จับนิยายใส่จอ : ลำเพา เพ่งวรรณ
ดอกส้มสีทอง : ดั่งดอกไม้ไร้สี ไร้กลิ่น ไร้นาม

ดอกส้มสีทอง นวนิยายที่เป็นเสมือนภาคต่อของ มงกุฎดอกส้ม ผู้ประพันธ์นวนิยายทั้งสองเรื่องนี้ คือคุณถ่ายเถา สุจริตกุล
ยอมรับว่าเรื่องมงกุฎดอกส้มได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมจีนเรื่องหนึ่ง แต่ ‘ดอกส้มสีทอง’ เป็นนวนิยายที่สร้างสรรค์
ขึ้นจากจินตนาการของเธอ ผู้อ่านและผู้ชมจึงคาดหวังว่าดอกส้มสีทองจะต้องมีกลิ่นอายของความเป็นไทยอยู่เต็มเปี่ยม
นวนิยายทั้งสองภาคนี้ ใช้ ‘นางเอก’ เป็นผู้ดำเนินเรื่อง ผู้ประพันธ์กำหนดให้มีชีวิตอยู่ในวงล้อมของความรักและ
ความชัง เป็นรักและชังที่เกิดจากแรงเสน่หา อันสืบเนื่องมาสู่ชะตากรรมเลวร้ายในบั้นปลาย การกำหนดให้ดอกไม้เป็นความ
เปรียบของผู้หญิง นับเป็นการสืบขนบความเปรียบในวรรณกรรมไทย โดยการใช้ ‘ดอกส้ม’ มาเป็นความเปรียบให้มี
ความหมายลึกซึ้ง ผ่านจินตนาการของ ‘คำแก้ว’ นางเอกของเรื่อง เธอมองดอกส้มว่าสวยงาม สูงส่ง และบริสุทธิ์ ใฝ่ฝันว่า
ในวันเข้าพิธีวิวาห์ เธอจะมีมงกุฎดอกส้มประดับบนศีรษะ แต่แล้วมงกุฎดอกส้มก็เป็นเพียงมายาภาพ เมื่อชีวิตของเธอก้าวล่วง
เข้าไปในครอบครัวของเถ้าแก่เชงสือเกียง ต้องผจญภัยอยู่ห้วงแห่งรักและทุกข์ในอาณาจักรส่วนตัวของเถ้าแก่ อาณาจักร
ที่เธอถูกครอบขังไว้ด้วยอำนาจของฝ่ายชาย เธอขาดอิสรภาพทั้งทางกายและทางใจ แม้แต่พื้นที่ในจินตนาการเธอก็ยังถูก
กีดกัน การจงใจให้คำแก้วเสียสติในตอนท้ายของเรื่อง ดูเหมือนจะทำให้เธอได้มีอิสระทางจิตใจและจินตนาการ แต่ก็เป็นอิสระ
ที่ขาดตัวตนอย่างแท้จริง จินตนาการในห้วงจิตไร้สำนึกจึงเป็นจินตนาการที่มิอาจสนองตอบความใฝ่ฝันของคำแก้วได้
ขณะที่ เรยา นางเอกในเรื่องดอกส้มสีทอง กลับเป็นหญิงสาวที่มีอิสรภาพในทุกด้าน ด้วยเธอไม่ ‘ใส่ใจ’ ชีวิตของ
ผู้อื่น แต่กลับใส่ใจชีวิตของตนเอง เธอทำทุกอย่างเพื่อให้สุขสบาย เชื่อมั่นว่าชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมด้วยวัตถุเป็นชีวิตที่ดีที่สุด
ถ่ายเถาสร้างเรยาให้เป็นเด็กสาวที่มีชีวิตขมขื่น หากแต่เป็นความขมขื่นที่คนอื่นรู้สึก หาใช่ความสำนึกที่เกิดขึ้นกับตัวเธอไม่
เรยารู้อดีตของตนดีพอ ๆ กับรู้จักความต้องการของตน แต่เธอกลับไม่แยแสอดีตอันชวนชิงชัง เธอทำทุกอย่างเพื่อให้ก้าวพ้น
จากอดีตอันเลวร้าย และสลัดให้หลุดจากความทรงจำอันเจ็บปวดซึ่งเธอซุกซ่อนมันไว้สู่ส่วนลึกที่สุดให้ได้

(โปรดติดตามต่อในเล่ม)