สกู๊ปจากปก : ภัชภิชา ฤกษ์สิรินุกูล
หา ‘ทางรอด’
ด้วย ‘พลังงานทางเลือก’

หลังเหตุการณ์ความรุนแรง สึนามิ แผ่นดินไหว และอุบัติภัยนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมา ไดอิจิ
ประเทศญี่ปุ่น ทำให้คนทั่วโลกตระหนักและตื่นตัวเรื่องพลังงานและความสำคัญของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กันมากขึ้น
ประเทศไทยก็เช่นกัน แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีแผนเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อนำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็น
พลังงานทางเลือกมาผลิตกระแสไฟฟ้าในอนาคต ก็ยังต้องชะลอโครงการไว้ก่อน
ทำไมต้องใช้ ‘พลังงานทางเลือก’
ที่เราต้องหันไปใช้พลังงานทางเลือก ก็เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้นทุกขณะ และแม้ว่าประเทศ
ไทยจะมีแหล่งพลังงานน้ำมันดิบ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันจาก
ต่างประเทศทุกปี ที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากเมื่อปี 2552
มีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลโดยเฉลี่ย 50.582 ล้านลิตรต่อวัน ปี 2553 มีปริมาณการใช้โดยเฉลี่ย
50.812 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการใช้น้ำมันดีเซลแล้วมากกว่า 52
ล้านลิตรต่อวัน ประกอบกับมีการคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พลังงานไฟฟ้าจะขาดแคลน ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
จึงเห็นความสำคัญในการค้นหาแหล่งพลังงานใหม่มากขึ้น หรือที่เรียกว่า พลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียน
(Renewable Energy) ใช้แล้วไม่หมดไป และเป็นพลังงานสะอาด ไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานจากคลื่นน้ำทะเล พลังงานความร้อนใต้พิภพ
พลังงาน ชีวมวลและชีวภาพ พลังงานขยะ พลังงานถ่านหินสะอาด ก๊าซโซฮอล์ ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว
ไบโอดีเซล และพลังงานไฮโดรเจน

http://www.freedigitalphotos.net/images/view_photog.
php?photogid=851 :image creator (Danilo Rizzuti)
พลังงานไฟฟ้า
ไทยทำ ไทยใช้ ไทยซื้อ...
ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตทั้งหมด รองลงมาคือ
ถ่านหินภายในประเทศ 12 เปอร์เซ็นต์ นำเข้าอีก 8 เปอร์เซ็นต์ พลังงานน้ำจากเขื่อนต่าง ๆ อีกไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์
และที่เหลือยังต้องนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาวและมาเลเซีย การใช้พลังงานที่ใช้แล้วหมดไป
หรือที่เรียกว่าพลังงานฟอสซิล อย่างเช่นถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หินน้ำมัน และทรายน้ำมัน เป็นพลังงานใช้แล้วหมดไป
ซึ่งคาดการณ์กันว่าในอนาคตจะไม่มีแหล่งพลังงานดังกล่าวให้มนุษย์ใช้อีกต่อไป หลายประเทศจึงวางนโยบายให้ใช้
พลังงานทางเลือก และในประเทศไทย พลังงานที่กำลังได้รับความสนใจอย่างสูงเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าในปัจจุบัน
และอนาคต ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวล

http://www.freedigitalphotos.net/images/view_photog.php
?photogid=1974 :image creator (Exsodus)
‘พลังงานแสงอาทิตย์’ กู้วิกฤตไฟฟ้า
ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นใกล้เส้นศูนย์สูตร แน่นอนว่า พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซล่าเซลล์
(Solar Cell) เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำรงชีพอย่างมากและจะมากยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์ของพลังงาน
แสงอาทิตย์คือ สามารถผลิตพลังงานความร้อนและกระแสไฟฟ้าได้ ข้อดีของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์คือ
ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงในการผลิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่พบว่าผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ทีละน้อย ต้องใช้เนื้อที่มาก
และอาจได้พลังงานไม่สม่ำเสมอเนื่องจากต้องรอดินฟ้าอากาศ และที่สำคัญคือต้นทุนการผลิตสูง จึงทำให้ไม่เป็นที่
นิยมเท่าที่ควร

http://www.freedigitalphotos.net/images/view_photog.php?
photogid=905 :image creator (Pixomar)
จากการสำรวจพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ พบว่ามีพื้นที่ในหลายจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ
ภาคกลางที่มีศักยภาพในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ อาทิ นครราชสีมา อุบลราชธานี สุพรรณบุรี อยุธยา ตัวอย่างที่
เห็นผลเป็นรูปธรรมซึ่งดำเนินการโดยภาครัฐ ได้แก่ ‘โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์เขื่อนสิรินธร’ อ.สิรินธร
จ.อุบลราชธานี ขนาด 1 เมกะวัตต์ ใช้เนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ ทุนก่อสร้างทั้งสิ้น 208 ล้านบาท และได้เชื่อมโยง
เข้ากับระบบจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เมื่อปี 2552 คาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะผลิตกระแสไฟฟ้า
ได้ปีละ 1.45 ล้านหน่วย ซึ่งหลังจากเปิดดำเนินการได้หนึ่งปี (ม.ค. – ธ.ค. 2553) สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง
1.72 ล้านหน่วย และพลังงานไฟฟ้าดังกล่าวได้ใช้จริงทั่วทั้ง อ.สิรินธร รวมถึงอำเภอใกล้เคียงในหลายจังหวัด
นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ ผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน
(โปรดติดตามต่อในเล่ม)