นความสามารถต่าง ๆ
คนที่หนึ่งเขียนว่า กินข้าวได้สองกะละมัง กินผลไม้ได้เป็นสิบเข่ง กินขนมหวานเป็นหม้อ ๆ
คนที่สองเขียนว่า กินได้มากกว่าไอ้คนแรกสองเท่าตัว
คนที่สามเขียนว่า ผมเป็นนักการเมือง ผมเพียงแค่อยากมาร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย
ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้แข่งขัน กรรมการทั้งหลายได้ลงความเห็นว่า คนที่สามที่ชนะ...เพราะกินสิ่งที่คนอื่น
กินไม่ได้ คือ กินหิน กินดิน กินทราย กินเหล็ก บางทีก็กินนมเด็กด้วย... กรรมการจึงเห็นสมควรว่า
เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับชัยชนะในครั้งนี้
สรุปว่า ประเทศไทยได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองพุทธศาสนา มีความรักความเมตตา มีหลักธรรม
คำสอนในการดำเนินชีวิต ถ้าเราท่านทั้งหลายให้ธรรมะเป็นใหญ่ ยึดหลักความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม
ความเป็นไปตามเหตุผล และมีกฎกติกาเป็นเกณฑ์ตัดสิน อาตมาเชื่อว่าบ้านเมืองเราสงบสุขแน่นอน
เจริญพร